.
จีน-รัสเซียเร่งเดิมพันนิวเคลียร์ ดันสหรัฐฯ 'ทบทวนอาวุธทางยุทธวิธี' ขณะญี่ปุ่นเปิดถก'นำอาวุธนิวเคลียร์เข้าประเทศ'
14-8-2026
Asia Times รายงานว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการประเมินและปรับเปลี่ยนนโยบายอาวุธนิวเคลียร์ครั้งสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ที่กองทัพต้องเผชิญกับความไม่สมดุลอย่างรุนแรง ระหว่างคลังอาวุธที่เน้นหนักในเชิงยุทธศาสตร์เป็นหลัก กับบรรดาประเทศคู่แข่งที่เตรียมความพร้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับการใช้อาวุธนิวเคลียร์แบบจำกัดขอบเขต
รายงานจากสื่อด้านการทหาร บรีกกิ้ง ดีเฟนส์ (Breaking Defense) ประจำเดือนนี้ระบุว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (US Department of Defense หรือ DoD) ได้เริ่มต้นกระบวนการทบทวนท่าทีทางนิวเคลียร์ของประเทศ เพื่อขยายตัวเลือกในการปฏิบัติการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี (tactical nuclear strike) ให้แก่ทำเนียบขาว (White House)
เอลบริดจ์ คอลบี (Elbridge Colby) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบาย ได้ยืนยันถึงการย้อนกลับมาทบทวนแนวทางการใช้อาวุธนิวเคลียร์ดังกล่าว โดยระบุถึงความจำเป็นที่จะต้องมี "ตัวเลือกทางนิวเคลียร์ที่สมเหตุสมผล" เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มความขัดแย้งในระดับภูมิภาคที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศจีน (China) หรือประเทศรัสเซีย (Russia)
สหรัฐฯ หวั่นติดดักทางยุทธศาสตร์ หลังคลังอาวุธ 94% เป็นยุทธศาสตร์ระยะไกล
การทบทวนนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่ดำเนินมาอย่างยาวนานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (US DoD) ต่อการพัฒนาหัวหน่าวนิวเคลียร์อานุภาพต่ำ (low-yield warheads) ของต่างประเทศ ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศสหรัฐฯ (US) ตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนศักยภาพในการตอบโต้เชิงยุทธการที่ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ระดับยุทธศาสตร์อย่างได้สัดส่วน
พลเรือเอก ริชาร์ด คอร์เรลล์ (Admiral Richard Correll) ผู้บัญชาการกองกำลังยุทธศาสตร์สหรัฐฯ (US Strategic Command) อธิบายว่า แม้นโยบายการประกาศใช้จะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่กองทัพกำลังแสวงหาพื้นที่สำหรับ "การดำเนินกลยุทธ์ยกระดับความรุนแรง (escalation maneuver)" ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติที่ไม่ใช้กำลังกายภาพ (non-kinetic), ระบบอาวุธแบบดั้งเดิม (conventional) และมิตินิวเคลียร์แบบจำกัดวง โดยการทบทวนนโยบายดังกล่าวยังคงเป็นเอกสารชั้นลับที่สุด
"อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายศักยภาพในการทำสงครามในภาพรวม ได้แก่ ศูนย์กลางอำนาจทางการทหาร เศรษฐกิจ การเมือง และประชากร ขณะที่อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีมุ่งทำลายศักยภาพในการสู้รบในสนามรบโดยตรง"
ข้อมูลประจำเดือนมีนาคม 2026 จากจดหมายข่าววิทยาศาสตร์ปรมาณู (Bulletin of the Atomic Scientists) ชี้ให้เห็นว่า จากหัวหนาวที่ติดตั้งใช้งานทั้งหมด 1,770 หัวของประเทศสหรัฐฯ (US) มีราว 1,670 หัว (คิดเป็น 94%) ที่ถูกจัดสรรให้กับสามเหลี่ยมยุทธศาสตร์ (strategic triad) อันได้แก่:
ขีปนาวุธข้ามทวีปฐานยิงบนบก (ICBMs)
ขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ (SLBMs)
เครื่องบินทิ้งระเบิดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Bombers)
ขณะที่อาวุธที่ไม่ใช่ระดับยุทธศาสตร์มีเพียงระเบิดแรงทิ้งทางอากาศเชิงยุทธวิธีประมาณ 100 ลูกที่ประจำการอยู่ในทวีปยุโรป (Europe) เท่านั้น และงบประมาณปรับปรุงระบบนิวเคลียร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ก็มุ่งเน้นไปที่โครงการยุทธศาสตร์เป็นหลัก เช่น ขีปนาวุธข้ามทวีปเซนทิเนล (Sentinel ICBMs), เรือดำน้ำชั้นโคลัมเบีย (Columbia-class SSBNs) และเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-21 เรดเดอร์ (B-21 Raider stealth bombers)
จับตาภัยคุกคามจีน-รัสเซีย: การขยายคลังแสงและการส่งสัญญาณนิวเคลียร์
ในขณะที่ท่าทีทางนิวเคลียร์ของประเทศสหรัฐฯ (US) ยังคงเน้นหนักไปที่กองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ การสะสมกำลังทางนิวเคลียร์ของประเทศจีน (China) และการขู่นิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องของประเทศรัสเซีย (Russia) ในสงครามยูเครน (Ukraine war) กำลังบีบให้เกิดการสังคายนาความคิดใหม่
1. ประเทศจีน (China): การสะสมกำลังและฉากทัศน์ไต้หวัน
แม้ประเทศจีน (China) จะยังคงรักษานโยบาย "ไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน" (no first use หรือ NFU) แต่ข้อมูลประจำเดือนกรกฎาคม 2026 จากจดหมายข่าววิทยาศาสตร์ปรมาณูระบุว่า จีนมีหัวหน่าวนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 620 หัว และกำลังขยายสามเหลี่ยมยุทธศาสตร์อย่างรวดเร็ว คาดว่าจะเกิน 1,000 หัวภายในปี 2030
ในสถานการณ์ความขัดแย้งเหนือเกาะไต้หวัน (Taiwan) ประเทศจีน (China) อาจใช้การส่งสัญญาณทางนิวเคลียร์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การทดสอบขีปนาวุธ การจุดระเบิดสาธิต ไปจนถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์แบบจำกัดวง เพื่อป้องปรามการเข้าแทรกแซงจากภายนอก
2. ประเทศรัสเซีย (Russia): อาวุธเชิงยุทธวิธีและการป้องปราม NATO
รายงานประจำเดือนพฤษภาคม 2026 ระบุว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) มีคลังหัวหน่าวนิวเคลียร์เติบโตขึ้นเป็นประมาณ 4,400 หัว และจะพึ่งพาอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีมากขึ้นเพื่อป้องปรามองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) เนื่องจากกองกำลังทางทหารแบบดั้งเดิมได้รับความเสียหายอย่างหนักในสงครามยูเครน (Ukraine war)
รัสเซียได้จัดหาประจำการระบบปฏิบัติการสองระบบ เช่น ขีปนาวุธแบบทัศนวิสัย อิสกันเดอร์ (Iskander) และโอเรชนิก (Oreshnik) ร่วมกับอาวุธไฮเปอร์โซนิกยิงจากอากาศ คินฌาล (Kinzhal) รวมถึงการนำขีปนาวุธโอเรชนิก (Oreshnik) มาโจมตีเมืองต่างๆ ในยูเครนเพื่อส่งสัญญาณข่มขวัญว่าการโจมตีครั้งต่อไปอาจเป็นนิวเคลียร์
กระแสถกเถียงในญี่ปุ่น: แรงขับเคลื่อนใหม่ในภูมิภาคเอเชีย
นอกจากสถานการณ์ไต้หวันแล้ว เสียงเรียกร้องให้มีการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับบทบาทของอาวุธนิวเคลียร์และศักยภาพแฝงทางนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น (Japan) อาจเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันให้ภูมิภาคนี้ตึงเครียดขึ้น:
ชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ได้ระบุว่าประเทศญี่ปุ่น (Japan) ไม่อาจหลีกเลี่ยงการหยิบยกประเด็นนิวเคลียร์มาหารือเมื่อเป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ
ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เรียกร้องให้มีการทบทวนแง่มุม "ห้ามนำเข้า" ในนโยบายสามไม่เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอาจส่งสัญญาณถึงข้อตกลงการแบ่งปันนิวเคลียร์ (nuclear-sharing) ร่วมกับประเทศสหรัฐฯ (US)
ศักยภาพแฝงทางเทคโนโลยี: ประเทศญี่ปุ่น (Japan) มีคลังครอบครองพลูโทเนียมจำนวนมาก และเตาปฏิกรณ์ฟิวชันแบบกักเก็บพลังงานด้วยความเฉื่อย (ICF) ของสถาบันวิศวกรรมเลเซอร์แห่งมหาวิทยาลัยโอซาก้า (Institute of Laser Engineering at Osaka University) ซึ่งช่วยให้ศึกษากลศาสตร์ของอาวุธนิวเคลียร์ได้ในห้องปฏิบัติการ มอบศักยภาพการทดลองนิวเคลียร์แบบ "เสมือนจริง" ให้แก่ประเทศ
บทสรุป: ก้าวข้ามกรอบสงครามเย็นสู่ระเบียบหลายขั้ว
การหมดอายุของสนธิสัญญาจำกัดอาวุธยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START), การก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งนิวเคลียร์ระดับเท่าเทียมของประเทศจีน (China), การพัฒนาอาวุธอย่างต่อเนื่องของประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) และความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน (Iran) กำลังผลักดันให้การป้องปรามก้าวข้ามกรอบความสัมพันธ์สองฝ่ายแบบยุคสงครามเย็น
การทบทวนนโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (US DoD) ในครั้งนี้ สะท้อนว่าความท้าทายหลักของโลกยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การป้องปรามการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่แบบเดิมอีกต่อไป แต่คือการบริหารจัดการการยกระดับความรุนแรงในสถานการณ์นิวเคลียร์แบบจำกัดวง เพื่อป้องกันไม่ให้การแข่งขันแบบหลายขั้วอำนาจนี้ไถลลงไปสู่สงครามนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/08/us-weighs-tactical-nukes-as-china-russia-raise-escalatory-stakes/