.
สภาคองเกรส-อิสราเอลคัดค้าน ทรัมป์ทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับซาอุฯ เปิดทางเสริมยูเรเนียม
23-7-2026
The New York Times รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมประกาศลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์กรอบกว้างร่วมกับประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ในวันพุธนี้ ซึ่งอาจเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียสามารถเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงนิวเคลียร์สำหรับเตาปฏิกรณ์ได้ด้วยตนเอง ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักจากสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ และบรรดาเจ้าหน้าที่ของประเทศอิสราเอล (Israel) ที่หวั่นเกรงว่ากรุงริยาดอาจใช้โครงการนิวเคลียร์พลเรือนเป็นฉากหน้าในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต
บรรดาเจ้าหน้าที่ของประเทศสหรัฐฯ (US) เปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผูกพันและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลซาอุดีอาระเบียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่สภาวการณ์สงครามกับประเทศอิหร่าน (Iran) กำลังสร้างความตึงเครียดต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างหนัก นอกจากนี้ รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยังประเมินว่าข้อตกลงนี้จะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ โดยเริ่มจากบริษัท Westinghouse ซึ่งเป็นผู้ออกแบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำนวนมากที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ จำนวน 2 ราย ซึ่งปฏิเสธที่จะเปิดเผยนามเนื่องจากเป็นประเด็นการทูตที่ละเอียดอ่อน เปิดเผยว่า รัฐบาลทรัมป์มีแผนที่จะลงนามและประกาศข้อตกลงกับฝ่ายซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการในวันพุธ ก่อนที่จะเปิดเผยรายละเอียดต่อสภาคองเกรส (US Congress) ในเวลาต่อมา
แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรครีพับลิกัน (Republican Party) จำนวนมาก ทว่าสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคการเมือง ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของประเทศอิสราเอล (Israel) ต่างออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านแผนการดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียอาจนำโครงการนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือนไปใช้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในท้ายที่สุด
อนึ่ง ข้อตกลงนี้ได้รับการเจรจาและหารือมาระยะเวลานานหลายปี โดยในยุคของรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) ข้อตกลงนี้ถูกวางโครงร่างไว้ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับใหญ่ที่จะรวมถึงการรับรองทางการทูตของซาอุดีอาระเบียต่อประเทศอิสราเอล (Israel) ทว่าภายหลังจากเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาส (Hamas) เมื่อวันที่ 7 ตุลาตม 2023 โอกาสดังกล่าวได้ถดถอยลง ส่งผลให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ตัดสินใจแยกข้อเสนอความร่วมมือด้านนิวเคลียร์พลเรือนระหว่างสหรัฐฯ-ซาอุฯ ออกจากข้อเรียกร้องให้ซาอุดีอาระเบียต้องรับรองประเทศอิสราเอล (Israel)
ในทางกระบวนการ ข้อตกลงนี้จำเป็นต้องได้รับการทบทวนโดยสภาคองเกรส (US Congress) ซึ่งภายใต้พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณู (Atomic Energy Act) สภามีอำนาจในการลงมติเห็นชอบมติคัดค้าน (Resolution of Disapproval) ทว่าในทางปฏิบัติ ข้อตกลงมีแนวโน้มสูงที่จะผ่านการอนุมัติ เนื่องจากสภาคองเกรสจำเป็นต้องรวบรวมเสียงข้างมากร้อยละสองในสามเพื่อยับยั้งและหักล้างสิทธิ์วีโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์
อย่างไรก็ดี คาดว่าการถกเถียงและอภิปรายเกี่ยวกับข้อตกลงนี้จะเป็นไปอย่างดุเดือด เนื่องจากในการบรรลุข้อตกลงกับ มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) ผู้นำปกครองในทางปฏิบัติวัย 40 พรรษาของซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จำเป็นต้องยอมรับเงื่อนไขที่อาจจำกัดผู้ตรวจการระหว่างประเทศจากการเข้าตรวจสอบสถานที่ต่างๆ ในประเทศที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นช่องทางในการเบี่ยงเบนเชื้อเพลิงไปใช้ในโครงการอาวุธนิวเคลียร์
ยิ่งไปกว่านั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ยังยินยอมตามข้อตกลงที่ว่า ภายหลังจากการศึกษาพัฒนาร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ฝ่ายซาอุดีอาระเบียอาจได้รับอนุญาตให้ทำการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (Uranium enrichment) หรือแปรรูปพลูโทเนียม (Plutonium reprocessing) บนผืนแผ่นดินของตนเองได้ โดยหนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีตเจอร์นัล (The Wall Street Journal) รายงานเมื่อคืนวันอังคารว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้อนุมัติข้อตกลงดังกล่าวแล้ว
ที่ผ่านมา มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) เคยให้คำมั่นไว้ว่า ซาอุดีอาระเบียจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ทันทีหากประเทศอิหร่าน (Iran) ดำเนินการดังกล่าว โดยเคยเน้นย้ำในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่าตนจะทำเช่นนั้น "อย่างแน่นอนโดยไม่มีข้อสงสัย"
ขณะเดียวกัน ประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ดำเนินโครงการนิวเคลียร์ที่อ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้ทางพลเรือน ทว่าได้เร่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนใกล้ระดับเกรดอาวุธ (Weapons-grade) หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ยุคอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาในปี 2018 จากนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการให้กองกำลังสหรัฐฯ ร่วมมือกับประเทศอิสราเอล (Israel) เข้าโจมตีสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2025 และเปิดฉากสงครามต่อต้านประเทศอิหร่าน (Iran) ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และ มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) ตกลงที่จะเดินหน้าความร่วมมือด้านนิวเคลียร์พลเรือนระหว่างสหรัฐฯ-ซาอุฯ ในระหว่างการเดินทางเยือนทำเนียบขาว (White House) ของมกุฎราชกุมารเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยบรรดาเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียได้เปิดการเจรจาเกี่ยวกับแผนงานนับตั้งแต่นั้น และได้สรุปรายละเอียดในสปริงและซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมนำเสนอแผนต่อสภาคองเกรส ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) เมื่อต้นเดือนนี้
นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงจดหมายลับแนบท้ายอีก 2 ฉบับที่ทำขึ้นร่วมกับฝ่ายซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ คาดว่าจะให้เหตุผลว่าเอกสารดังกล่าวประกอบด้วยข้อมูลทางธุรกิจที่เป็นความลับและเกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคงแห่งชาติที่ละเอียดอ่อน ทว่าสมาชิกรัฐสภาบางรายอาจไม่ยินยอมลงมติเห็นชอบข้อตกลงจนกว่าจดหมายแนบท้ายทั้งหมดจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน
สำหรับข้อตกลงประเภทที่รัฐบาลทรัมป์ได้จัดทำขึ้นร่วมกับซาอุดีอาระเบียนี้ มีชื่อเรียกว่า "ข้อตกลงมาตรา 123" (Section 123 Agreement) ซึ่งเป็นการจัดทำกรอบกฎหมายที่มีผลผูกพันระหว่างประเทศว่าด้วยความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับประกันการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ปัจจุบันประเทศสหรัฐฯ (US) มีข้อตกลงลักษณะนี้รวม 26 ฉบับ ร่วมกับ 51 รัฐบาล และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
การโอนอ่อนผ่อนตามของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อเงื่อนไขนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อครั้งที่ประเทศสหรัฐฯ (US) เข้าทำข้อตกลงในลักษณะคล้ายกันนี้กับประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี (UAE) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2009 ในเวลานั้นมีการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดกว่ามาก โดยยูเออียินยอมที่จะปฏิบัติตามการตรวจสอบที่เข้มงวดผ่านการลงนามในสิ่งที่เรียกว่า "พิธีสารเพิ่มเติม" (Additional Protocol) ร่วมกับ IAEA รวมถึงยินยอมที่จะสละสิทธิ์ในการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ด้วยตนเอง เพื่อตัดโอกาสในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ข้อตกลงของยูเออีดังกล่าวได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ "มาตรฐาน Gold Standard" สำหรับการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และแม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะมีแผนโต้แย้งว่าตนได้วางข้อจำกัดอื่น ๆ ไว้ทดแทน เช่น การจัดตั้งหุ้นส่วนร่วมกับซาอุดีอาระเบียที่จะเปิดทางให้รัฐบาลวอชิงตันสามารถเฝ้าระวังโครงการของซาอุดีอาระเบียได้อย่างใกล้ชิด ทว่าข้อเท็จจริงยังคงปรากฏว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้ถอยร่นจากข้อจำกัดที่เคยได้รับการเจรจาไว้ในยุคของรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) และอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama)
ทั้งนี้ การเจรจาส่วนใหญ่กับยูเออีเกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) ก่อนจะเสร็จสิ้นในสมัยประธานาธิบดี บารัค โอบามา (Barack Obama) และมีผลบังคับใช้ในปี 2009
ย้อนกลับไปในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก นายโทมัส เจ. แบร์รัก จูเนียร์ (Thomas J. Barrack Jr.) นักธุรกิจและผู้ระดมทุนรายใหญ่ของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้เคยเสนอต่อทำเนียบขาวเพื่อให้บริษัทในสหรัฐฯ รวมถึงบริษัทไพรเวทอิควิตี้ของตนเอง เข้าไปช่วยซาอุดีอาระเบียสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทว่าข้อเสนอดังกล่าวได้หยุดชะงักลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความลังเลของซาอุดีอาระเบียที่จะยินยอมตามนโยบายการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ขณะที่ในยุคของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) ก็ได้มีการหารือกับซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์พลเรือน ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อเสนอที่จะให้ซาอุดีอาระเบียรับรองประเทศอิสราเอล (Israel) เช่นกัน
ต่อมาในเดือนเมษายน 2025 หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับเข้าดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน นายคริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมหารือเกี่ยวกับข้อเสนอนี้กับ มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) ระหว่างการเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันของมกุฎราชกุมารเป็นเวลา 6 เดือน
อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และ มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) เคยเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในเดือนพฤษภาคม จากกรณีท่าทีที่แข็งกร้าวของสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน โดยมกุฎราชกุมารปฏิเสธที่จะอนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้น่านฟ้าของซาอุดีอาระเบียสำหรับปฏิบัติการคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งกองกำลังของประเทศอิหร่าน (Iran) ควบคุมอยู่อย่างเบ็ดเสร็จ การบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์พลเรือนในครั้งนี้จึงมีส่วนช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียกลับมามั่นคงยิ่งขึ้นอีกครั้ง
นอกจากนี้ ในช่วงรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน (Joe Biden) ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ยังได้เคยหารือกันเกี่ยวกับข้อตกลงการป้องกันร่วมกัน (Mutual defense agreement) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานใหญ่ที่จะรวมถึงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการที่ซาอุดีอาระเบียรับรองประเทศอิสราเอล (Israel) โดยเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียพยายามผลักดันให้มีข้อตกลงการป้องกันร่วมกันที่ผ่านการให้สัตยาบันจากวุฒิสภาสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอนาคตสามารถถอนตัวออกได้โดยง่าย และเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการป้องปรามการก้าวร้าวจากประเทศอิหร่าน (Iran)
ท่ามกลางสงครามอิหร่านในปีนี้ ประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) จำเป็นต้องพึ่งพาประเทศสหรัฐฯ (US) ในการจัดหาขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อรับมือกับขีปนาวุธจากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม บรรดานักการทูตซาอุดีอาระเบียยังคงมีความกังวลว่า นโยบายของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอิสราเอล (Israel) กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ด้วยเหตุนี้ ซาอุดีอาระเบียจึงพยายามเปิดการเจรจาทางการทูตกับประเทศอิหร่าน (Iran) โดยทั้งสองประเทศได้กลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตสู่ระดับปกติเมื่อปี 2023 ภายใต้ข้อตกลงที่มีประเทศจีน (China) เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.nytimes.com/2026/07/21/us/politics/trump-saudi-nuclear-deal.html