ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ราคาทองคำกลับเข้าสู่ขาขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ราคาทองคำกลับเข้าสู่ขาขึ้น หรือปรับตัวลงต่อในปีนี้ – มุมมองครึ่งปีหลังจากสภาทองคำโลก (World Gold Council)
3-7-2026
แม้ว่าราคาทองคำจะร่วงลงอย่างรุนแรงจากระดับประมาณ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในช่วงต้นปี มาอยู่ต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน แต่ทองคำยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา
สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ระบุในรายงานแนวโน้มตลาดทองคำช่วงกลางปี (Mid-Year Outlook) ว่า ความต้องการซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนระยะยาวน่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านขาลงของราคาทองคำ ขณะที่ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปี 2026
ราคาปัจจุบันสะท้อนปัจจัยพื้นฐานแล้ว
ผู้เขียนรายงาน ได้แก่ ฮวน คาร์ลอส อาร์ติกัส (Juan Carlos Artigas) เทย์เลอร์ เบอร์เน็ตต์ (Taylor Burnette)
ดร. เฟอร์กัล โอคอนเนอร์ (Dr. Fergal O’Connor) โดย
ระบุว่า "ในระดับราคาปัจจุบัน ราคาทองคำโดยรวมสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีการเติบโตในระดับปานกลาง อัตราเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวแต่ยังอยู่ในระดับสูง และความคาดหวังว่าธนาคารกลางจะยังคงใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป แต่ในวงจำกัด"
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว WGC คาดว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบค่อนข้างแคบ ประมาณ บวกลบ 5% จากระดับปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ตลาดกำลังอยู่ในจุดที่พร้อมสำหรับการ "ทะลุกรอบ" หากมีปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้น
ปัจจัยที่อาจผลักดันราคาทองคำกลับขึ้น
WGC ระบุว่า ราคาทองคำอาจกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น หากเกิดปัจจัยต่อไปนี้
เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากกว่าคาด
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมารุนแรงอีกครั้ง ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะลดอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ประเมินไว้
นักลงทุนกลับเข้าซื้อทองคำหลังราคาปรับฐาน (Dip Buying)
หากปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ราคาทองคำอาจฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับประมาณ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือสูงกว่านั้น
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า หากสัญญาณสนับสนุนมีความชัดเจนมากพอ ราคาทองคำก็อาจปรับขึ้นได้มากกว่าระดับดังกล่าว
ปัจจัยที่อาจกดดันราคาทองคำ
ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจโลกยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง พร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yields) ปรับตัวสูงขึ้น ความผันผวนของตลาดการเงินลดลง นักลงทุนลดความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
ราคาทองคำก็อาจอ่อนตัวลงต่อ อย่างไรก็ตาม WGC มองว่า การปรับลดลงมากกว่า 10% จากระดับปัจจุบัน อาจเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนที่มองว่าราคาถูก (Bargain Hunting) เข้ามาพยุงตลาด
ธนาคารกลางยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ รายงานยังชี้ว่า ความต้องการซื้อทองคำจาก ธนาคารกลางทั่วโลก ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายในประเทศสำคัญ เช่น อินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก ก็อาจส่งผลต่อทิศทางของราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี
WGC มองว่า ปัจจัยเหล่านี้ยังเป็น "ตัวแปรสำคัญ" (Wildcards) ที่อาจทำให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวแตกต่างจากที่ตลาดคาดการณ์
รายงานของสภาทองคำโลกประเมินว่า ทองคำยังมีทั้งโอกาสปรับขึ้นและความเสี่ยงด้านขาลงในช่วงที่เหลือของปี 2026 โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้
ปัจจัยบวก
เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น การคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ย
แรงซื้อเมื่อราคาปรับฐาน การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลาง
ปัจจัยลบ
เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับสูงขึ้น ตลาดการเงินมีเสถียรภาพมากขึ้น ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง
โดยรวม WGC มองว่า แม้ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบแคบในระยะสั้น แต่ยังมีโอกาสเกิดการปรับตัวขึ้นอีกครั้ง หากมีปัจจัยเศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2026.
ที่มา Kitco News