.
ทำไมสหรัฐฯ จึงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนตอนใต้ของอิหร่าน? กำลังเตรียมทัพภาคพื้นดินและเพื่อบีบเตหะรานกลับสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่?
18-7-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า นักวิเคราะห์ประเมินว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯ อาจมีเป้าหมายตั้งแต่การตัดขีดความสามารถด้านลำเลียงและโลจิสติกส์ของอิหร่าน ไปจนถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อเตหะรานในสมรภูมิช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกันก็จุดกระแสถกเถียงเรื่องกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและความเสี่ยงของสงครามเต็มรูปแบบ
เนื้อข่าว
สหรัฐฯ (US) ได้ขยายปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยเตหะรานกล่าวหาว่าวอชิงตันกำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีต่อเนื่องเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า สถานีรถไฟและย่านที่อยู่อาศัยตกเป็นเป้าการโจมตี ขณะที่สะพาน ระบบน้ำ โรงเก็บอาหาร และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอื่นๆ ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน การโจมตีระลอกล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวกับ Fox News ว่า สหรัฐฯ จะมุ่งเป้าไปยังภาคพลังงานของอิหร่านในท้ายที่สุด โดยระบุว่าจะ “เก็บเป้าหมายด้านพลังงานไว้เป็นลำดับสุดท้าย”
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่อกองทัพอิหร่านระบุเมื่อวันศุกร์ว่าได้โจมตีเครื่องบินสหรัฐฯ ที่ฐานทัพแห่งหนึ่งในบาห์เรน ขณะที่คูเวตระบุว่ากำลังตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน และมีการเปิดใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศอีกครั้งในบาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และจอร์แดน
การสู้รบรอบใหม่เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากวอชิงตันและเตหะรานลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อขยายเวลาข้อตกลงหยุดยิงเดือนเมษายน และวางกรอบการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน อย่างไรก็ดี นับจากนั้นทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันและกันว่าละเมิดข้อตกลง
อีกด้านหนึ่ง การโจมตีชุดล่าสุดยังเกิดขึ้นพร้อมกับความเผชิญหน้าที่ขยายตัวในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หลังอิหร่านประกาศว่าจะปิดกั้นการเดินเรือที่มุ่งเข้าสู่เส้นทางน้ำยุทธศาสตร์ดังกล่าว ภายหลังโอมานประกาศเส้นทางขนส่งทางเรือใหม่ ขณะที่สหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือที่เดินทางเข้า–ออกท่าเรือและชายฝั่งของอิหร่าน
เมื่อการโจมตีเริ่มกระทบโครงสร้างพื้นฐานที่พลเรือนใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น คำถามสำคัญจึงตามมาว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของวอชิงตันคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นการลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน บีบให้กลับสู่โต๊ะเจรจา ปูทางสำหรับการปฏิบัติการภาคพื้นดิน หรือเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองผ่านการทำลายระบบที่รองรับชีวิตประจำวันของประชาชน
พื้นที่ถูกโจมตี
ชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่านตกเป็นเป้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยการโจมตีของสหรัฐฯ ขยายวงไปยังโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัด Hormozgan และพื้นที่ใกล้เคียง มีรายงานแรงระเบิดใน Ahvaz, Qeshm, Bushehr, Dashti, Bostan, Sirik และ Bandar-e Lengeh ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่าความเสียหายในรอบล่าสุดรุนแรงกว่าการโจมตีครั้งก่อนๆ
Bandar Abbas ซึ่งเป็นฐานทัพเรือหลักของอิหร่านและตั้งอยู่ริมช่องแคบฮอร์มุซ เป็นหนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด สื่ออิหร่านรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 8 คน หลังสหรัฐฯ โจมตีสะพาน Kahurestan และพื้นที่อยู่อาศัยในเมืองดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสถานีรถไฟได้รับความเสียหาย และหอส่งสัญญาณโทรคมนาคมเหนือเมืองถูกโจมตีจนทำให้ไฟฟ้าดับในพื้นที่โดยรอบ
เจ้าหน้าที่จังหวัด Hormozgan ระบุว่า มีสะพาน 6 แห่งถูกโจมตีบนเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เชื่อม Bandar Abbas กับเมืองใกล้เคียง ได้แก่ สะพาน Gariyeh บนเส้นทาง Bandar Abbas-Khamir-Lar สะพานใกล้หมู่บ้าน Latidan สะพาน 2 แห่งบนถนน Kahurestan-Lar สะพานที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนแนว Bandar Khamir-Keshar-Bandar Abbas และสะพานในหมู่บ้าน Maroo
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังระบุว่า Iranshahr Airport ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่านได้รับความเสียหายและเกิดไฟฟ้าดับ ขณะที่ในจังหวัด Semnan อาคารหลักของสนามบินพลเรือนแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อเวลา 21.00 น. ตามเวลา EDT วันพุธ หรือตรงกับ 01.00 น. GMT วันพฤหัสบดี
ยังมีรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ กระทบโรงงานผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดใน Dehloran จังหวัด Ilam และพื้นที่รอบ Khondab ในจังหวัด Markazi ซึ่งเป็นที่ตั้งของ heavy-water facility แห่งหนึ่งของอิหร่านที่เคยตกเป็นเป้าหมายมาก่อน
ภาคสาธารณสุขก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยมีการอพยพผู้ป่วยมากกว่า 200 คนออกจาก Baghaei Specialised Hospital หลังการโจมตีใน Ahvaz ทำให้โรงพยาบาลไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ ตามคำกล่าวของผู้อำนวยการโรงพยาบาล เรซา บาซาร์ (Reza Bazar) แม้สื่ออิหร่านจะระบุว่าไม่มีผู้เสียชีวิตภายในโรงพยาบาลก็ตาม
การโจมตีระลอกล่าสุดยังเกิดขึ้นบนฉากหลังของหนึ่งในเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ การโจมตีด้วยขีปนาวุธแบบ double-tap missile strike ได้ทำลายโรงเรียนประถมหญิง Shajareh Tayyebeh ในเมือง Minab คร่าชีวิตอย่างน้อย 150 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กและบุคลากรโรงเรียน ตามข้อมูลของทางการอิหร่าน ขณะที่การสอบสวนของ The New York Times ระบุว่าสหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบ
ประเด็นกฎหมาย
อิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าก่ออาชญากรรมสงครามจากการโจมตีระลอกล่าสุด โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) ระบุว่าการโจมตี “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ” รวมถึงการข่มขู่ซ้ำๆ ว่าจะโจมตีสะพานและสถานที่ด้านพลังงาน สะท้อน “เจตนาร้ายของชนชั้นนำผู้ปกครองสหรัฐฯ ในการก่ออาชญากรรมอันโหดเหี้ยม”
ในแถลงการณ์ผ่าน Telegram อารักชีระบุว่า การโจมตีดังกล่าวเป็น “การละเมิดอย่างชัดแจ้งต่อกฎบัตรสหประชาชาติและหลักพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ” และเข้าข่าย “อาชญากรรมระหว่างประเทศร้ายแรง” ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาเจนีวาทั้ง 4 ฉบับ ปี 1949 พร้อมย้ำว่ารัฐบาลทุกประเทศมีพันธกรณีต้องดำเนินคดีและลงโทษผู้ที่ก่ออาชญากรรมลักษณะนี้
อย่างไรก็ตาม การชี้ขาดว่าการโจมตีเหล่านี้ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงหลายด้านที่มักประเมินได้ยากในระหว่างที่ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่ ภายใต้อนุสัญญาเจนีวา วัตถุพลเรือนได้รับความคุ้มครองจากการโจมตี เว้นแต่จะมีส่วนสนับสนุนต่อการปฏิบัติการทางทหาร
ประเด็นนี้ทำให้เกิด “พื้นที่สีเทา” ทางกฎหมาย ซึ่งกองทัพมักใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการโจมตีแบบเรียลไทม์ แม้ในภายหลังจะถูกมองว่าอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม โจเอล เรย์เบิร์น (Joel Rayburn) พันเอกเกษียณของกองทัพบกสหรัฐฯ และนักวิจัยอาวุโสจาก Hudson Institute ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า ทนายความทางทหารของ US Central Command (CENTCOM) และหน่วยงานอื่นๆ อาจอนุมัติเป้าหมายเหล่านี้ในฐานะ “เป้าหมายสองใช้” หรือ dual-use ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่อาจมีการใช้ประโยชน์ทางทหารด้วย
ด้านอิหร่านชี้ไปที่ตัวเลขความสูญเสียเพื่อยืนยันว่า พลเรือนเป็นฝ่ายรับภาระหนักจากปฏิบัติการของสหรัฐฯ โดยระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 3,468 คน ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึง 7 มิถุนายน ในระยะแรกของสงคราม และหลังการสู้รบปะทุขึ้นอีกครั้งภายหลังการพบหารือระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน มีพลเรือนเสียชีวิตเพิ่มอีก 38 คน และบาดเจ็บมากกว่า 400 คน
เป้าหมายยุทธศาสตร์
รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า ปฏิบัติการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อลดศักยภาพของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก โดย CENTCOM ระบุซ้ำหลายครั้งว่า เป้าหมายของปฏิบัติการคือ “ศูนย์บัญชาการของอิหร่าน สถานีป้องกันภัยทางอากาศ ศักยภาพด้านขีปนาวุธและโดรน และระบบเฝ้าระวังชายฝั่ง” ที่ใช้คุกคามเรือในเส้นทางดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การโจมตีระลอกล่าสุดกลับขยายไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนมากขึ้น จนทำให้เกิดคำถามว่า สหรัฐฯ กำลังใช้ยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่าการลดทอนกำลังทหารหรือไม่ มาร์ก ฮิลบอร์น (Mark Hilborne) อาจารย์อาวุโสจาก School of Security Studies แห่ง King’s College London ระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะพยายามอธิบายว่าเป้าหมายจำนวนมากมี “ประโยชน์ใช้สอยทางทหาร” ควบคู่กับการใช้งานพลเรือน แต่การโจมตีลักษณะนี้ “ย่อมส่งผลกระทบต่อพลเรือน” และ “เกินเลยจากกรอบเป้าหมายทางทหารล้วนๆ”
ฮิลบอร์นระบุว่า สะพานเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก เพราะมีบทบาทสำคัญต่อโลจิสติกส์และการลำเลียงทางทหารของอิหร่านในภาคใต้ โดยช่วยให้อิหร่านสามารถขนย้ายอุปกรณ์ลงสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์และคงปฏิบัติการในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้ การโจมตีสะพานจึงเท่ากับบั่นทอนขีดความสามารถดังกล่าว
เขายังชี้ว่า สะพานอีกแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่านที่ถูกโจมตีเมื่อต้นเดือน เป็นส่วนหนึ่งของระเบียงการค้าที่เชื่อมโยงกับ Belt and Road Initiative ของจีน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เพราะช่วยให้อิหร่านลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรผ่านการค้ารวมถึงการส่งออกน้ำมัน อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหาว่าชิ้นส่วนสำคัญในโครงการอาวุธของอิหร่านเดินทางผ่านเส้นทางนี้ด้วย
ในมุมของฮิลบอร์น เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ของการโจมตีเหล่านี้จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล การบั่นทอนโลจิสติกส์ทางทหาร และการเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านเพื่อผลักให้กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา
ทำไมภาคใต้จึงสำคัญ
พื้นที่โจมตีจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ที่ Bandar Abbas ซึ่งเป็นฐานของทั้งกองทัพเรือปกติของอิหร่านและกองกำลังเรือของ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) เมืองนี้ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอ่าวเปอร์เซีย และมีบทบาททั้งเชิงทหารและเศรษฐกิจ เพราะในอดีตกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อเล็กซ์ อัลฟีรราซ เชียส์ (Alex Alfirraz Scheers) นักวิเคราะห์การทหารจากลอนดอน มองว่าการขยายปฏิบัติการไปไกลกว่าสถานที่ทางทหารแบบดั้งเดิม อาจสะท้อนการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเตรียมการสำหรับปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบจำกัดในจุดยุทธศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะขยายเข้าสู่ดินแดนส่วนอื่นของอิหร่าน
การโจมตีที่ขยายไปถึงสะพาน เส้นทางคมนาคม ระบบน้ำ โรงเก็บอาหาร และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ยังทำให้เกิดข้อสังเกตว่า ทรัพยากรเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญ หากสหรัฐฯ ต้องการเตรียมการสำหรับการปฏิบัติการภาคพื้นดินในตอนใต้ของอิหร่าน
อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ไซมอน แมบอน (Simon Mabon) จาก Lancaster University มองว่า แม้รูปแบบการโจมตีอาจถูกตีความได้ว่าเป็น “สัญญาณนำ” ของการรุกรบภาคพื้นดิน แต่เขาไม่เชื่อว่านี่คือฉากทัศน์ที่มีแนวโน้มมากที่สุด เพราะจะก่อให้เกิดหายนะอย่างรุนแรงและสะท้อนการอ่านสถานการณ์ผิดพลาดของสหรัฐฯ
แมบอนประเมินว่า ในระยะนี้ การโจมตีมีแนวโน้มถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อเตหะรานและบีบให้กลับสู่โต๊ะเจรจามากกว่า พร้อมเตือนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนไม่จำเป็นต้องทำให้ประชาชนอิหร่านหันหลังให้รัฐบาล ตรงกันข้าม อาจยิ่งเสริม narrative ของเตหะรานที่กล่าวหาว่าวอชิงตันจงใจสร้างความทุกข์ยากให้พลเรือนอิหร่าน
เขายังเตือนด้วยว่า วาทกรรมจากทรัมป์อาจบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ที่มืดมนยิ่งขึ้น หากเป้าหมายการโจมตีขยับจากสถานที่ทางทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนอิหร่านโดยตรง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/id5bkd