.
'อินเดียลดพึ่งน้ำมันรัสเซีย?' สหรัฐฯ ใช้ทั้งภาษีและดีลการค้ากดดันอินเดีย ลดนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หันซือน้ำมันเวเนซุเอลา
28-8-2026
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ประเทศอินเดีย (India) กำลังกลายเป็นตลาดเป้าหมายหลักสำหรับประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศรัสเซีย (Russia) ในขณะที่สองประเทศคู่ขัดแย้งระดับมหาอำนาจพยายามแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด (Wallet share) ที่ใหญ่ขึ้นจากประเทศผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่อันดับสามของโลก
ในขณะที่ประเทศรัสเซีย (Russia) ต้องการให้ประเทศอินเดีย (India) ซื้อน้ำมันดิบของตนต่อไป รัฐบาลกรุงวอชิงตัน (Washington) ก็ได้ผลักดันให้กรุงนิวเดลี (New Delhi) หันไปซื้อน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) เพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย (Russia)
ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้แห่งนี้ถือเป็นประเทศผู้สืบเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสามของโลก ผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่อันดับสี่ของโลก และเป็นประเทศนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) รายใหญ่อันดับสองของโลก
แม้ว่าประเทศรัสเซีย (Russia) ต้องการให้ประเทศอินเดีย (India) ซื้อน้ำมันดิบของตนอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีเชิงลงโทษที่เข้มงวดของประเทศสหรัฐฯ (US) ก็ตาม แต่รัฐบาลกรุงวอชิงตัน (Washington) ยังคงพยายามผลักดันให้กรุงนิวเดลี (New Delhi) จัดซื้อน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) เข้ามาทดแทนน้ำมันดิบของประเทศรัสเซีย (Russia)
บรรดาผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า การทดแทนน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย (Russia) ในช่วงเวลาที่อุปทานตึงตัวในภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นเรื่องที่ "ท้าทายอย่างยิ่ง" สำหรับกรุงนิวเดลี (New Delhi) แม้ว่าประเทศดังกล่าวจะเริ่มเร่งการจัดซื้อน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) เพิ่มขึ้นก็ตาม
"หากนำน้ำมันดิบจากประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) มารวมกัน ภูมิภาคอเมริกาจะกลายเป็นส่วนสำคัญยิ่งขึ้นในตะกร้าน้ำมันดิบของประเทศอินเดีย (India)" นายซูมิต ริโตเลีย (Sumit Ritolia) นักวิเคราะห์วิจัยหลักจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลตลาด Kpler กล่าวกับสำนักข่าว CNBC
นายซูมิต ริโตเลีย (Sumit Ritolia) อธิบายเพิ่มเติมว่า โรงกลั่นน้ำมันของอินเดียไม่สามารถนำน้ำมันดิบจากประเทศสหรัฐฯ (US) มาทดแทนน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย (Russia) หรือตะวันออกกลางได้ทั้งหมด เนื่องจากน้ำมันดิบของสหรัฐฯ จัดอยู่ในประเภท "น้ำมันดิบชนิดเบา" (Relatively light) ในขณะที่โรงกลั่นหลายแห่งในประเทศอินเดีย (India) ถูกออกแบบและปรับแต่งระบบมาเพื่อแปรรูปน้ำมันดิบชนิดปานกลางและชนิดหนัก ซึ่งน้ำมันดิบคุณภาพ "ชนิดหนักกว่า" (Heavier) จากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) สามารถเข้ามาตอบโจทย์และแก้ปัญหาดังกล่าวได้
ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ของประเทศอินเดีย (India) ได้เพิ่มขึ้นจากระดับศูนย์ในเดือนมีนาคม พุ่งขึ้นสู่ระดับ 383,000 บาร์เรลต่อวันจนถึงช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศสหรัฐฯ (US) แล้ว แหล่งอุปทานทั้งสองแห่งคิดเป็นสัดส่วนราว 11% ของยอดการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของประเทศอินเดีย (India) ในช่วงเวลาดังกล่าว
กลุ่มประเทศผู้จัดหาพลังงานรายใหญ่ของอินเดีย (India’s top energy suppliers)
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งประเทศรัสเซีย (Russia) กล่าวว่า "รัสเซียกำลังขยายการส่งออก [ไปยังอินเดีย] และมีความพร้อมที่จะดำเนินเช่นนี้ต่อไป" ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงสัดส่วนอุปทานน้ำมันดิบจากกรุงมอสโก (Moscow) ที่เพิ่มขึ้นในกรุงนิวเดลี (New Delhi) โดยปัจจุบัน ประเทศรัสเซีย (Russia) กลายเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของประเทศอินเดีย (India) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของยอดนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของอินเดียในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม และคิดเป็นเกือบ 43% ในช่วงเดือนสิงหาคมตามข้อมูลของ Kpler
ตามข้อมูลทางการค้าล่าสุดของประเทศอินเดีย (India) ระบุว่า ในช่วงระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ยอดการส่งออกจากประเทศรัสเซีย (Russia) มายังประเทศอินเดีย (India) เติบโตขึ้นเกือบ 60% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม กรุงมอสโก (Moscow) ไม่ใช่ผู้เล่นเพียงรายเดียวที่คว้าส่วนแบ่งการตลาดพลังงานในประเทศอินเดีย (India) เพิ่มขึ้น
(ภาพประกอบ: บรรยากาศความหนาแน่นของการจราจรบนทางหลวงสาย เดลี-กูรูกรัม ช่วงฝนตก ใกล้สะพานยกระดับ ซิกเนเจอร์ ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2026 เมืองกูรูกรัม ประเทศอินเดีย — ภาพโดย ปาร์วีน กุมาร (Parveen Kumar) จาก Hindustan Times ผ่าน Getty Images)
ขณะเดียวกัน ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้จัดหาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) รายใหญ่ที่สุดของประเทศอินเดีย (India) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการหุงต้มภายในประเทศ รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยข้อมูลจาก Kpler ชี้ว่า ในเดือนกรกฎาคม มากกว่า 70% ของการนำเข้า LPG ของอินเดีย และเกือบหนึ่งในสามของอุปทาน LNG ทั้งหมด มีแหล่งที่มาจากประเทศสหรัฐฯ (US)
นายเซร์คิโอ กอร์ (Sergio Gor) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศอินเดีย (India) กล่าวในงานเปิดตัว ณ กรุงนิวเดลี (New Delhi) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า อุปทานพลังงานจากประเทศสหรัฐฯ (US) ที่ส่งมายังประเทศอินเดีย (India) นั้นอยู่ในระดับ "ไร้คู่แข่ง" พร้อมเสริมว่ายอดการส่งออก LPG และ LNG จากกรุงวอชิงตัน (Washington) มายังประเทศอินเดีย (India) ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
"ตะวันออกกลาง — โดยเฉพาะ กาตาร์ (Qatar), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และ ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) — เคยเป็นผู้ครองตลาดการนำเข้า LPG ของอินเดียมาโดยตลอดเนื่องจากข้อได้เปรียบทางด้านโลจิสติกส์" นายปันคาจ ศรีวาสตาวา (Pankaj Srivastava) รองประธานบริหารฝ่ายตลาดสินค้ามาร์เก็ต-น้ำมัน จาก Rystad Energy กล่าว อย่างไรก็ตาม วิกฤตสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ทำลายข้อได้เปรียบทางโลจิสติกส์ดังกล่าวลง
นายปันคาจ ศรีวาสตาวา (Pankaj Srivastava) ระบุเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดหารายใหญ่ "โดยได้รับการสนับสนุนจากข้อตกลงพลังงานทวิภาคี กำลังการผลิตที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ และข้อจำกัดด้านอุปทานในตะวันออกกลาง"
อย่างไรก็ดี ประเทศสหรัฐฯ (US) ยังคงต้องการสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้นในตะกร้าน้ำมันดิบของประเทศอินเดีย (India) เช่นกัน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ใช้ทั้งคำขู่เรื่องมาตรการกำแพงภาษีและคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้าอันคุ้มค่า เพื่อสร้างแรงกดดันให้ประเทศอินเดีย (India) ปรับลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย (Russia)
เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว รัฐบาลกรุงวอชิงตัน (Washington) ได้สั่งเก็บภาษี 25% สำหรับการนำเข้าสินค้าจากประเทศอินเดีย (India) เพื่อเป็นมาตรการลงโทษสำหรับการจัดซือน้ำมันจากรัสเซีย ก่อนที่จะประกาศยกเลิกมาตรการดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) กล่าวว่า สหรัฐฯ ได้ตกลงที่จะลดมาตรการภาษีต่อประเทศอินเดีย (India) ลงเหลือ 18% หลังจากที่ประเทศอินเดีย (India) "ตกลงที่จะยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และหันมาซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมากจากสหรัฐฯ และอาจรวมถึงเวเนซุเอลา"
อย่างไรก็ตาม ประเทศอินเดีย (India) ไม่ได้รับรองรายละเอียดตามที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวอ้าง และยังคงยืนยันว่าการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเป็นปัจจัยเดียวในการตัดสินใจจัดซื้อพลังงานของประเทศ
คำขู่เรื่องมาตรการกำแพงภาษี (The tariff threat)
มาตรการกำแพงภาษีที่เข้มงวดอาจหวนกลับมาอีกครั้ง เนื่องจากร่างกฎหมายคว่ำบาตรรัสเซีย (Russia Sanctions bill) ซึ่งเสนอให้มีการเรียกเก็บภาษีสูงถึง 100% ต่อประเทศที่จัดซื้อพลังงานจากประเทศรัสเซีย (Russia) กำลังจะถูกส่งเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (U.S. House) เพื่อพิจารณาอนุมัติขั้นสุดท้ายในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
ในครั้งล่าสุดที่ประเทศอินเดีย (India) เผชิญกับมาตรการภาษีเชิงลงโทษ 25% ยอดการนำเข้าสินค้าจากกรุงมอสโก (Moscow) ของอินเดียลดลงมากกว่า 13% ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026 ขณะที่ยอดการส่งออกของประเทศสหรัฐฯ (US) มายังประเทศอินเดีย (India) ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 16%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้รอดพ้นไปจากการรับรู้ของคณะผู้นำประเทศรัสเซีย (Russia)
ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ในระหว่างการประชุมร่วมกับ นายเอส. ไจแชนการ์ (S. Jaishankar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ได้เอ่ยถึงมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศที่ลดลงเมื่อปีที่แล้ว ก่อนจะเสริมว่า "ในปีนี้ มูลค่าการค้าได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง"
ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หลังจากภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ ยอดการสั่งซือน้ำมันรัสเซียของอินเดียค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสามปีในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ที่ระดับ 1.06 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในทางกลับกัน การนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศอิรัก (Iraq) ซึ่งมีรายงานว่ารายได้ถูกควบคุมโดยประเทศสหรัฐฯ (US) กลับปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ตามข้อมูลจาก Kpler
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญระบุกับสำนักข่าว CNBC ว่า ข้อเสนอมาตรการภาษีล่าสุดของประเทศสหรัฐฯ (US) ไม่น่าจะส่งผลให้การจัดซือน้ำมันรัสเซียของประเทศอินเดีย (India) ลดลงในทันที เนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกยังคงเผชิญภาวะตึงตัวอย่างมาก
นายซูมิต ริโตเลีย (Sumit Ritolia) จาก Kpler กล่าวเสริมว่า ทางเราไม่ได้คาดหวังว่าการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียจะชะลอตัวลงในขณะนี้ "การทดแทนน้ำมันดิบของรัสเซียนั้นเป็นไปได้ในทางเทคนิค แต่ในทางเศรษฐกิจและการเมืองถือว่าเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและแรงกดดัน"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.cnbc.com/2026/08/27/india-us-russia-energy-oil-market.html?taid=0c15677e-86c3-4e3c-b3ff-1400b82435c3&utm_campaign=trueanthem&utm_content=main&utm_medium=social&utm_source=twitter