.
อาเซียนกลายเป็นเวทีใหม่ รัสเซียปักหมุดนิวเคลียร์–สหรัฐฯ ใช้ดีลการค้าแข่งจีนในภูมิภาค ท่ามกลางอิทธิพลจีนที่แผ่ขยาย
4-7-2026
DD Geopolitics รายงานว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนตั้งแต่เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย ไปจนถึงกัมพูชา กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจอย่างรัสเซีย สหรัฐฯ และจีน. ทว่าภาพการแย่งชิงอิทธิพลที่ปรากฏในภูมิภาคไม่ได้เป็น “สงครามชิงทุกสนาม” อย่างที่มักถูกนำเสนอ แต่เป็นการแบ่งเล่นใน “ช่องทางเฉพาะ” ที่ทับซ้อนกันไม่มาก โดยจีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่รัสเซียและสหรัฐฯ เลือกเดินเกมในพื้นที่ที่ตนมีจุดแข็ง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) อาทิ ประเทศเวียดนาม (Vietnam) ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ประเทศไทย (Thailand) และประเทศกัมพูชา (Cambodia) ได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ดึงดูดความสนใจจากบรรดาชาติมหาอำนาจชั้นนำของโลก ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศรัสเซีย (Russia) ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศจีน (China) จะกำลังเร่งรุกคืบพัฒนาความร่วมมือกับภูมิภาคนี้อย่างแข็งขัน ทว่ากลุ่มนักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจไม่ใช่การแข่งขันอันดุเดือดที่ต่างฝ่ายต่างมุ่งทำลายล้างเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายโดยตรง เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว มหาอำนาจทั้งสามรายนี้ต่างดำเนินบทบาทอยู่ในขอบเขตพื้นที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (niches) ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมีส่วนที่ทับซ้อนกันน้อยมาก และในขณะที่การแข่งขันโดยตรงระหว่างรัฐบาลมอสโก (Moscow) กับรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) มีอยู่ค่อนข้างต่ำ แต่ประเทศจีน (China) กลับประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเข้าเบียดแย่งพื้นที่และเข้ามาแทนที่ประเทศสหรัฐฯ (US) ในหลายประเทศ พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างแข็งแกร่ง
รัสเซีย (Russia): การเดิมพันระยะยาวกับนวัตกรรมพลังงานนิวเคลียร์
รายงานข่าวระบุว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) ได้มุ่งเน้นการแผ่อิทธิพลผ่านด้านที่ตนเองมีขีดความสามารถเฉพาะทางซึ่งได้รับการยอมรับว่าก้าวหน้าที่สุดในระดับโลก นั่นคือเทคโนโลยี "พลังงานนิวเคลียร์" โดยมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นินห์ถ่วน 1 (Ninh Thuan 1) ในประเทศเวียดนาม (Vietnam) เป็นโครงการเรือธงหลัก ทั้งนี้ เมื่อช่วงเดือนมีนาคม ปี 2026 รัฐบาลมอสโก (Moscow) และรัฐบาลฮานอย (Hanoi) ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงระหว่างรัฐบาลเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ประกอบไปด้วยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ประเภท VVER-1200 จำนวน 2 ชุด ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกันทั้งสิ้น 2.4 กิกะวัตต์ (GW) โดยจะใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เลนินกราด-2 (Leningrad NPP-2) เป็นต้นแบบในการจัดทำโครงการ ซึ่งทางด้านของ อเล็กเซ ลิคาเชฟ (Alexey Likhachev) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Rosatom ได้ประเมินว่า โครงการนี้จะกลายเป็น "รากฐานสำคัญสำหรับการเป็นพันธมิตรทางอุตสาหกรรมในระยะยาว" ระหว่างทั้งสองประเทศ
ที่น่าสังเกตคือ โครงการนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน โดยการลงนามข้อตกลงเริ่มแรกเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2011 ทว่ารัฐบาลประเทศเวียดนาม (Vietnam) ได้ตัดสินใจระงับโครงการดังกล่าวไว้ชั่วคราวในปี 2016 เนื่องจากปัญหาข้อจำกัดด้านต้นทุนที่สูงลิ่วรวมถึงภาระหนี้สาธารณะของประเทศที่อยู่ในระดับสูง ก่อนที่แนวคิดนี้จะได้รับการปลุกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งภายหลังจากที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งประเทศรัสเซีย (Russia) เดินทางเยือนกรุงฮานอย (Hanoi) อย่างเป็นทางการในปี 2024 โดยในปัจจุบัน บริษัท Rosatom ไม่เพียงดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ซึ่งติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์วิจัยที่ออกแบบโดยรัสเซีย พร้อมทั้งยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการเดินเครื่องปฏิบัติการเครื่องปฏิกรณ์วิจัยดาลัด (Dalat research reactor) ซึ่งใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของรัสเซีย และทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตสารไอโซโทปทางการแพทย์ที่สำคัญให้แก่ประเทศเวียดนาม (Vietnam)
นอกจากความร่วมมือกับประเทศเวียดนาม (Vietnam) แล้ว ประเทศรัสเซีย (Russia) ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ประเทศไทย (Thailand) และประเทศกัมพูชา (Cambodia) เพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินงานแบบครอบคลุมในภาคพลังงาน ซึ่งรวมไปถึงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กและการปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้มีความทันสมัย อย่างไรก็ดี รัฐบาลมอสโก (Moscow) ไม่ได้แสดงท่าทีที่ต้องการเข้าไปครอบครองส่วนแบ่งในทุกๆ ภาคส่วนของตลาด แต่เลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอเทคโนโลยีชั้นสูงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตนเองอย่างมั่นคง
สหรัฐฯ (US): การแผ่อิทธิพลผ่านเครื่องมือข้อตกลงทางการค้า
ในทางตรงกันข้าม ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) ในการพัฒนาความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) มีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยประเทศสหรัฐฯ (US) เลือกที่จะวางเดิมพันไปที่ "ข้อตกลงทางการค้า" มากกว่าการเข้าไปลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โดยเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม ปี 2025 ณ การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงด้านภาษีศุลกากรหลายฉบับกับประเทศพันธมิตรในภูมิภาค อันประกอบไปด้วย ประเทศไทย (Thailand) ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ประเทศกัมพูชา (Cambodia) และประเทศเวียดนาม (Vietnam)
ภายใต้เอกสารข้อตกลงเหล่านี้ ได้กำหนดให้มีการยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) การเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดของกันและกัน ตลอดจนความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านการค้าดิจิทัล (digital trade) ตัวอย่างเช่น ประเทศไทย (Thailand) ได้ตกลงที่จะดำเนินการยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าจากประเทศสหรัฐฯ (US) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศเวียดนาม (Vietnam) ตกลงที่จะยกเลิกมาตรการควบคุมและข้อจำกัดที่มีต่อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ และประเทศกัมพูชา (Cambodia) ได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะร่วมยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิแรงงานให้มีความเข้มงวดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องชี้ให้เห็นว่า บทบาทของประเทศสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคแห่งนี้มุ่งเน้นไปที่การค้าเสร็จสรรพและการเปิดรับช่องทางตลาดเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นการลงไปสร้างท่าเรือ ถนนหนทาง หรือโรงไฟฟ้า แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงสถานะการเป็นผู้ลงทุนต่างชาติรายสำคัญ แต่เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคบริการทางการเงิน เศรษฐกิจดิจิทัล และภาคบริการอื่น ๆ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ แสดงความไม่เต็มใจอย่างยิ่งที่จะเข้าไปลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐาน และเลือกที่จะปล่อยให้เซกเมนต์ดังกล่าวตกเป็นของมหาอำนาจผู้เล่นรายอื่น ๆ ไปโดยปริยาย
ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าจับตาอย่างยิ่งคือ ข้อตกลงทางการค้าเหล่านี้ได้รับการผลักดันและลงนามท่ามกลางบริบทที่ประเทศจีน (China) และอาเซียน (ASEAN) เพิ่งร่วมลงนามในพิธีสารเพิ่มเติมว่าด้วยการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งกลุ่มนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างประเมินร่วมกันว่า ท่าทีล่าสุดของรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) ในครั้งนี้ เป็นเพียงความพยายามในการดำเนินมาตรการตอบโต้ต่ออิทธิพลของจีนที่กำลังขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นการพยายามรักษาสถานะและอิทธิพลของตนเองในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังค่อย ๆ สูญเสียการควบคุมไปทีละน้อยตามลำดับ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/DD_Geopolitics/status/2072825494060282307?s=20