.
'กองทัพเรือสหรัฐฯ' ขยายเครือข่ายอู่ซ่อมเรือรบในเอเซีย ดึงพันธมิตรญี่ปุ่น-เกาหลีใต้-สิงคโปร์-อินเดีย-ฟิลิปปินส์ 'รับมือศึกมหาอำนาจกับจีน'
7-9-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า เปิดยุทธศาสตร์กองทัพเรือสหรัฐฯ ขยายเครือข่ายอู่ต่อเรือเอเชีย เสริมความพร้อมรบรับมือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ การกระจัดกระจายงานซ่อมบำรุงใหญ่สู่พันธมิตรในภูมิภาค ช่วยลดระยะทางและเวลาในการซ่อมแซมเรือรบของกองทัพเรือที่ 7 แห่งสหรัฐฯ ใกล้พื้นที่ขัดแย้ง
กรณีเรือทำลายล้างสูงชั้น Arleigh Burke-class คือ USS Benfold ประสบระบบไฟฟ้าขัดข้องกลางทะเลจีนใต้ และถูกลากจูงเข้าซ่อมแซมฉุกเฉิน ณ อ่าวซูบิก (Subic Bay) ในประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) โดยใช้เวลาเพียง 10 วันก่อนกลับเข้าปฏิบัติการได้ตามปกติ สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ใหม่ของกองทัพเรือแห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ในการดึงชาติพันธมิตรเอเชียเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจการบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการยกเครื่องใหญ่ (Maintenance, Repair and Overhaul: MRO) เพื่อชดเชยภาวะถดถอยของอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศสหรัฐฯ (US) เอง
แม้กฎหมายประเทศสหรัฐฯ (US) กำหนดให้การสร้างเรือรบหลักต้องจัดทำในประเทศเท่านั้น แต่การว่าจ้างหน่วยงานต่างชาติ (Outsourcing) ให้ดำเนินงาน MRO กลับมอบความยืดหยุ่นทางกฎหมายที่มากกว่า โดยเฉพาะเรือรบประจำการส่วนหน้าหรือเรือรบที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจต่างแดน
ศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (Center for Strategic and International Studies: CSIS) ระบุว่า การสร้างขีดความสามารถ MRO ใกล้พื้นที่เสี่ยงขัดแย้งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ช่วยให้ประเทศสหรัฐฯ (US) ดำรงการปฏิบัติการได้ยาวนานขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลาลากเรือกลับแผ่นดินใหญ่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศจีน (China) ถือครองขีดความสามารถการต่อเรืออันดับ 1 ของโลก (คิดเป็นสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของโลก) ขณะที่พันธมิตรอย่างประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) และประเทศญี่ปุ่น (Japan) มีศักยภาพอุตสาหกรรมต่อเรือสูงเป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลกตามลำดับ
เครือข่ายอู่ต่อเรือและโครงสร้าง MRO ในเอเชีย
กองทัพเรือสหรัฐฯ ดำเนินการผ่านศูนย์ซ่อมเรือกองทัพเรือสหรัฐฯ และศูนย์บำรุงรักษาภูมิภาคญี่ปุ่น (US Naval Ship Repair Facility and Japan Regional Maintenance Center: SRF-JRMC) มีสำนักงานใหญ่ ณ ฐานทัพเรือโยโกซูกะ (Yokosuka Naval Base) พร้อมศูนย์ปฏิบัติการย่อยที่เมืองซาเซโบะ (Sasebo) และฐานทัพเรือชางงี (Changi Naval Base) ในประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ขณะเดียวกันได้เร่งขยายสัญญาข้อตกลงซ่อมเรือหลัก (Master Ship Repair Agreement: MSRA) ร่วมกับภาคเอกชนในภูมิภาค ดังนี้:
ประเทศญี่ปุ่น (Japan): อู่ Yokohama Dockyard ของบริษัท Mitsubishi Heavy Industries (MHI) ได้รับสัญญา MRO สำหรับเรือ USS Milius ในปี 2019 และเรือ USS Miguel Keith เมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีผู้ถือใบรับรอง MSRA สำคัญอย่าง Sumitomo Heavy Industries, Sasebo Heavy Industries และ Japan Marine United Corporation (JMU) ซึ่งร่วมซ่อมเรือ USS Fitzgerald เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea): กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้อนุมัติใบรับรอง MSRA แก่อู่ต่อเรือยักษ์ใหญ่เพื่อเน้นซ่อมบำรุงเรือส่งกำลังบำรุง โดยบริษัท Hanwha Ocean (อู่เกอเจ) ได้ซ่อมแซมเรือ USNS Wally Schirra และ USNS Yukon ขณะที่บริษัท HD Hyundai Heavy Industries (HHI) ได้รับงานยกเครื่องเรือ USNS Alan Shepard ด้านบริษัท HJ Heavy Industries (อู่ย็องโด) รับงานซ่อมเรือ USNS Amelia Earhart และบริษัท SK Oceanplant ได้อนุมัติ MSRA ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีบริษัท Samsung Heavy Industries ที่อยู่ระหว่างการยื่นขอรับรอง
ประเทศสิงคโปร์ (Singapore): ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ช่องแคบมะละกา มีผู้ถือใบรับรอง MSRA หลักคือบริษัท ST Engineering Marine (อู่เบนอยและอู่กุล) ซึ่งได้รับสัญญายกเครื่องเรือกู้ภัย USNS Salvor และบริษัท Seatrium Limited (การควบรวมของ Sembcorp Marine และ Keppel) ซึ่งครอบครองอู่ซ่อมเรือขนาดใหญ่และลึกที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
ประเทศอินเดีย (India): ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้มอบใบรับรอง MSRA ให้แก่อู่ Mazagon Dock (มุมไบ), Larsen & Toubro (เจนไน) ในปี 2023 และ Cochin Shipyard ในปี 2024 เพื่อสนับสนุนเรือสังกัดกองบัญชาการขนส่งทางเรือของประเทศสหรัฐฯ (US)
ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines): แม้ขาดแคลนอุตสาหกรรมต่อเรือขั้นสูง แต่ด้วยพิกัดยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้ สหรัฐฯ จึงใช้ประโยชน์จากอู่ Agila Subic Shipyard ในอ่าวซูบิก ซึ่งบริหารโดยบริษัท Cerberus Capital Management และมีบริษัท V2X ผู้รับเหมากลาโหมอเมริกันเป็นผู้ให้บริการ MRO ณ ท่าเทียบเรือความยาว 500 เมตร
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/09wzs?utm_source=copy-link&utm_campaign=3366489&utm_medium=share_widget