.
ตลาดทองคำกลับสู่พลวัต “ตะวันออกซื้อ-ตะวันตกขาย” ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำต่อเนื่องหลายปี โดยเฉพาะจีน
23-7-2026
Kitco NEWS รายงานว่า นักวิเคราะห์ตลาดโลหะมีค่าจากสถาบันการเงิน ชโรเดอร์ส (Schroders) เปิดเผยในรายงานแนวโน้มทองคำประจำเดือนล่าสุดว่า ตลาดทองคำโลกกำลังกลับเข้าสู่สภาวะแยกฝั่งระหว่างตะวันออกและตะวันตก (East/West Dynamic) อีกครั้ง หลังจากราคาทองคำปรับตัวลดลงเกือบ 12% ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยนักลงทุนในฝั่งเอเชียและธนาคารกลางของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงเดินหน้าเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนในฝั่งตะวันตกกลับเริ่มทยอยเทขายลดสถานะการถือครอง
รายงานของ ชโรเดอร์ส (Schroders) ระบุว่า ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทางฝั่งตะวันออกใช้จังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงเข้าซื้อสะสมอย่างหนักด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้างระยะยาว (Secular Reasons) ขณะที่นักลงทุนฝั่งตะวันตกตัดสินใจขายทำกำไรและลดสถานะลงด้วยเหตุผลเชิงวัฏจักร จากความกังวลเรื่องทิศทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Federal Reserve: Fed) รวมถึงกระแสคาดการณ์เรื่องการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเฟดไปสู่นายวอร์ช (Warsh)
นักวิเคราะห์ของ ชโรเดอร์ส (Schroders) มีความเห็นสอดคล้องกับมุมมองของตลาดว่า ราคาทองคำจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วง 3 ถึง 6 เดือนข้างหน้า หลังจากที่ความกังวลเรื่องท่าทีเข้มงวดของเฟดเริ่มผ่อนคลายลง แม้ว่านายเดวิด รีส (David Rees) หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐศาสตร์ของชโรเดอร์ส จะประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ กำลังขยายตัวเป็นวงกว้างและเศรษฐกิจกำลังเติบโตเกินศักยภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ตาม แต่นักวิเคราะห์ฝั่งโลหะมีค่ามองว่า ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อจากราคาพลังงานได้ลดลงแล้ว คาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตปรับตัวลดลงอย่างมาก ขณะที่ข้อมูลตลาดแรงงานมีความผันผวนและยังไม่พบสัญญาณเงินเฟ้อด้านค่าจ้างที่ยืดเยื้อ โดยมีเพียงอัตราการเข้าร่วมกำลังแรงงานที่ลดลงเท่านั้นที่เป็นปัจจัยรั้งไม่ให้อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ 5% ซึ่งหากข้ามผ่านจุดดังกล่าวไปได้ บริบทการคาดการณ์ของตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ชโรเดอร์ส (Schroders) เชื่อว่าโลกได้เข้าสู่ยุคการครอบงำทางการคลัง (Fiscal Dominance) ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เฟดไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากการชำระคืนและหมุนเวียนพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 8 ถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 12 เดือนข้างหน้า บวกกับความต้องการเงินทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลอีกราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้มีการออกพันธบัตรปริมาณมหาศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ท่ามกลางภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาลที่ปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่างบประมาณด้านการป้องกันประเทศไปแล้ว ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงว่ากลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินกำลังได้รับความเสียหายจากข้อเท็จจริงทางการคลังหรือไม่ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจกลายเป็นการกระตุ้นรายได้ของผู้ได้รับดอกเบี้ย แม้ว่าจะเพิ่มความตึงตัวแก่ผู้กู้ยืมก็ตาม
ในส่วนของความยั่งยืนของตลาดทองคำขาขึ้น นักวิเคราะห์ได้ตั้งคำถามถึงระยะเวลาที่แนวโน้มการเข้าซื้อทองคำระดับสูงกว่าเฉลี่ยของธนาคารกลางทั่วโลกจะดำรงอยู่ โดยยกตัวอย่างธนาคารกลางโปแลนด์ (National Bank of Poland) ซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ นับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 แม้ว่าธนาคารกลางโปแลนด์จะบรรลุเป้าหมายการถือครองทองคำที่ 700 ตันภายในปีนี้ แต่ก็มีแนวโน้มสูงที่จะยังคงเดินหน้าซื้อทองคำต่อไป ซึ่งผลสำรวจจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) และสถาบัน OMFIF (Official Monetary and Financial Institutions Forum: OMFIF) ชี้ตรงกันว่า โปแลนด์ไม่ใช่กรณีพิเศษเฉพาะตัว แต่นับเป็นผู้เคลื่อนไหวรายแรกๆ ในกลุ่มธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ที่เข้าสะสมทองคำอย่างก้าวหน้า
สำหรับผู้ซื้อระดับสถาบันที่สำคัญที่สุดในโลก นักวิเคราะห์ยกให้เป็นธนาคารกลางจีน (People's Bank of China: PBoC) เนื่องจากมีปริมาณการเข้าซื้อขนาดใหญ่และต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของอุปสงค์ภายในประเทศจีนและธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก โดยข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ในช่วงที่ราคาทองคำพุ่งสูงเกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ธนาคารกลางจีนเข้าซื้อเพียง 2 ตัน แต่เมื่อราคาปรับตัวลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 4,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในเดือนมิถุนายน ปริมาณการเข้าซื้อเฉลี่ยกลับพุ่งขึ้นกว่า 7 เท่า มาอยู่ที่ 15 ตัน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลปักกิ่งมองเห็นคุณค่าเชิงเปรียบเทียบในระดับราคานี้
ชโรเดอร์ส (Schroders) ประเมินว่า ตัวเลขการเข้าซื้อทองคำที่แท้จริงของธนาคารกลางจีนอาจมีขนาดใหญ่กว่าที่รายงานอย่างมาก โดยอ้างอิงจากพฤติกรรมในอดีตเมื่อปี 2003, 2009 และ 2015 ที่ธนาคารกลางจีนมักจะประกาศยอดการซื้อสะสมย้อนหลังก้อนใหญ่ในคราวเดียว ท่ามกลางบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองภายในของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไป การเลือกเปิดเผยข้อมูลเพียงบางส่วนจึงถือเป็นกลยุทธ์ที่มีความสมเหตุสมผล ทั้งนี้ "รันเวย์" หรือระยะเวลาในการเข้าซื้อทองคำของจีนยังมีอยู่อย่างยาวนานเป็นพิเศษ เนื่องจากในระดับราคาทองคำ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สัดส่วนทองคำสำรองของจีนคิดเป็นเพียง 8.3% ของเงินทุนสำรองทั้งหมด หากจีนต้องการเพิ่มสัดส่วนทองคำสำรองให้แตะระดับ 30% จีนจะต้องเข้าซื้อทองคำในปริมาณ 15 ตันต่อเดือนต่อเนื่องยาวนานถึง 33 ปี ซึ่งกรอบการเปรียบเทียบสัดส่วน 30% นี้ ชี้ให้เห็นว่าศักยภาพในการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกในอนาคตยังคงเปิดกว้างและมีขนาดมหาศาลอย่างยิ่ง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.kitco.com/news/article/2026-07-21/central-bank-gold-demand-has-very-long-runway-eastwest-market-split-returns