.
รัสเซียยังไม่หมดบทบาทในตะวันออกกลาง ปูตินรักษาฐานทัพในซีเรีย 2 แห่งไว้ได้ พร้อมใช้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์-ธัญพืช-น้ำมันขยายอิทธิพลทั่วภูมิภาค
17-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) กำลังสร้างความประหลาดใจและหักปากกาเซียนที่เคยคาดการณ์ว่า อิทธิพลของกรุงมอสโก (Moscow) ในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) จะลดลงอย่างรุนแรง ภายหลังการล่มสลายของระบอบอัสซาดในประเทศซีเรีย (Syria) เมื่อปี 2024
ในเวลานั้น กรุงมอสโก (Moscow) เคยบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารประมาณ 100 แห่งในประเทศที่บอบช้ำจากสงครามแห่งนี้ หลังจากที่เปิดฉากแทรกแซงทางทหารในความขัดแย้งกลางเมืองซีเรียตั้งแต่ปี 2015 เพื่อค้ำจุนตำแหน่งของอดีตประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad) โดยประสานความร่วมมือกับประเทศอิหร่าน (Iran) และกองกำลังตัวแทนในภูมิภาค
ทว่าเมื่อนายอัสซาดถูกบีบบังคับให้ต้องหลบหนีไปลี้ภัย ณ กรุงมอสโก (Moscow) และพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศซีเรีย (Syria) ถูกเข้ายึดครองโดยกลุ่มกบฏอิสลามิสต์ ซึ่งนำโดยประธานาธิบดี อะห์หมัด อัล-ชาแร (Ahmed al-Sharaa) ผู้นำคนปัจจุบัน ประเทศรัสเซีย (Russia) จึงดูเหมือนว่ากำลังจะสูญเสียฐานทัพอากาศและฐานทัพเรืออันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ตนเองสามารถฉายแสนยานุภาพทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) และแอฟริกาเหนือ (North Africa) ไปโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ดี รัฐบาลของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) กลับสามารถรักษาขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์อันทรงมูลค่าที่สุด 2 แห่งในประเทศซีเรีย (Syria) เอาไว้ได้ นั่นคือ ฐานทัพอากาศ Hmeimim และพื้นที่บางส่วนของท่าเรือ Tartus ซึ่งถือเป็นฐานทัพเรือน้ำอุ่นแห่งเดียวของประเทศรัสเซีย (Russia) ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean Sea)
ตามข้อตกลงที่ได้รับการเปิดเผยโดยกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศซีเรีย (Syria) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฐานทัพทางทหารอย่างเป็นทางการเพียงสองแห่งของประเทศรัสเซีย (Russia) ที่ตั้งอยู่นอกอดีตสหภาพโซเวียต (Soviet Union) จะถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็น "ศูนย์ฝึกอบรมและเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกัน ภายใต้ข้อตกลงใหม่ที่รักษาผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย"
แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่มีรายงานว่ากองกำลังทหารประจำการของประเทศรัสเซีย (Russia) จะยังคงปักหลัก ณ สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งสองแห่งต่อไปภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่นี้
อย่างไรก็ตาม อำนาจการบริหารจัดการฐานทัพทั้งสองแห่งจะถูกส่งมอบคืนให้แก่รัฐบาลประเทศซีเรีย (Syria) รวมถึงสนามบินเชิงพาณิชย์ ณ ฐานทัพ Hmeimim และท่าเทียบเรือเฉพาะ ณ ท่าเรือ Tartus ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวถือเป็นสถานการณ์ที่ "สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการสูญเสียอำนาจของรัสเซีย" ตามความเห็นของ นางแคโรไลน์ โรส (Caroline Rose) ผู้อำนวยการอาวุธโยธาแห่ง Soufan Center ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองที่มีศูนย์กลาง ณ นครนิวยอร์ก (New York)
นางแคโรไลน์ โรส (Caroline Rose) ระบุว่า เป้าหมายปัจจุบันของประเทศรัสเซีย (Russia) คือการกอดเก็บรอยเท้าทางยุทธศาสตร์ของตนไว้ให้แน่นหนาที่สุด โดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับการคงกำลังอยู่ตามแนวชายฝั่งของประเทศซีเรีย (Syria) เพื่อรักษาการเข้าถึงท่าเรือน้ำอุ่นเอาไว้
ด้าน นายเอมิล อาฟดาเลียนี (Emil Avdaliani) ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง European University ในเมืองทบิลิซี ชี้ว่า การรักษาและปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งานฐานทัพในประเทศซีเรีย (Sylia) แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของกรุงมอสโก (Moscow) ในการปกป้องสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ของตน แม้จะผ่านพ้นการล่มสลายของนายอัสซาดไปแล้วก็ตาม
นายเอมิล อาฟดาเลียนี (Emil Avdaliani) วิเคราะห์ว่า สิ่งนี้หมายความว่าปัจจุบันประเทศรัสเซีย (Russia) ได้กลายเป็น "มหาอำนาจรองที่มีความสำคัญ" (Important secondary power) ในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) "แทนที่จะเป็นผู้คุมเกมมหาอำนาจหลัก" แม้ว่าสงครามในประเทศยูเครน (Ukraine) จะส่งผลให้ขีดความสามารถในการฉายแสนยานุภาพของกรุงมอสโก (Moscow) ลดน้อยลงก็ตาม
นางแคโรไลน์ โรส (Caroline Rose) กล่าวเสริมว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) กำลัง "เล่นเกมยาว" เนื่องจากไม่สามารถขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง (Middle East) ได้อย่างมีนัยสำคัญในเวลานี้ เพราะสงครามกับประเทศยูเครน (Ukraine) ได้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อกำลังพลและทรัพยากรของตนเอง
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) กำลังแสวงหาประโยชน์จากภาวะการสูญเสียความน่าเชื่อถือของประเทศสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาค นับตั้งแต่เปิดฉากทำสงครามต่อประเทศอิหร่าน (Iran) ร่วมกับประเทศอิสราเอล (Israel) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า ความล้มเหลวของทางการกรุงวอชิงตันในเวลาต่อมา ในการรับประกันความมั่นคงให้แก่กลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซียจากการตอบโต้ของประเทศอิหร่าน (Iran) ตลอดจนการไม่สามารถป้องกันการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้นั้น ได้เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้แก่ประเทศจีน (China) และประเทศรัสเซีย (Russia) มากยิ่งขึ้น แม้ว่าทั้งสองประเทศจะไม่มีศักยภาพหรือความปรารถนาที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้รับประกันความมั่นคงแทนที่ประเทศสหรัฐฯ (US) ก็ตาม
นางแคโรไลน์ โรส (Caroline Rose) อธิบายว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) มุ่งหวังที่จะรักษาการคงอยู่และหุ้นส่วนกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) เอาไว้ ในขณะที่ประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังถอยห่างออกจากภูมิภาค
ในฐานะประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับสองของโลกและสมาชิกกลุ่มพันธมิตร OPEC+ ร่วมกับผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซีย ประเทศรัสเซีย (Russia) สามารถ "กำหนดทิศทางราคาน้ำมันและระดับผลผลิต ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยหักล้างผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก" ที่บังคับใช้ต่อกรุงมอสโก (Moscow) ได้ นางโรส กล่าว
เนื่องจากท่าเรือของประเทศรัสเซีย (Russia) ในทะเลดำ (Black Sea) ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออก กรุงมอสโก (Moscow) จึงทำหน้าที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกลั่นรายใหญ่ให้แก่ประเทศตุรกี (Turkey) และภูมิภาคเลแวนต์ (Levant)
นอกจากนี้ ประเทศรัสเซีย (Russia) ยังเป็นผู้ส่งออกและผู้บริหารจัดการเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศในภูมิภาคกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้งานแหล่งพลังงานหมุนเวียน
Rosatom ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศรัสเซีย (Russia) ได้บริหารจัดการเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใกล้กับเมืองบุเชห์ร (Bushehr) ของประเทศอิหร่าน (Iran) มาตั้งแต่ปี 2013 ทั้งยังได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐกับทางการกรุงเตหะราน เพื่อก่อสร้างเตาปฏิกรณ์เพิ่มเติมอีก 8 แห่งภายในปี 2040
ยิ่งไปกว่านั้น Rosatom ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์พลังงานนิวเคลียร์ระดับกิโลวัตต์ขนาดใหญ่ 2 แห่งในประเทศอียิปต์ (Egypt) และประเทศตุรกี (Turkey) ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 2.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อแห่ง ตลอดจนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับคู่สัญญาในประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ประเทศอิรัก (Iraq) และประเทศจอร์แดน (Jordan) สำหรับโครงการลักษณะเดียวกัน
นายเอมิล อาฟดาเลียนี (Emil Avdaliani) ชี้ว่า Rosatom ถือเป็นช่องทางสำหรับรัฐบาลในตะวันออกกลาง ในการกระจายความเสี่ยงของหุ้นส่วนทางนิวเคลียร์ให้ครอบคลุมพ้นไปจากกลุ่มผู้ส่งออกชาติตะวันตกและประเทศจีน (China)
จุดดึงดูดสำคัญสำหรับพันธมิตรของ Rosatom คือการที่ข้อตกลงของบริษัทไม่มี "เงื่อนไขผูกพันทางการเมือง" ดังเช่นที่มักพบในสัญญาของชาติตะวันตก โดยครอบคลุมตั้งแต่การก่อสร้าง การจัดหาเชื้อเพลิง ไปจนถึงการฝึกอบรม นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นสูงเกี่ยวกับขนาดของเตาปฏิกรณ์และข้อตกลงทางการเงิน นายอาฟดาเลียนี กล่าวเสริม
การขยายอิทธิพลของ Rosatom ในภูมิภาค ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับทิศทางยุทธศาสตร์ของประเทศรัสเซีย (Russia) มุ่งสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) หลังจากความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกต้องร้าวฉานเกือบเบ็ดเสร็จจากการบุกรุกประเทศยูเครน (Ukraine) นายอาฟดาเลียนี กล่าว
โครงการพลังงานนิวเคลียร์สอดคล้องเป็นอย่างดีกับแนวทางนี้ เนื่องจากประเทศผู้ลงนามจะต้องตกอยู่ในภาวะ "การพึ่งพาเทคโนโลยี เชื้อเพลิง และความเชี่ยวชาญของรัสเซียนานหลายทศวรรษ" พร้อมทั้งช่วยหล่อหลอมทัศนคติของคนในพื้นที่ให้เป็นประโยชน์ต่อกรุงมอสโก (Moscow) อีกด้วย
นอกจากนี้ ประเทศรัสเซีย (Russia) ยังเป็นผู้ส่งออกธัญพืชและสินค้าเกษตรชั้นนำเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค
ในฐานะผู้ผลิตปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยซัลเฟอร์ชั้นนำ ผู้ส่งออกของประเทศรัสเซีย (Russia) ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มสภาวะขาดแคลนอุปทานในภูมิภาค อันเกิดจากการปิดโรงงานปิโตรเคมีในตะวันออกกลางเนื่องจากสงครามอิหร่าน
สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการสลับบทบาทอย่างสิ้นเชิง จากเมื่อครั้งที่ประเทศรัสเซีย (Russia) บุกรุกประเทศยูเครน (Ukraine) ในปี 2022 ซึ่งในเวลานั้น การชะงักงันของการผลิตในรัสเซียและการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ได้ผลักดันให้ผู้ผลิตปุ๋ยในอ่าวเปอร์เซียต้องก้าวเข้ามาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป
บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า เวทีแห่งนี้ถูกตระเตรียมไว้สำหรับการฟื้นตัวของอิทธิพลรัสเซียในตะวันออกกลาง (Middle East) อย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) และประเทศยูเครน (Ukraine) สงบลง
กรุงมอสโก (Moscow) จะต้องบริหารความสัมพันธ์ในภูมิภาคที่ถูกแบ่งออกเป็น 3 ศูนย์กลางถ่วงน้ำหนักทางภูมิรัฐศาสตร์ อันเป็นผลจากสงครามที่ยืดเยื้อนานเกือบ 3 ปี ได้แก่: ประเทศอิสราเอล (Israel) และกลุ่มผู้ลงนามในข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates: UAE); ประเทศอิหร่าน (Iran) และอักษะแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance); รวมถึงประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ประเทศตุรกี (Turkey) และประเทศปากีสถาน (Pakistan) ผ่านข้อตกลงป้องกันร่วมกันแห่งเมืองเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement) ที่พึ่งลงนามไปเมื่อเร็วๆ นี้
มีรายงานว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีปูตินได้จัดหาโดรนได้รับการอัปเกรดและข้อมูลข่าวกรองให้แก่ประเทศอิหร่าน (Iran) ในระหว่างความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่กับประเทศสหรัฐฯ (US)
นายเอมิล อาฟดาเลียนี (Emil Avdaliani) คาดการณ์ว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) จะหลีกเลี่ยงการจับขั้วกับกลุ่มภูมิภาคใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ โดยจะแสวงหาการรักษาหุ้นส่วนกับประเทศอิหร่าน (Iran) ควบคู่ไปกับการรักษาสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ประเทศตุรกี (Turkey) และประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates: UAE) ตลอดจนการ "ดำเนินความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติ" (Pragmatic engagement) กับประเทศอิสราเอล (Israel) และประเทศปากีสถาน (Pakistan)
นางแคโรไลน์ โรส (Caroline Rose) กล่าวสรุปว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) มุ่งหมายที่จะปกป้องสิทธิ์การเข้าถึงท่าเรือน้ำอุ่น ในขณะที่ใช้อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมืองในภูมิภาค เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กรุงมอสโก (Moscow) จะพึ่งพาเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างการส่งออกธัญพืช ซึ่งทำให้รัสเซียกลายเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานอาหารของภูมิภาค
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์และโลจิสติกส์ในตะวันออกกลาง (Middle East) รวมถึงการประสานงานตลาดพลังงานกับกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาค จะเป็นช่องทางของกรุงมอสโก (Moscow) ในการขยายอิทธิพล "เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากความจำเป็นของหลายประเทศในตะวันออกกลาง ที่ต้องการกระจายความสัมพันธ์ให้พ้นไปจากการพึ่งพาประเทศสหรัฐฯ (US) เพียงอย่างเดียว" นางโรส กล่าว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/ktogi?utm_source=copy-link&utm_campaign=3364018&utm_medium=share_widget