.
ผู้อำนวยการ CIA เตือน AI อาจกลายเป็น "อาวุธนิวเคลียร์ดิจิทัล"
2-7-2026
ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) จอห์น แรตคลิฟฟ์ (John Ratcliffe) กล่าวเตือนว่า เครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจมีอานุภาพเทียบได้กับ "อาวุธนิวเคลียร์ในโลกดิจิทัล" (Digital Nuclear Weapons) และอาจยิ่งกระตุ้นการแข่งขันและความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจของโลก
แรตคลิฟฟ์กล่าวเมื่อวันอังคารระหว่างการประชุม Amazon Web Services (AWS) Summit ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเขาได้กล่าวถึงความพยายามของ CIA ในการเร่งจัดหาเทคโนโลยีจากภาคเอกชนมาใช้ในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน
"เครื่องมือ AI จะยิ่งเพิ่มเดิมพันในการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่แข่งทุกประเทศ" แรตคลิฟฟ์กล่าว พร้อมเสริมว่า "การเปรียบเทียบขีดความสามารถของ AI ว่าเป็นเสมือนอาวุธนิวเคลียร์ดิจิทัลนั้น ไม่ใช่การกล่าวเกินจริง" โดยอ้างถึงการหารือภายในรัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
เขายังกล่าวหาว่าประเทศคู่แข่งของสหรัฐฯ "พยายามขโมยและบิดเบือนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอเมริกา เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง"
ความหวังว่าสหรัฐฯ จะครองความเป็นผู้นำด้าน AI
การคาดการณ์ว่า AI จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด รวมถึงความสามารถในการเจาะระบบคอมพิวเตอร์ (Hacking) ถือเป็นประเด็นสำคัญของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลกมาโดยตลอด
เมื่อเดือนที่ผ่านมา พันธมิตรข่าวกรอง Five Eyes ซึ่งประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ออกคำเตือนว่า โมเดล AI ระดับแนวหน้าจะ "ก้าวล้ำเกินกว่าที่อุตสาหกรรมคาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน และจะเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถด้านการโจมตีและการป้องกันทางไซเบอร์อย่างสิ้นเชิง" พร้อมระบุว่า "กรอบเวลาไม่ใช่หลายปี แต่เป็นเพียงไม่กี่เดือน"
ด้าน มาร์ก วอร์เนอร์ (Mark Warner) วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากรัฐเวอร์จิเนีย ก็แสดงความกังวลในระหว่างการประชุมของคณะกรรมาธิการข่าวกรอง โดยกล่าวว่า โจชัว รัดด์ (Joshua Rudd) ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) ได้แจ้งกับเขาว่า โมเดล Mythos 5 ของบริษัท Anthropic "สามารถเจาะเข้าสู่ระบบลับเกือบทั้งหมดของเราได้ ไม่ใช่ภายในหลายสัปดาห์ แต่ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง"
อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า คำอธิบายดังกล่าวเป็นการสรุปให้เข้าใจง่ายเกินไป เพราะการทดสอบของ NSA เป็นการทดลองในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไว้ เพื่อประเมินความสามารถของ AI ในการค้นหาช่องโหว่ด้านความมั่นคงไซเบอร์ ไม่ใช่การแฮ็กระบบจริง
ความหวังและความเสี่ยงของอุตสาหกรรม AI สหรัฐฯ
การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม AI ในสหรัฐฯ ตั้งอยู่บนความคาดหวังว่าจะสามารถสร้างผลกำไรมหาศาลในอนาคต เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ที่หลั่งไหลเข้าสู่ภาคส่วนนี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ากระแส AI อาจกำลังอยู่ในภาวะ ฟองสบู่ทางการเงิน (Financial Bubble) และเตือนว่า หากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ไม่สามารถครองความเป็นผู้นำของตลาดโลกได้ ฟองสบู่นี้อาจแตกในอนาคต
ขณะเดียวกัน คำทำนายหลายอย่างเกี่ยวกับศักยภาพของ AI ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง แม้ AI รุ่นปัจจุบันจะมีความสามารถโดดเด่นด้านการเขียนโปรแกรมและการวิเคราะห์ข้อมูล แต่เทคโนโลยี การขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully Autonomous Driving) ยังล่าช้ากว่ากำหนดเวลาที่ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เคยประกาศไว้หลายปี
"ช่วงเวลาแบบ DeepSeek" กำลังท้าทายความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญต่อความพยายามของสหรัฐฯ ในการรักษาความเป็นผู้นำด้าน AI คือการแข่งขันจากต่างประเทศที่สามารถพัฒนา AI ที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกัน แต่ใช้ต้นทุนต่ำกว่ามาก
เมื่อเดือนมกราคม 2025 แอปพลิเคชัน DeepSeek จากจีนสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการ AI หลังจากโมเดล R1 และ V3 แสดงประสิทธิภาพที่เทียบเคียงได้กับโมเดลของ ChatGPT และคู่แข่งจากสหรัฐฯ แต่มีต้นทุนในการพัฒนาต่ำกว่ามาก เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าบริษัทจีนรายนี้อาศัยผลงานของบริษัทอเมริกันในการพัฒนาโมเดลของตน
ต่อมาในช่วงกลางเดือนมิถุนายน บริษัทจีน Zhipu ได้เปิดตัวโมเดลผู้ช่วยเขียนโปรแกรมรุ่นใหม่ GLM-5.2 ซึ่งหนังสือพิมพ์ South China Morning Post ระบุว่าเป็นอีกหนึ่ง "ช่วงเวลาแบบ DeepSeek" โดย แมตต์ เวลโลโซ (Matt Velloso) อดีตรองประธานของ Meta Platforms และ Google DeepMind กล่าวว่า GLM-5.2 เป็น "โมเดลโอเพนซอร์สตัวแรกที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน"
นอกจากนี้ จีนยังเร่งพัฒนาศักยภาพในการผลิต ชิปประมวลผลขั้นสูง (Advanced Microchips) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มาตรการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ มีประสิทธิภาพลดลงในการชะลอความก้าวหน้าของคู่แข่ง อีกทั้งจีนยังมีความได้เปรียบด้านกำลังการผลิตพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาและการใช้งาน AI ในระดับขนาดใหญ่.
ที่มา RT