.
อาเซียนทวงคืนศูนย์กลางการทูตและภูมิภาค มหาอำนาจโลกยังคงใช้เป็นเวทีหลักเจรจา ท่ามกลางกลุ่มพันธมิตรใหม่สั่นคลอน-เสื่อมถอย
25-7-2026
Asia Times รายงานว่า อาเซียน (ASEAN) ผงาดทวงคืนศูนย์กลางการทูตอินโด-แปซิฟิก! ท่ามกลาง Quad-AUKUS-BRICS ส่อแผ่วแรง ยักษ์ใหญ่แห่ร่วมซัมมิตมะนิลา
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) กำลังกลับมาทวงบทบาท “ศูนย์กลาง” ของภูมิภาคอีกครั้ง ท่ามกลางความผันผวนของกลุ่มความร่วมมือใหม่อย่าง Quadrilateral Security Dialogue (Quad), AUKUS และ BRICS ที่แม้จะเป็นข่าวใหญ่ แต่ยังไม่สามารถแทนที่เวทีที่มหาอำนาจหลักของโลกยังคงเข้าร่วมประชุมและเจรจาร่วมกันได้
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดปรากฏขึ้นในสัปดาห์นี้ เมื่อกรุงมะนิลาเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Foreign Ministers’ Meeting) ควบคู่กับเวทีสำคัญ ได้แก่ ASEAN Regional Forum, East Asia Summit, ASEAN Plus Three และ ASEAN Defense Ministers’ Meeting-Plus ซึ่งตอกย้ำสถานะของอาเซียนในฐานะศูนย์กลางการทูตของภูมิภาค
ตลอดระยะเวลา 3 วัน มีรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงจากมหาอำนาจเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio), รัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวัง อี้ (Wang Yi), รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย เอส. ไจแชนการ์ (S. Jaishankar), ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป คายา คัลลาส (Kaja Kallas) รวมถึงตัวแทนจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ แคนาดา และ 11 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การหารือครอบคลุมประเด็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เกือบทั้งหมด ตั้งแต่ทะเลจีนใต้ (South China Sea) ไปจนถึงช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) สะท้อนบทบาทของอาเซียนในฐานะเวทีที่ทุกฝ่ายยังต้องกลับมาใช้เพื่อการทูตเชิงยุทธศาสตร์
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง ท่ามกลางภูมิทัศน์ยุทธศาสตร์ของเอเชียที่แตกแยกมากขึ้น รัฐมนตรีต่างประเทศของ Quad ยังได้ให้การรับรอง ASEAN Outlook on the Indo-Pacific และกรุงมะนิลาก็ย้ำข้อเท็จจริงสำคัญว่า เมื่อการทูตที่จริงจังมีความจำเป็น ภูมิภาคนี้ยังคงต้องพึ่งพาอาเซียน
อาเซียนกลับสู่ศูนย์กลาง
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา บทบาท “ศูนย์กลาง” ของอาเซียนดูเหมือนจะลดลง จากการผงาดขึ้นของ Quad, AUKUS และการขยายตัวของ BRICS ที่ทำให้เกิดมุมมองว่าอาเซียนกำลังเอนเอียงไปทางจีน และกระบวนการตัดสินใจแบบฉันทามติที่ถูกวิจารณ์ว่า “คืบหน้าเท่ากับไม่คืบหน้า” นั้นล่าช้าเกินไป
อย่างไรก็ตาม การประชุมที่มะนิลากลับสะท้อนภาพตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
จุดแข็งของอาเซียนไม่เคยอยู่ที่กำลังทหาร แต่เป็น “อำนาจในการเรียกประชุม” (convening authority) ด้วยประชากรกว่า 705.2 ล้านคน และขนาดเศรษฐกิจรวม 4.51 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียนตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่เชื่อมมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย และยังคงเป็นศูนย์กลางเชิงสถาบันของความร่วมมือในภูมิภาค
ไม่มีองค์กรระดับภูมิภาคใดที่สามารถรวบรวมสหรัฐฯ จีน รัสเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป และ 11 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไว้ในเวทีเดียวได้อย่างสม่ำเสมอเช่นนี้
ความชอบธรรมเชิงสถาบันที่สั่งสมมาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1967 ยังคงเป็นทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ทำให้อาเซียนยังคงมีบทบาทนำในสถาปัตยกรรมความมั่นคงของภูมิภาค
เวทีที่คู่แข่งยังต้องพบกัน
วาระการประชุมที่มะนิลายังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างความมั่นคงในเอเชีย โดยประเด็นทะเลจีนใต้ยังคงเป็นหัวใจหลัก ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ซึ่งย้ำข้อเรียกร้องของอาเซียนต่อการจัดทำ Code of Conduct ที่มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน (Taiwan Strait) จากกิจกรรมทางทหารของจีน รวมถึงวิกฤตในเมียนมา ซึ่งกรอบ Five-Point Consensus ยังเผชิญอุปสรรค ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือ
สิ่งที่โดดเด่นในการประชุมครั้งนี้คือการขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของวาระ โดยผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน (US-Iran war) ทำให้ประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางตระหนักว่า ความไม่มั่นคงในเอเชียตะวันตกเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก
ส่งผลให้วาระของอาเซียนขยายตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันตกไปจนถึงแปซิฟิกตะวันตก
ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน โดยมีการหารือเรื่องห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น ความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์ ความมั่นคงไซเบอร์ การเชื่อมต่อดิจิทัล และธรรมาภิบาลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นประเด็นเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันกลายเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการพบกันนอกรอบระหว่างรูบิโอกับหวัง อี้ ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน แม้ยังมีความเห็นต่าง แต่สัญญะทางการทูตชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงต้องพึ่งเวทีอาเซียนเพื่อรักษาช่องทางสื่อสาร และมีรายงานว่าใช้โอกาสนี้เตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอด Trump-Xi ในอนาคต
นอกเหนือจาก Quad
การประชุมที่มะนิลายังชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “กลุ่มความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์” กับ “สถาบันทางการทูต” โดย Quad ยังคงขับเคลื่อนความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม อาเซียนไม่มีเงื่อนไขด้านอุดมการณ์ ไม่ได้เป็นพันธมิตรทางทหารแบบ AUKUS และไม่ได้มีเป้าหมายเชิงทบทวนระเบียบโลกแบบ BRICS จุดแข็งสำคัญคือ “ความครอบคลุม” ที่เปิดพื้นที่ให้ทั้งประชาธิปไตยและรัฐพรรคเดียว มหาอำนาจและประเทศขนาดเล็ก สามารถร่วมโต๊ะเจรจาได้
แทนที่จะถูกแทนที่ อาเซียนกลับทำหน้าที่เสริมกลุ่มอื่น โดยเป็นเวทีเดียวที่เปิดกว้างอย่างแท้จริงให้ทุกฝ่ายหารือในโต๊ะเดียวกัน
อินเดีย ซึ่งมีรัฐมนตรีต่างประเทศ เอส. ไจแชนการ์ (S. Jaishankar) เข้าร่วม ได้ใช้เวทีนี้หารือทวิภาคีกับสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี ความมั่นคง ความสัมพันธ์อินเดีย-จีน และความร่วมมือกับรัสเซีย สะท้อนว่าอินเดียยังคงให้ความสำคัญกับ “ASEAN centrality” อย่างต่อเนื่อง
ศูนย์กลางที่ถูกนิยามใหม่
อย่างไรก็ตาม การประชุมยังสะท้อน “ความย้อนแย้ง” ของอาเซียน กล่าวคือ แม้จะมีความสำคัญเชิงสถาบัน แต่ยังมีข้อจำกัดทางการเมือง
วิกฤตเมียนมายังคงท้าทายความน่าเชื่อถือ การเจรจา Code of Conduct ในทะเลจีนใต้ยังไม่แล้วเสร็จ และระบบฉันทามติมักนำไปสู่ถ้อยแถลงที่ระมัดระวัง ขณะที่อาเซียนไม่มีเครื่องมือบังคับใช้
กระนั้น อาเซียนไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อบังคับมหาอำนาจ แต่มีบทบาทในการทำให้คู่แข่งยังคง “พูดคุยกันได้” แม้จะยังไม่สามารถหาข้อตกลงได้ ซึ่งในยุคที่โลกแตกเป็นเสี่ยง การคงอยู่ของเวทีสนทนาเช่นนี้ถือเป็น “สินค้าสาธารณะเชิงยุทธศาสตร์” (strategic public good)
แม้จะมีการคาดการณ์ถึงการเสื่อมถอยของอาเซียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ยังไม่เกิดขึ้นจริง โดย Quad, AUKUS และ BRICS ต่างมีบทบาทของตน แต่ยังไม่มีใครรวมคุณสมบัติด้านความครอบคลุม ความชอบธรรม และอำนาจการเรียกประชุมได้เทียบเท่าอาเซียน
ทิศทางต่อไป
ภูมิรัฐศาสตร์อินโด-แปซิฟิกในศตวรรษที่ 21 จึงมีความย้อนแย้งอย่างชัดเจน แม้อาเซียนอาจไม่ใช่ศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์แบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่เมื่อใดที่ความตึงเครียดปะทุ ไม่ว่าจะเป็นทะเลจีนใต้ ช่องแคบไต้หวัน เมียนมา หรือช่องแคบฮอร์มุซ มหาอำนาจก็ยังคงต้องกลับมาที่อาเซียน
การประชุมที่มะนิลาจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมประจำปี แต่เป็นการยืนยันว่า แม้ดุลอำนาจของเอเชียกำลังเปลี่ยนแปลง แต่ “ดุลการทูต” ยังคงหมุนรอบอาเซียน
ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์แตกเป็นเสี่ยง ความสามารถของอาเซียนในการนำมหาอำนาจทุกฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเดียวกัน อาจเป็นรูปแบบภาวะผู้นำที่สำคัญที่สุดที่เอเชียยังคงมีอยู่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/07/asean-reclaims-its-centrality-as-newer-blocs-wobble-and-wane/