จีนยังจำเป็นต้องพึ่งระบบดอลลาร์ ควบคู่ขยายระบบCIPS
จีนยังจำเป็นต้องพึ่งระบบดอลลาร์ ควบคู่ขยายระบบ CIPS สร้างเกราะรับมาตรการคว่ำบาตรท่ามกลางสงครามอิหร่าน
28-8-2026
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สหรัฐฯ (US) กำลังขู่ตัดธุรกิจที่ช่วยอิหร่าน (Iran) หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรออกจากระบบการเงินของอเมริกา ซึ่งทำให้ธนาคารของจีน (China) ตกอยู่ในสถานะที่ลำบาก กล่าวคือ ปักกิ่ง (Beijing) สามารถปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ได้ แต่สถาบันการเงินรายใหญ่ของจีนยังคงมีแรงจูงใจอย่างมากที่จะรักษาการเข้าถึงระบบเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) เอาไว้
ประเทศสหรัฐฯ (US) ออกมาขู่ที่จะตัดขาดองค์กรและภาคธุรกิจที่มีส่วนช่วยเหลือประเทศอิหร่าน (Iran) ในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ของประเทศจีน (China) ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากรัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) สามารถปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวได้ ทว่าผู้ให้บริการทางการเงินรายใหญ่ที่สุดของจีนยังคงมีแรงจูงใจอย่างสูงที่จะรักษาการเข้าถึงระบบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (U.S. dollar) ไว้
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศสหรัฐฯ (US) ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า นิติบุคคลหรือองค์กรใดก็ตามที่อำนวยความสะดวกใน "การฟอกเงิน หรือการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรในนามของประเทศอิหร่าน (Iran) เสี่ยงที่จะถูกตัดขาดจากระบบการเงินของสหรัฐฯ" ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" (Economic D-Day) เพื่อตอบโต้ประเทศอิหร่าน (Iran) ตามคำประกาศของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US)
เมื่อถูกถามเจาะจงเกี่ยวกับสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ของประเทศจีน (China) นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ระบุว่า "หากพวกเขาอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมและเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เปลี่ยนน้ำมันดิบของอิหร่านให้กลายเป็นเงินทุนและนำไปสู่การปราบปราม พวกเขาก็จะตกเป็นเป้าหมายการลงโทษ"
ทางด้านประเทศจีน (China) ได้ออกมาระบุเมื่อวันอังคารว่า ทางการจะ "ดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด" เพื่อปกป้องตนเอง
"จีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในหลายโอกาสถึงการคัดค้านอย่างเข้มแข็งต่อมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวอันมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่มีฐานรองรับในกฎหมายระหว่างประเทศหรือปราศจากความเห็นชอบจาก UN Security Council" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของประเทศจีน (China) แถลงเมื่อวันอังคารเพื่อตอบคำถามต่อสื่อมวลชน
ข้อมูลประเมินจากคณะนักวิเคราะห์ของ U.S.-China Economic and Security Review Commission เมื่อเดือนมีนาคมระบุว่า ก่อนเกิดสงคราม ประเทศจีน (China) ได้จัดซื้อน้ำมันดิบส่งออกของประเทศอิหร่าน (Iran) ในสัดส่วนราว 90% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12% ของยอดการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของประเทศจีน (China) ส่งผลให้ประเทศจีนกลายเป็นพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศอิหร่าน (Iran)
ภายใต้ปฏิบัติการที่ถูกขนานนามว่า “Operation Economic Outcast” มาตรการคว่ำบาตรที่ขยายขอบเขตขึ้นของประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ระบุรายชื่อบริษัทและบุคคลจำนวนมากที่มีฐานอยู่ในประเทศจีน (China) โดยกล่าวหาว่ามีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนกองทัพของประเทศอิหร่าน (Iran)
ประเทศสหรัฐฯ (US) ระบุว่าจะกำหนดกรอบเวลาให้แก่ประเทศต่างๆ ในการยุติกิจกรรมที่ถูกระบุชื่อไว้ แต่ไม่ได้เปิดเผยกำหนดวันที่ต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เมื่อสำนักข่าว CNBC สอบถามไปยังกระทรวงการต่างประเทศของจีนเกี่ยวกับการสื่อสารเรื่องกรอบเวลาดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยว่ากำลังเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งย้ำเตือนว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) จะปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
การแสดงท่าทีอย่างแข็งกร้าวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่การประชุมสุดยอดผู้นำ (Summit) ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน (China) กำลังจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ย้ำว่า ประเทศจีน (China) จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาสถานะให้อยู่ในระบบการเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (U.S. dollar) ต่อไป แม้ว่าประเทศสหรัฐฯ (US) จะยกระดับเกณฑ์และสร้างเงื่อนไขที่ยากขึ้นสำหรับประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ที่ต้องการใช้สกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้ชาติเหล่านี้เร่งกระจายความเสี่ยงทางการเงิน นอกจากนี้ ความซับซ้อนของการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีน ยังทำให้การประกาศ "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" กลายเป็นภารกิจที่เต็มไปด้วยความยากลำบากสำหรับคณะผู้บริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
ระบบ CIPS ของจีน เครื่องมือสร้างเกราะป้องกันและกระจายความเสี่ยงจากเงินดอลลาร์
นายปีเตอร์ อเล็กซานเดอร์ (Peter Alexander) กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษา Z-Ben ประจำนครเซี่ยงไฮ้ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า ระบบการชำระเงินระหว่างธนาคารข้ามพรมแดนของประเทศจีน หรือ Cross-Border Interbank Payment System (CIPS) แสดงให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการกระจายความเสี่ยงออกจากระบบการเงินที่มีศูนย์กลางอยู่ที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่ได้เป็นการละทิ้งระบบดอลลาร์ไปทั้งหมด
ธนาคารกลางแห่งประเทศจีน หรือ People’s Bank of China ได้เริ่มพัฒนาระบบ CIPS มาตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่กระทรวงการคลังของประเทศสหรัฐฯ (US) ประกาศคว่ำบาตรธนาคาร Bank of Kunlun ซึ่งเป็นธนาคารขนาดเล็กของประเทศจีน (China) จากกรณีดำเนินกิจกรรมทางการเงินที่มิชอบกับประเทศอิหร่าน (Iran) โดยข้อมูลทางการระบุว่า ยอดการทำธุรกรรมผ่านระบบ CIPS ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 และเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้
ปัจจุบัน ระบบดังกล่าวมอสถาบันการเงินที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกโดยตรง (Direct participating institutions) จำนวน 210 แห่งทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินในเครือของธนาคารรัฐวิสาหกิจจีน
นายปีเตอร์ อเล็กซานเดอร์ (Peter Alexander) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเดือนนี้ ประเทศอาร์เจนตินา (Argentina) และประเทศออสเตรเลีย (Australia) ได้ต่ออายุข้อตกลงแลกเปลี่ยนสกุลเงินทวิภาคี (Bilateral currency swap agreements) ร่วมกับประเทศจีน (China) ซึ่งเปิดทางให้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนเงินหยวน (Yuan) มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ระหว่างกันได้
"ระบบการเงินที่กำลังก่อตัวขึ้นใหม่ ไม่ได้หมายความว่าบรรดาประเทศต่างๆ จะละทิ้งสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ไปโดยสิ้นเชิง" นายปีเตอร์ อเล็กซานเดอร์ (Peter Alexander) ระบุ "แต่มันคือเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical hedging instrument)"
การครองอำนาจของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลจาก Swift ซึ่งเป็นระบบส่งข้อความทางการเงินความปลอดภัยสูงสำหรับระบบธนาคารระหว่างประเทศ ระบุว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (U.S. dollar) ยังคงมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดการชำระเงินทั่วโลกในเดือนกรกฎาคม ขณะที่สกุลเงินหยวน (Yuan) ของประเทศจีน (China) รั้งอันดับ 5 โดยมีสัดส่วนที่ 3.1% ซึ่งลดลงจากระดับมากกว่า 4% ในช่วงต้นปี 2025
สำหรับด้านการเงินเพื่อการค้า (Trade finance) ข้อมูลของ Swift ชี้ว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐครองสัดส่วนเกือบ 80% ในเดือนดังกล่าว ขณะที่สกุลเงินหยวนของจีนตามมาเป็นอันดับสองด้วยสัดส่วน 8.4%
"ประเทศจีน (China) ต้องการที่จะอยู่ในระบบเงินดอลลาร์ต่ออยู่อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการค้าของตน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจีนจะยอมทำทุกอย่างเพื่อปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรที่ขยายตัวขึ้นของประเทศสหรัฐฯ (US)" นายเทียนเฉิน สวี่ (Tianchen Xu) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก The Economist Intelligence Unit ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC
เขาระบุเพิ่มเติมว่า คาดว่าประเทศจีน (China) จะใช้มาตรการควบคุมการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (Rare earth controls) และมาตรการอื่นๆ เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้กับธุรกิจขนาดใหญ่ของจีน
อย่างไรก็ดี ประเทศสหรัฐฯ (US) เองก็ยังมีความต้องการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญ (Critical minerals) ที่ประเทศจีน (China) ครอบครอง ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสร้างแรงจูงใจให้สหรัฐฯ ต้องรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ระหว่างกันไว้
'ทรัมป์-สี จิ้นผิง' ยังคงมีกำหนดการหารือประชุมสุดยอดในเดือนหน้า
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน (China) มีกำหนดจะพบกัน ณ ประเทศสหรัฐฯ (US) ในช่วงปลายเดือนหน้า ต่อเนื่องจากการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง (Beijing) ของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคม โดย นางสาวแดน หวัง (Dan Wang) ผู้อำนวยการฝ่ายประเทศจีนจาก Eurasia Group ระบุว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ที่ขัดขวางหรือทำลายการประชุมสุดยอดดังกล่าว
"หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ไต้หวัน (Taiwan) มากกว่า... ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอิหร่านไม่ได้ใกล้ชิดเหมือนกับที่คนนอกจินตนาการไว้" เธอกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) ได้ยุติการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในประเทศอิหร่าน (Iran) มาตั้งแต่ปี 2018
นางสาวแดน หวัง (Dan Wang) ให้สัมภาษณ์ในรายการ “The China Connection” ของสำนักข่าว CNBC เมื่อวันอังคารว่า การตัดธนาคารขนาดใหญ่ของจีนออกจากระบบ SWIFT จะเพิ่มแรงกดดันในการด้อยค่าของสกุลเงินหยวนอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) "ไม่สามารถยอมรับได้"
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (U.S. dollar index) ได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นราว 1.5% นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
ขณะเดียวกัน สกุลเงินหยวน (Yuan) ของจีน ได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเกือบ 2% เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาดังกล่าว และแข็งค่าขึ้นมากกว่า 3% เมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร (Euro)
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประเทศจีน (China) ได้มีส่วนช่วยคนกลางประสานการเจรจาหารือสันติภาพเบื้องต้นระหว่างประเทศอิหร่าน (Iran) และประเทศสหรัฐฯ (US) ณ ประเทศปากีสถาน (Pakistan)
กระนั้นก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ในขณะนั้นได้ออกมาเตือนว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) ไม่ได้มีศักยภาพหรือความตั้งใจที่จะกดดันฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้ยอมเข้าสู่การเจรจา
"รัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) ยังไม่ได้เริ่มใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดตอบโต้สหรัฐฯ เลยด้วยซ้ำ" นายปีเตอร์ อเล็กซานเดอร์ (Peter Alexander) กล่าว
ส่วนประเด็นการตอบโต้ของประเทศสหรัฐฯ (US) นั้น นายปีเตอร์ อเล็กซานเดอร์ (Peter Alexander) ระบุผ่านอีเมลถึงสำนักข่าว CNBC ว่า "คำถามหลักไม่ใช่เรื่องที่ว่า 'อะไรบ้างที่สามารถทำได้' แต่คำถามที่แท้จริงคือ 'จะมีอะไรถูกลงมือทำจริงๆ หรือไม่' ต่างหาก"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.cnbc.com/2026/08/25/china-iran-us-sanctions-banks-cips.html