.
ทรัมป์ขู่ใช้กำลังทหาร “ล้มระบอบอิหร่าน” หลังเหตุปะทะเดือดและโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
29-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐอเมริกา (US) ประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีคลังเก็บขีปนาวุธและโดรน รวมถึงสถานีเรดาร์ชายฝั่งของประเทศอิหร่าน (Iran) เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้กับสหรัฐฯ โดยทรัมป์ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า "อาจถึงจุดที่เราไม่สามารถใช้เหตุผลได้อีกต่อไป และจะถูกบังคับให้ใช้กำลังทหารเพื่อปิดฉากภารกิจที่เราเริ่มต้นไว้อย่างประสบความสำเร็จ และหากสิ่งนั้นเกิดขึ้น สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (Islamic Republic of Iran) จะไม่มีอยู่ต่อไป"
ท่าทีที่แข็งกร้าวของผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) รายงานว่ากองกำลังอเมริกันได้โจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน ภายหลังได้รับรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) โดยระบุว่ากองกำลังอิหร่านได้ใช้โดรนโจมตีเรือ M/T Kiku ซึ่งติดธงปานามา (Panama) ขณะกำลังแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าวพร้อมน้ำมันดิบกว่า 2 ล้านบาร์เรล เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
ทางด้านสำนักงานความมั่นคงทางทะเล UKMTO ของประเทศอังกฤษ (UK) รายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวได้รับความเสียหายบริเวณสะพานเดินเรือ แต่ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย ขณะที่ศูนย์ข้อมูลความมั่นคงทางทะเลร่วม (Joint Maritime Information Centre) ได้ประกาศยกระดับเตือนภัยความมั่นคงขึ้นอีกครั้ง แม้อิหร่านจะไม่ได้แสดงความเห็นโดยตรงต่อรายงานการโจมตีเรือ แต่สถานีโทรทัศน์ของรัฐระบุว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Revolutionary Guards) ได้ยิง "กระสุนเตือน" ใส่เรือที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบ และในขณะนี้กำลังบังคับให้เรือทุกลำต้องขออนุญาตจากอิหร่านก่อนผ่านเส้นทางดังกล่าว
กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านแถลงว่าได้เปิดฉากโจมตี "เพื่อป้องกันตัว" ต่อเป้าหมายทางทหารที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ในขณะที่ประเทศบาห์เรน (Bahrain) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการทหารเรือสหรัฐฯ ประจำภูมิภาค ก็รายงานว่าถูกโดรนอิหร่านโจมตีเช่นกัน ทั้งนี้ อิหร่านยังได้กล่าวหาว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงชั่วคราว โดยเฉพาะการไม่สามารถรักษาการหยุดยิงในประเทศเลบานอน (Lebanon) ซึ่งถูกประเทศอิสราเอล (Israel) พันธมิตรของสหรัฐฯ รุกรานเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah)
แม้จะมีการประกาศหยุดยิงผ่านการไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่ผลกระทบในพื้นที่ยังคงจำกัด เนื่องจากอิสราเอลยืนกรานว่าจะไม่ถอนทหารออกจากดินแดนที่ยึดครอง และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ก็ปฏิเสธที่จะวางอาวุธ ตอกย้ำด้วยท่าทีของ นาอิม คัสเซม (Naim Qassem) ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่ปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าวว่า "เป็นโมฆะ" ในขณะที่ โมห์เซน เรซาอี (Mohsen Rezaei) ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวหาวอชิงตันว่าละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยการสนับสนุนกองกำลังตัวแทนในภูมิภาค
วิกฤตความขัดแย้งที่ขยายตัวส่งผลต่อเสถียรภาพของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 1 ใน 5 ของโลก โดยสหรัฐฯ พยายามผลักดันให้เรือสินค้าใช้เส้นทางเดินเรือด้านใต้เลียบชายฝั่งประเทศโอมาน (Oman) ในขณะที่อิหร่านต้องการบังคับให้เรือใช้เส้นทางด้านเหนือที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของตน เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทาง ทางด้าน เจ.ดี. แวนซ์ (J.D. Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจา ย้ำว่าสหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด พร้อมเตือนว่า "หากมีความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการใช้บันทึกความเข้าใจ ก็สามารถพูดคุยกันได้ แต่ความรุนแรงจะถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรง"
ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ขณะที่ตลาดปิดทำการ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาขู่ตอบโต้กันโดยยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลกในทันที อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันที่กำลังปรับตัวลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจเผชิญกับความผันผวนครั้งใหญ่เมื่อเปิดทำการในวันจันทร์นี้ หากสถานการณ์ความมั่นคงในเส้นทางสายพลังงานโลกยังคงไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/l8uk8?utm_source=copy-link&utm_campaign=3358609&utm_medium=share_widget