.
สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 'ขึ้นบินจากฐานทัพในอังกฤษโจมตีอิหร่าน' เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐบาลเ'บิร์นแฮม'
24-7-2026
The Telegraph รายงานว่า สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B1 จากฐานทัพในอังกฤษโจมตีอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เดินหน้ายกระดับปฏิบัติการโจมตีรอบใหม่ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ตรึงกำลังและส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 (B1) จากฐานทัพอากาศในสหราชอาณาจักร (UK) เพื่อเปิดการโจมตีประเทศอิหร่าน (Iran) ขณะที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยกระดับปฏิบัติการยิงโจมตีระลอกใหม่ขึ้นอย่างเข้มข้น
เครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 (B1) ซึ่งมีความสามารถในการบรรทุกระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ได้มากถึง 24 ลูก ได้ทะยานขึ้นปฏิบัติภารกิจจากฐานทัพอากาศ แอร์เอเอฟ แฟร์ฟอร์ด (RAF Fairford) ในมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ (Gloucestershire) เมื่อวันอังคาร และมีผู้พบเห็นปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ติดตามการบิน
สหรัฐฯ (US) ทิ้งระเบิดใส่อิหร่าน (Iran) จากฐานทัพอากาศอังกฤษเป็นครั้งแรกในยุค แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham)
นายกรัฐมนตรีอนุมัติ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ใช้ฐานทัพ แอร์เอเอฟ แฟร์ฟอร์ด (RAF Fairford) สำหรับ "การโจมตีเพื่อการป้องกันตัว"
การปฏิบัติการครั้งนี้นับเป็นภารกิจการโจมตีครั้งแรกที่ยิงออกจากสหราชอาณาจักร (UK) นับตั้งแต่ แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าว แอ็กซิออส (Axios) ว่า เครื่องบินพิสัยไกลดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (IRGC) โดยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 (B1) ซึ่งบรรทุกระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ได้มากถึง 24 ลูก ได้ออกบินจากฐานทัพอากาศ แอร์เอเอฟ แฟร์ฟอร์ด (RAF Fairford) เมื่อวันอังคาร และปรากฏบนเว็บไซต์ติดตามการบิน
สำนักข่าว บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า แอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) ได้ตกลงที่จะสานต่อนโยบายของ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Sir Keir Starmer) ในการอนุญาตให้ประเทศสหรัฐฯ (US) ใช้ประโยชน์จากฐานทัพอากาศในมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ (Gloucestershire) รวมถึงสนามบิน ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) บนหมู่เกาะชาโกส (Chagos Islands) สำหรับ "การโจมตีเพื่อการป้องกันตัว" (Defensive strikes)
ขณะที่ เอ็ด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คัดค้านจุดยืนนี้มาโดยตลอด ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ทำเนียบขาว (White House) ต่อการได้รับแต่งตั้งของเขา โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาได้เป็นผู้นำในการคัดค้านในสภาความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้ฐานทัพในสหราชอาณาจักร (UK) สำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดของประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งส่งผลให้เกิดความตึงเครียดระหว่าง เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Sir Keir Starmer) และ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
ผู้นำสหรัฐฯ (US) ได้ออกคำเตือนเมื่อวันพุธว่า เขาจะสั่งโจมตีสะพานหรือโรงไฟฟ้าตอบโต้ทุกๆ ครั้งที่ประเทศอิหร่าน (Iran) โจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
การโจมตีข้ามคืนของประเทศสหรัฐฯ (US) ณ ด่านตรวจชายแดนชาลัมเชห์ (Shalamcheh) ที่เชื่อมต่อเข้าสู่ประเทศอิรัก (Iraq) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บ 11 ราย โดยมีพลเรือนจำนวนมากกำลังมารวมตัวกันก่อนถึงวันหยุดทางศาสนาของนิกายชีอะห์เพื่อเดินทางเข้าสู่ศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ในประเทศอิรัก (Iraq) ทางด้านกรุงเตหะราน (Tehran) ได้ออกมาตอบโต้ด้วยการเตือนว่าจะใช้มาตรการเอาคืนแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน"
อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า "หลักการป้องกันตนเองของเรามีความชัดเจน นั่นคือ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน การก้าวร้าวใดๆ ต่อประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของเรา จะบีบบังคับให้เกิดการตอบโต้ที่ทรงพลังและเด็ดขาด"
"ผู้ที่มีส่วนร่วมในการก้าวร้าวดังกล่าว ไม่ว่าจะให้การสนับสนุนรูปแบบใดก็ตาม จะถูกนับว่าเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมด้วยเช่นกัน" แหล่งข่าวทางการทหารเปิดเผยกับสำนักข่าว ทาสนิม (Tasnim) ของประเทศอิหร่านว่า กรุงเตหะราน (Tehran) จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคเพื่อเป็นการตอบโต้
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว วอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) อ้างอิงแหล่งข่าวว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังพิจารณาที่จะยกระดับปฏิบัติการต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ขึ้นอีกครั้ง โดยเตรียมวางกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ทีมแพทย์ และยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม
เครื่องบินทิ้งระเบิดอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด
เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยว่า ฝูงบินรบของประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ถูกนำไปวางกำลังยังพื้นที่ยุทธวิธีทั่วทั้งภูมิภาค ขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิดตามฐานทัพต่างๆ ในประเทศสหรัฐฯ (US) และสหราชอาณาจักร (UK) ต่างอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด บุคลากรทางการแพทย์มากกว่า 150 นาย ได้ถูกส่งไปยังศูนย์การแพทย์ส่วนภูมิภาคแลนด์สทูห์ล (Landstuhl Regional Medical Centre) ในประเทศเยอรมนี (Germany) ซึ่งเป็นสถานที่หลักในการรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ หลังจากมีทหารอเมริกันเสียชีวิต 4 นาย
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (US House of Representatives) ได้ผ่านร่างกฎหมายนโยบายกลาโหมมูลค่า 1.15 ตริลเลียนดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นประมาณ 8.6 แสนล้านปอนด์) เมื่อวันพุธ เพื่อเปิดทางให้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ดำเนินสงครามที่มีต้นทุนสูงนี้ต่อไปในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมติงบประมาณดังกล่าวจะช่วยจัดสรรเงินทุนเพิ่มเติมจำนวน 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.5 หมื่นล้านปอนด์) ให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) และหน่วยงานข่าวกรอง โดยส่วนใหญ่จะนำไปครอบคลุมค่าใช้จ่ายของสภาวะความขัดแย้งนี้
พรรครีพับลิกัน (Republicans) ได้แสดงความจงรักภักดีและละเลยพรรคเดโมแครต (Democrats) ที่ออกมาโต้แย้งว่าสภาคองเกรสยื่นมือเข้าควบคุมหรือยับยั้งสงครามของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ล้มเหลว ซึ่งสงครามดังกล่าวก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายไปแล้วเกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน ประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ยกระดับการโจมตีตอบโต้ขึ้นเรื่อยๆ และแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นในการสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายที่แม่นยำ
สำนักข่าว เดอะนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) รายงานการวิเคราะห์พื้นที่ของประเทศสหรัฐฯ (US) จำนวน 9 แห่งทั่วตะวันออกกลางที่ถูกกรุงเตหะราน (Tehran) โจมตี โดยพบว่าการโจมตีได้สร้างความเสียหายต่ออาคารที่พักอาศัย พื้นที่ทำงาน โรงจอดโดรน ระบบเรดาร์ และโครงสร้างอื่นๆ
ข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างซ้ำๆ ของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ระบุว่าขีดความสามารถทางการทหารของประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ถูกลดทอนหรือทำลายลงไปแล้ว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/07/23/us-bombs-iran-from-uk-air-base-for-first-time-under-burnham/