.

หุ้น "Magnificent Seven" รวมกันสูญเสียมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
4-4-2025
หุ้น "Magnificent Seven" รวมกันสูญเสียมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญที่น่าตกตะลึง ตอกย้ำว่าการเปิดตัวนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทำลายตลาดการเงินอย่างไร
เมื่อรวมกัน หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เจ็ดตัวที่ประกอบด้วยดัชนีที่ได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดสูญเสียมูลค่าตลาดประมาณ 1.03 ล้านล้านดอลลาร์ ตามการวิเคราะห์ของ CNBC จากการซื้อขายในวันพฤหัสบดี โดยรวมแล้ว ดัชนี Magnificent Seven ของ CNBC ร่วงลงมากกว่า 6% ในวันซื้อขายนั้น
หุ้นเทคโนโลยีนำการเทขายในตลาดที่กว้างขวางและรุนแรง เนื่องจากการเปิดเผยนโยบายภาษีที่รอคอยมานานของทรัมป์สร้างบรรยากาศที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง ดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นเทคโนโลยีร่วงลงประมาณ 6% ซึ่งเป็นเซสชันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 (2020)
แผนของทรัมป์รวมถึงการเก็บภาษี 46% จากเวียดนาม และ 32% จากไต้หวัน ซึ่งเป็นสองในหลายประเทศที่ขณะนี้ต้องเผชิญกับภาษีพิเศษสำหรับการส่งออกไปยังสหรัฐ
แอปเปิล
นำกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ในการร่วงลง โดยลดลงมากกว่า 9% ท่ามกลางความกังวลว่านโยบายภาษีที่ครอบคลุมของทรัมป์จะกระทบยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีส่วนบุคคล เนื่องจากการผลิตในต่างประเทศ แอปเปิลมีการเทรดวันที่แย่ที่สุดในรอบกว่า 5 ปีครึ่ง
อเมซอน
ร่วงลงประมาณ 9% ซึ่งเป็นการลดลงในวันเดียวที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 (2022) หลังจากที่ทรัมป์ลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อยุติช่องโหว่การค้าแบบ de minimis ซึ่งอนุญาตให้สินค้าที่มีมูลค่าน้อยกว่า 800 ดอลลาร์เข้าสู่สหรัฐโดยไม่ต้องเสียภาษี การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม
เอ็นวิเดีย
ยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์และขวัญใจนักลงทุนรายย่อย ร่วงลงมากกว่า 7% ทรัมป์เคยเสนอแนวคิดเรื่องภาษีสำหรับเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมอื่นๆ มาก่อนหน้านี้
ในด้าน AI เช่นกัน ไมโครซอฟท์
ถอยกลับมากกว่า 2% หลังจาก Bloomberg News รายงานว่าบริษัทกำลังชะลอโครงการศูนย์ข้อมูลทั่วโลก
แดน ไอฟส์ นักวิเคราะห์เทคโนโลยีชื่อดังจาก Wedbush เรียกแผนภาษีของทรัมป์ว่า "แย่ยิ่งกว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุด" ในบันทึกถึงลูกค้า เขากล่าวว่าคาดว่าประเทศต่างๆ จะสามารถทำข้อตกลงเพื่อลดภาษีของตนได้อย่างรวดเร็ว แต่เตือนว่าสหรัฐจะเผชิญกับ "หายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดจากตัวเอง" หากภาษีคงอยู่ตามที่นำเสนอในตอนแรก
แต่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวส่วนใหญ่ได้ปัดความกังวลว่านโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์กำลังทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วน รัฐมนตรีคลัง สกอตต์ เบสเซนต์ กล่าวเมื่อวันพุธว่าการลดลงครั้งใหญ่ของตลาดที่เห็นเมื่อเร็วๆ นี้ควรอ้างถึงผลการดำเนินงานที่ย่ำแย่ของบริษัทเทคโนโลยี หลังจากการเปิดตัวโมเดล AI โดยสตาร์ทอัพจีน DeepSeek ในเดือนมกราคม ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับวอลล์สตรีทและซิลิคอนแวลลีย์ "ผมพยายามเป็นรัฐมนตรีคลัง ไม่ใช่นักวิจารณ์ตลาด" เบสเซนต์กล่าวในรายการ Bloomberg TV คืนวันพุธ "สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นคือ โดยเฉพาะ Nasdaq พุ่งถึงจุดสูงสุดในวัน DeepSeek ดังนั้นนั่นเป็นปัญหาของ Mag 7 ไม่ใช่ปัญหาของ MAGA"
หุ้นร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดี ส่งดัชนี S&P 500 กลับเข้าสู่เขตปรับฐานด้วยการสูญเสียในวันเดียวที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 (2020) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยภาษีที่ครอบคลุม เพิ่มความเสี่ยงของสงครามการค้าโลกที่อาจผลักดันเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
ดัชนีตลาดกว้างร่วงลง 4.84% และปิดที่ 5,396.52 ซึ่งเป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 (2020) ดัชนี Dow Jones Industrial Average ร่วงลง 1,679.39 จุด หรือ 3.98% ปิดที่ 40,545.93 และบันทึกเซสชันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 (2020) ดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 5.97% และปิดที่ 16,550.61 ซึ่งเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 (2020) การร่วงลงของหุ้นเป็นวงกว้าง โดยหุ้นกว่า 400 ตัวในดัชนี S&P 500 บันทึกการขาดทุน
การเคลื่อนไหวในวันพฤหัสบดีส่งดัชนี S&P 500 ลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อนที่ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ดัชนีมาตรฐานนี้ขณะนี้อยู่ห่างจากจุดปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ประมาณ 12%
ในวันพฤหัสบดี ประธานาธิบดีรับทราบถึงการเทขายในตลาดและเปรียบเทียบการบังคับใช้ภาษีเหมือน "การผ่าตัด เหมือนตอนที่ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัด" "ตลาดจะเฟื่องฟู หุ้นจะเฟื่องฟู ประเทศจะเฟื่องฟู และที่เหลือของโลกอยากเห็นว่ามีวิธีใดบ้างที่พวกเขาจะทำข้อตกลงได้" ทรัมป์กล่าว
ที่มา CNBC
-----------------------------
ผู้บริโภคมะกันอ่วม!รีดภาษีทำสินค้าในสหรัฐฯแพงขึ้น คาดราคาไอโฟนสูงกว่าเดิมเกือบเท่าตัว
4-4-2025
มาตรการรีดภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลกระทบกับประเทศต่างๆทั่วโลกเท่านั้น โดยชาวอเมริกาก็อาจต้องเจอแรงกระแทกไม่ต่างกัน ท่ามกลางความคาดหมายว่าสินค้าทั้งหลายนั้นจะแพงขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะไอโฟน ตามรายงานของรอยเตอร์ในวันพฤหัสบดี(3เม.ย.)
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดมาตรการรีดภาษีอย่างกว้างขวางเล่นงานประเทศต่างๆทั่วโลก ที่อาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการค้าโลกอย่างน่าตกตะลึง และบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆอย่างไอโฟน อาจได้รับผลกระทบหนกหน่วงที่สุด จากความเห็นของนักวิเคราะห์ในวันพฤหัสบดี(3เม.ย.) โดยมีสิทธิ์ที่ราคาจะถูกปรับขึ้น 30% ถึง 40% หากว่าบริษัทแห่งนี้เลือกที่จะส่งต่อต้นทุนไปยังผู้บริโภค
ไอโฟนส่วนใหญ่ยังคงผลิตในจีน ซึ่งถูกรีดภาษี 2 ระลอก รวมแล้ว 54% ถ้ามาตรการรีดภาษีนี้คงอยู่เป็นเวลานาน ทาง แอปเปิล อาจตัดสินใจอย่างอยากลำบาก ในการเลือกดูดซับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้เอง หรือส่งต่อมันไปยังพวกลูกค้า ทั้งนี้หุ้นของบริษัทปิดลบ 9.3% ในวันพฤหัสบดี(3เม.ย.) ถือเป็นวันเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020
แอปเปิล มียอดขายไอโฟนมากกว่า 220 ล้านเครื่องในแต่ละปี โดยตลาดใหญ่ของพวกเขา ประกอบด้วยสหรัฐฯ จีนและยุโรป
สตาร์ทโฟนรุ่นที่ถูกที่สุด "ไอโฟน16" ที่เปิดตัวในสหรัฐฯ ด้วยราคา 799 ดอลลาร์(ราว 27,500 บาท) แต่ราคาอาจพุ่งแตะระดับ 1,142 ดอลลาร์ (ราว 39,000 บาท) ถ้าคำนวณจากการคาดการณ์ของพวกนักวิเคราะห์จากสถาบัน Rosenblatt Securities ที่มองว่าราคาอาจสูงขึ้น 43% ถ้าแอปเปิลเลือกส่งต่อค้นทุนไปยังผู้บริโภค
ส่วนรุ่นที่แพงกว่าอย่าง "ไอโฟน 16 โปรแม็กซ์" ซึ่งปัจจุบันราคาอยู่ที่ 1,599 ดอลลาร์(ราว 55,000บาท) ราคาอาจพุ่งขึ้นไปเกือบๆ 2,300 ดอลลาร์(79,000บาท) ถ้าเลือกส่งต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 43% ไปยังลูกค้า
ครั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ทรัมป์ได้กำหนดมาตรการรีดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอย่างกว้างขวาง ในความพยายามถาโถมแรงกดดันถึงบริษัทสัญชาติสหรัฐฯทั้งหลายกลับมาดำเนินการผลิตในอเมริกาหรือประเทศต่างๆที่อยู่ใกล้เคียง อย่างเช่นเม็กซิโก แต่ แอปเปิล ได้รับข้อยกเว้นและได้รับเอกสิทธิ์ในหลายผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตามคราวนี้ ทรัมป์ ยังไม่ได้อนุมัติข้อยกเว้นใดๆ
ไอโฟน 16e ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ในฐานะรุ่นถูกสุดที่รองรับบางฟีเจอร์ของ Apple Intelligence (AI) มีราคาที่ 599 ดอลลาร์(ราว 20,500บาท) แต่หากมีการปรับขึ้น 43% ราคาของมันจะพุ่งไปแตะระดับ 856 ดอลลาร์(ราว 29,000 บาท) ในขณะที่ราคาอุปกรณ์อื่นๆของแอปเปิล ก็อาจพุ่งขึ้นเช่นกัน
แอปเปิล ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานข่าวนี้ของรอยเตอร์
แองเจโล ซิโน นักวิเคราะห์ด้านหลักทรัพย์ของสถาบัน CFRA Research บอกว่าแอปเปิล จะเจอกับงานที่ยากลำบากในการถ่ายโอนต้นทุนสู่ผุ้บริโภคมากกว่า 5% ถึง 10% "เราคาดหมายว่าแอปเปิลจะชะลอการปรับขึ้นครั้งใหญ่ใดๆในราคาสมาร์ทโฟน จนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ร่วง ตอนที่พวกเขามีคิวเปิดตัวไอโฟน 17" แม้มีการโยกย้ายการผลิตบางส่วนไปยังเวียดนามและอินเดียแล้วก็ตาม แต่ไอโฟนส่วนใหญ่ยังคงผลิตในจีน และประเทศเหล่านั้นเองก็ไม่รอดจากมาตรการรีดภาษีเช่นกัน โดย เวียดนาม โดนไป 46% และ อินเดีย 26%
นีล ชาห์ ผู้ก่อตั้งร่วมของ Counterpoint Research มองว่า แอปเปิล อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์โดยเฉลี่ยอย่างน้อยๆ 30% เชื่อชดเชยภาษีนำเข้า มีความเป็นไปได้ที่การปรับขึ้นราคาอาจบั่นทอนอุปสงค์สมาร์ทโฟน และเปิดทางมอบความได้เปรียบแก่ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ของเกาหลีใต้ เนื่องจากประเทศแห่งนี้เจอมาตรการรีดภาษีต่ำกว่าจีน ดินแดนที่เป็นต้นทางการผลิตของไอโฟนทุกเครื่องที่จำหน่ายในสหรัฐฯ "จากการคำนวณของเราต่อวันปลดปล่อยมาตรการรีดภาษีของทรัมป์ บ่งชี้ว่ามันอาจเป็นการโยนระเบิดใส่แอปเปิล เป็นไปได้ว่ามันจะเพิ่มต้นทุนของบริษัทแห่งนี้ สูงสุด 40,000 ล้านดอลลาร์" Rosenblatt Securities ระบุ อย่างไรก็ตามสถาบันแห่งนี้เน้นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการเจรจากันระหว่างแอปเปิล จีนและทำเนียบขาว
(ที่มา:รอยเตอร์)
https://mgronline.com/around/detail/9680000032087