.
รัสเซียโจมตียูเครนหนักสุดในรอบปี ระดมมิสไซล์–โดรนรวม 570 ลูกใส่กรุงเคียฟ อ้างตอบโต้ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันลึกในรัสเซีย ยูเครนเร่งร้องขอ Patriot รับมือภัยทางอากาศ
3-7-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า รัสเซีย (Russia) ได้เปิดฉากปล่อยโดรนจำนวนหลายร้อยลำและขีปนาวุธอีกหลายสิบลูกโจมตีเป้าหมายในกรุงเคียฟ (Kyiv) เมืองหลวงของประเทศยูเครน (Ukraine) ในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย ได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก และสร้างความเสียหายแก่อาคารพักอาศัยและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 130 หลัง นับเป็นการโจมตีครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของสงครามในรอบนี้
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องต่อเนื่องหลายระลอกได้ส่งผลให้อาคารหลายแห่งสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองหลวง ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องพากันอพยพหลบหนีภัยอย่างเร่งด่วนเข้าไปยังหลุมหลบภัยและสถานีรถไฟใต้ดิน
ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในระลอกนี้สร้างความเสียหายในวงกว้างที่สุดให้แก่กรุงเคียฟ (Kyiv) นับตั้งแต่เริ่มต้นปีนี้ และยังถือเป็นเหตุการณ์ที่มีอัตราการสูญเสียชีวิตสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวน 24 รายจากเหตุการณ์ถล่มอาคารที่พักอาศัยของพลเรือน
ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) ซึ่งต้องย่นระยะเวลาการเดินทางเยือนประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) และเดินทางกลับประเทศทันที ได้เปิดเผยว่า "เป้าหมายหลักของการโจมตีในครั้งนี้พุ่งตรงมาที่กรุงเคียฟ (Kyiv)" พร้อมทั้งระบุเพิ่มเติมว่า "การจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ยูเครน (Ukraine) ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นภารกิจหลักในระดับวิกฤตสูงสุด" โดยเขาได้เรียกร้องให้พันธมิตรของยูเครนร่วมรักษากระแสทุนเพื่อจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ (US) รวมถึงขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศระบบ Patriot เพื่อนำมาช่วยป้องกันน่านฟ้าของยูเครน
ทางด้านนายกรัฐมนตรียูเลีย สวีรีเดนโก (Yulia Svyrydenko) ได้โพสต์ข้อความแถลงผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่า "ในค่ำคืนนี้ รัสเซีย (Russia) ได้กระทำการโจมตีต่อยูเครน (Ukraine) อย่างโหดเหี้ยมและไร้ยางอายอีกครั้งหนึ่ง โดยศัตรูได้ระดมยิงขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) จำนวนหลายสิบลูก ซึ่งในจำนวนนี้กรุงเคียฟ (Kyiv) ถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและการทำลายล้างหนักหนาสาหัสที่สุด"
กองทัพอากาศยูเครน (Ukraine) เปิดเผยสถิติระบุว่า รัสเซีย (Russia) ได้ใช้ขีปนาวุธจำนวน 74 ลูก และโดรนจำนวน 496 ลำในปฏิบัติการโจมตีระลอกนี้ แม้ว่าหน่วยงานด้านการป้องกันทางอากาศจะสามารถสกัดกั้นทำลายอาวุธส่วนใหญ่เอาไว้ได้ แต่ยังมีขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) อีกจำนวน 25 ลูก และโดรนจำนวน 12 ลำที่สามารถเล็ดลอดระบบตรวจจับเข้าไปโจมตีพื้นที่และอาคารเป้าหมายต่างๆ ในกรุงเคียฟได้มากถึง 33 แห่ง
อย่างไรก็ดี กระทรวงกลาโหมรัสเซีย (Defense Ministry) ได้โพสต์ข้อความแถลงการณ์ผ่าน Telegram โดยยอมรับว่า ปฏิบัติการ "โจมตีทางอากาศครั้งใหญ่" (massive attack) ในครั้งนี้ เป็นการเลือกใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูงพิสัยไกล ซึ่งยิงจากทั้งทางอากาศ ทางบก และทางทะเล ตลอดจนการระดมส่งโดรนเพื่อพุ่งเป้าทำลายสถานที่ทางการทหาร โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน ตลอดจนท่าอากาศยานหลายแห่งในกรุงเคียฟ (Kyiv) และพื้นที่เป้าหมายอื่นๆ ของยูเครน
รัฐบาลมอสโก (Moscow) อ้างว่า มาตรการโจมตีเหล่านี้เป็นการปฏิบัติการเพื่อตอบโต้กรณีที่ทางฝั่งยูเครน (Ukraine) ได้เปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนภายในดินแดนของประเทศรัสเซีย (Russia) ก่อนหน้านี้ พร้อมกันนี้กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของตนสามารถยิงทำลายโดรนของยูเครนได้มากถึง 327 ลำในรอบข้ามคืนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ทำเนียบเครมลิน (Kremlin) เปิดเผยว่า บรรดาผู้บัญชาการทหารระดับสูงของรัสเซียได้รายงานสรุปผลสัมฤทธิ์ของปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวให้แก่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) รับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยืนยันเพิ่มเติมว่ารัฐบาลมอสโกจะยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรการกดดันทางทหารต่อยูเครน (Ukraine) อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองและสงครามของตนเอง
ในฝั่งของคณะเสนาธิการทหารร่วมของยูเครน (General Staff) ได้รายงานข้อมูลปฏิบัติการในคืนเดียวกันว่า กองทัพยูเครนสามารถโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหลักในเมือง Kstovo บริเวณภูมิภาค Nizhny Novgorod ของประเทศรัสเซีย (Russia) ได้สำเร็จ โดยผู้ว่าการเกลบ นิกิติน (Gleb Nikitin) แห่งภูมิภาค Nizhny Novgorod เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวน 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 4 คนจากการโจมตีด้วยโดรนซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายกับส่วนอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน อันดรีย์ ซีบีฮา (Andrii Sybiha) ได้ออกมากล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อเรียกร้องพันธมิตรตะวันตกอย่างเร่งด่วนอีกครั้งให้รีบส่งมอบระบบป้องกันทางอากาศเพิ่มเติม พร้อมระบุว่าเมืองหลวงของประเทศเพิ่งผ่านพ้น "คืนที่เต็มไปด้วยความสยดสยอง" มาอย่างยากลำบาก
ขณะที่ นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ วิตาลี คลิทช์โก (Vitali Klitschko) ได้ประกาศให้วันศุกร์ที่จะถึงนี้เป็นวันไว้ทุกข์อย่างเป็นทางการทั่วกรุงเคียฟ (Kyiv) พร้อมชี้ว่าอาคารต่างๆ ทั่วพื้นที่เมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นราว 3 ล้านคนล้วนได้รับผลกระทบและความเสียหาย โดยมีอาคารบางแห่งถล่มและพังยับเยิน
ทางด้าน คาตารินา มาเธอร์โนวา (Katarina Mathernova) เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป (EU) ประจำประเทศยูเครน (Ukraine) กล่าวประณามว่า "รัสเซีย (Russia) ได้ปลดปล่อยขุมนรกเข้าใส่กรุงเคียฟ (Kyiv)" โดยมีการโจมตีโดนอาคารที่พักซึ่งใช้งานโดยเจ้าหน้าที่ทางการทูต แม้ว่าเจ้าหน้าที่การทูตทุกคนจะปลอดภัยดี แต่ทรัพย์สินส่วนตัวส่วนใหญ่ของพวกเขาพังทลายลงจากเหตุอัคคีภัยที่โหมลุกไหม้ตัวอาคารพักอาศัย
หน่วยกู้ภัยฉุกเฉินได้เดินทางเข้าตรวจสอบพื้นที่และเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่อยู่อาศัยสูง 9 ชั้นบริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำ Dnipro ที่ไหลผ่านใจกลางเมืองหลวง ขณะที่แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาท่ามกลางแนวเพลิงที่ยังคงปะทุอยู่รอบๆ ตัวอาคาร เจ้าหน้าที่ประจำเมืองรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 90 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้งเด็ก เจ้าหน้าที่แพทย์สนาม ตลอดจนพนักงานขับรถประจำสถานีรถพยาบาลฉุกเฉิน และยังคงมีประชาชนบางส่วนติดอยู่ใต้ซากอาคาร
"บ้านของเรากำลังถูกไฟไหม้ โอเลก (Oleg) กำลังเสี่ยงชีวิตเข้าไปดึงเพื่อนบ้านออกมาจากบ้านที่กำลังถูกไฟคลอก ขณะที่ฉันพยายามติดต่อหน่วยบริการกู้ภัยฉุกเฉินทั้งหมดท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังไม่หยุดหย่อน" ไอรินา เพลโควา (Iryna Plekhova) ผู้อยู่อาศัยในกรุงเคียฟ (Kyiv) โพสต์ข้อมูลระบุบนหน้าสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว พร้อมภาพถ่ายของอาคารพักอาศัยที่พังเสียหายไปเกือบครึ่งแถบและหน้าต่างหลุดหายไปทั้งหมด "ตอนนี้เราไม่มีอะพาร์ตเมนต์สำหรับอยู่อาศัยอีกต่อไปแล้ว"
นอกจากนี้ อาคารของสถาบัน National Institute of Biochemistry ก็เป็นหนึ่งในโครงสร้างที่พังเสียหายจากแรงระเบิด โดยห้องปฏิบัติการชีวเคมีระดับสูงที่มีความทันสมัยและเครื่องมือประสิทธิภาพสูงตลอดจนสำนักงานย่อยภายในตึกถูกไฟปะทุเผาวอดทั้งหมด
"นี่คือภัยพิบัติและโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ต่อวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์และชีววิทยาของยูเครน (Ukraine)" นักชีววิทยา ยูริ ดานีโลวิช (Yurii Danylovych) แถลงแสดงความกังวล พร้อมเสริมว่าแล็บปฏิบัติการแห่งนี้เป็นสถานที่จัดเก็บอุปกรณ์และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ที่หาได้ยากและมีมูลค่าสูงอย่างยิ่งยวด
สำหรับปฏิกิริยาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศโปแลนด์ (Poland) ซึ่งเป็นทั้งสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสหภาพยุโรป (EU) ได้สั่งส่งเครื่องบินรบขับไล่ขึ้นบินลาดตระเวนสกัดกั้นอย่างเร่งด่วนเพื่อเป็นมาตรการป้องกันภัยทางอากาศระยะสั้น ทันทีที่การสู้รบรุนแรงขึ้น เช่นเดียวกับประเทศฟินแลนด์ (Finland) ที่มีการประกาศเขตห้ามบินชั่วคราวบริเวณอ่าว Finland ฝั่งตะวันออก ก่อนจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวในเวลาต่อมาตามรายงานของกองทัพฟินแลนด์บนสื่อออนไลน์
หลังจากเป็นเวลากว่าหลายปีที่ยูเครน (Ukraine) ต้องตกเป็นฝ่ายรองรับการโจมตีพิสัยไกลแบบทำลายล้างฝ่ายเดียวจากฝั่งรัสเซีย (Russia) ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมากรุงเคียฟ (Kyiv) ได้หันมาทุ่มแสนยานุภาพในการโจมตีตอบโต้กลับทางลึกเข้าไปในดินแดนของประเทศรัสเซีย (Russia) มากขึ้น โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมันและระบบพลังงานหลัก ซึ่งมาตรการนี้ได้ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิงภายในรัสเซีย (Russia) เป็นวงกว้าง บีบให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสามของโลกรายนี้ต้องจัดซื้อและนำเข้าน้ำมันเบนซินจากประเทศอินเดีย (India) ที่อยู่ห่างไกลออกไปแทน
เพื่อเป็นการตอบโต้ รัสเซีย (Russia) จึงยกระดับมาตรการถล่มโจมตีทางอากาศต่อเขตเมืองหลวงและหัวเมืองสำคัญของยูเครนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมาได้ทำการโจมตีโดนวิหารเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 1,000 ปีในกรุงเคียฟ (Kyiv) ซึ่งวิหารนี้เปรียบเสมือนจุดกำเนิดและศูนย์รวมจิตใจหลักของนิกายออร์โธดอกซ์ของทั้งชาวรัสเซียและชาวยูเครน
ด้าน คายา คัลลาส (Kaja Kallas) หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) แถลงว่ามีเพียงมาตรการส่งมอบความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ยูเครน (Ukraine) อย่างต่อเนื่องและการเพิ่มน้ำหนักจำกัดสิทธิ์ทางเศรษฐกิจการค้าต่อรัฐบาลมอสโก (Moscow) เท่านั้นที่จะสามารถหยุดยั้งปฏิบัติการทางทหารอันป่าเถื่อนของรัสเซียได้
"ในวันนี้ ฉันจะเสนอมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อกลุ่มธุรกิจเพิ่มเติมที่มีบทบาทสนับสนุนระบบอุตสาหกรรมทางการทหารของรัสเซีย (Russia) เพื่อตอบโต้เหตุการณ์สลดในครั้งนี้" คายา คัลลาส (Kaja Kallas) โพสต์ผ่านสื่อออนไลน์ส่วนตัว "ยิ่งมอสโกโจมตีใส่กลุ่มพลเรือนผู้บริสุทธิ์มากเท่าใด มาตรการและการดำเนินการคว่ำบาตรก็ต้องทวีความเข้มข้นขึ้นมากเท่านั้น"
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) ได้พยายามเสนอแนวทางการเปิดโต๊ะเจรจากับประธานาธิบดีปูติน (Vladimir Putin) เพื่อแสวงหาช่องทางยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี ทว่าข้อเสนอดังกล่าวกลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยจากผู้นำแห่งรัสเซียมาโดยตลอด
ทั้งนี้ ปฏิบัติการโจมตีของรัสเซีย (Russia) ได้พรากชีวิตพลเรือนชาวยูเครนไปเป็นจำนวนหลายพันคนแล้วนับตั้งแต่การประกาศส่งทหารรุกรานยูเครน (Ukraine) อย่างเต็มรูปแบบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2022
แม้ว่าทางการรัฐบาลมอสโก (Moscow) จะปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการจงใจโจมตีกลุ่มพลเรือน แต่ยืนยันว่าการโจมตีกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานและระบบประปาถือเป็นสิ่งชอบธรรมตามหลักสงคราม เนื่องจากมีส่วนช่วยบั่นทอนขีดความสามารถและทรัพยากรในการทำสงครามของยูเครน (Ukraine) ขณะเดียวกัน ยูเครนเองก็พยายามขยายปฏิบัติการตอบโต้ข้ามแดนเข้าไปยังพื้นที่ของรัสเซียรวมถึงเขตยึดครองของรัสเซียในขนาดปฏิบัติการที่ย่อมกว่าอย่างสม่ำเสมอ
รายงานวิเคราะห์ล่าสุดจากสถาบันวิจัยคลังสมองของสหรัฐฯ อย่าง (CSIS) ระบุสถิติว่า สงครามครั้งนี้ส่งผลให้กองทัพรัสเซีย ต้องสูญเสียกำลังพล (รวมทหารที่เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายระหว่างรบ) สูงถึงประมาณ 1.4 ล้านนาย เปรียบเทียบกับฝั่งของกองทัพยูเครน ( ที่สูญเสียกำลังพลประมาณ 600,000 นาย
โดยทางสถาบันวิจัยความมั่นคง CSIS ประเมินเพิ่มเติมว่า ยอดผู้เสียชีวิตเฉพาะที่เป็นทหารรัสเซียมีจำนวนระหว่าง 400,000 ถึง 450,000 นาย ขณะที่ทหารฝั่งยูเครน (Ukraine) เสียชีวิตไปประมาณ 125,000 ถึง 150,000 นาย ซึ่งหากย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับรายงานประเมินก่อนหน้านี้ของสถาบันฯ เมื่อช่วงเดือนมกราคม ยอดผู้เสียชีวิตที่เป็นทหารฝั่งรัสเซียเพิ่งจะถูกประเมินไว้ที่ประมาณ 325,000 นายเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความรุนแรงและอัตราการสูญเสียกำลังพลที่ก้าวกระโดดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/tet1f?utm_source=copy-link&utm_campaign=3359095&utm_medium=share