'จีน-เนปาล' เผชิญภัยพิบัติหิมาลัย ธารน้ำแข็งถล่ม
'จีน-เนปาล' เผชิญภัยพิบัติหิมาลัย ธารน้ำแข็งถล่มก่อวิกฤตน้ำป่าไหลหลากครั้งใหญ่ ยอดเสียชีวิตพุ่งกว่า 362 ราย สูญหายทะลุ 1,000 คน
28-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ทีมกู้ภัยต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างหนักในการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุโคลนทับถล่มและน้ำป่าไหลหลากขนาดใหญ่ในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศจีน (China) และประเทศเนปาล (Nepal) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 362 ราย และมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 1,000 คน
จนถึงช่วงบ่ายของวันพฤหัสบดี ทางการได้รับการยืนยันยอดผู้เสียชีวิตฝั่งประเทศจีน (China) จำนวน 3 ราย และมีผู้สูญหายอีก 558 คน ขณะที่ฝั่งประเทศเนปาล (Nepal) มีรายงานผู้เสียชีวิตสูงถึง 359 ราย และยังมีผู้สูญหายอย่างน้อย 667 คน
นายหลิน เจี้ยน (Lin Jian) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของประเทศจีน (China) แถลง ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อวันพฤหัสบดีว่า มีพลเมืองชาวจีน "เกือบ 100 คน" สูญหายอยู่ในฝั่งประเทศเนปาล (Nepal) โดยสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศเนปาลกำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อเร่งตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม
สำหรับผู้สูญหายในฝั่งประเทศจีน (China) นั้น ข้อมูลอัปเดตอย่างเป็นทางการเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีจากเมืองชิกัตเซ (Shigatse) ซึ่งเป็นเมืองในเขตปกครองตนเองทิเบตของประเทศจีน (China) ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการด่านตรวจพรมแดนกีรุง (Gyirong) ระบุว่า รวมไปถึงชาวต่างชาติจำนวน 260 คน
นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง (Li Qiang) แห่งประเทศจีน (China) ได้เดินทางถึงด่านตรวจพรมแดนดังกล่าวในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี เพื่ออำนวยการและสั่งการปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยด้วยตนเอง พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่กู้ภัยฉุกเฉินในพื้นที่
ทางด้านสภาการท่องเที่ยวเนปาล (Nepal Tourism Board) เปิดเผยว่า ในบรรดาผู้สูญหายจากเหตุภัยพิบัติครั้งนี้ มีชาวต่างชาติจำนวน 540 คน ซึ่งเดินทางมาจากประเทศต่างๆ มากกว่า 24 ประเทศ
ในจำนวนดังกล่าว เป็นพลเมืองจากประเทศอินเดีย (India) ประมาณ 178 คน, ประเทศสหรัฐฯ (US) 65 คน, ประเทศออสเตรเลีย (Australia) 35 คน, ประเทศอังกฤษ (UK) 33 คน และประเทศแคนาดา (Canada) 25 คน ขณะที่ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ยืนยันว่ามีพลเมืองของตนอยู่ในกลุ่มผู้สูญหายจำนวน 55 คน ทั้งนี้ โฆษกสภาการท่องเที่ยวเนปาลได้เปิดเผยกับสำนักข่าว Associated Press ก่อนหน้านี้ว่า นักท่องเที่ยวที่สูญหายจำนวน 133 คนเป็นผู้แสวงบุญชาวอินเดีย
กระทรวงการจัดการภาวะฉุกเฉินของประเทศจีน (Ministry of Emergency Management) ระบุว่า ทางการจีนได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยมากกว่า 1,500 นาย ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ทหาร และทีมวิศวกร ขณะที่สำนักข่าว CCTV ของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีว่า นายจาง กั๋วชิง (Zhang Guoqing) รองนายกรัฐมนตรีประเทศจีน (China) ได้เดินทางถึงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อบัญชาการปฏิบัติการเช่นกัน ทว่าการก่อตัวของ "ทะเลสาบกั้นน้ำ" (Barrier lake) แห่งใหม่ ได้กลายเป็นอุปสรรคซับซ้อนที่ขัดขวางปฏิบัติการช่วยเหลือ
ภัยพิบัติดังกล่าวเปิดฉากก่อตัวขึ้นในประเทศเนปาล (Nepal) ก่อนจะพุ่งเข้าถล่มอำเภอกีรุง (Gyirong county) ในเมืองชิกัตเซ (Shigatse) เมื่อเวลาประมาณ 10:30 น. ของวันพุธที่ผ่านมา
นายกัว เจ้าเฉิง (Guo Zhaocheng) วิศวกรอาวุโสด้านการสำรวจจากระยะไกลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของประเทศจีน (Ministry of Natural Resources) เปิดเผยกับ CCTV ว่า ภัยพิบัติครั้งนี้ถูกกระตุ้นจากการพังทลายของธารน้ำแข็งบนเขาสูงในประเทศเนปาล (Nepal)
มวลน้ำแข็งที่ร่วงหล่นลงมาได้ทะลักไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่าง เปลี่ยนสภาพกลายเป็นกระแสโคลนและเศษซากวัตถุถล่ม (Debris flow) ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณท่าเรือและด่านชายแดนของประเทศจีน (China)
การประเมินเบื้องต้นโดยเจ้าหน้าที่เนปาลชี้ว่า อาจเกิดจากการพังทลายของส่วนล่างของธารน้ำแข็งซึ่งมีชนวนมาจากแผ่นดินไหว ซึ่งได้ปลดปล่อยกระแสน้ำป่าอันซัดทำลายล้างออกมา
แรงปะทะของการถล่มของธารน้ำแข็งนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง โดยปลดปล่อยพลังงานเทียบเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ซึ่งสามารถตรวจวัดได้จากเครื่องวัดแผ่นดินไหวในฐานะแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม U.S. Geological Survey ได้ยืนยันว่า ไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก (Tectonic quake) แต่อย่างใด
พื้นที่เกิดเหตุตั้งอยู่ตามแนวฉนวนการแสวงบุญสำคัญที่มุ่งสู่เขาไกรลาส (Mount Kailash) และทะเลสาบมานสโรวาร์ (Lake Manasarovar) อันศักดิ์สิทธิ์ของทิเบต ซึ่งดึงดูดผู้แสวงบุญหลายร้อยคนจากประเทศอินเดีย (India) และพื้นที่อื่นๆ ทุกปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่มีอากาศอบอุ่น
ปฏิบัติการกู้ภัย ณ ท่าเรือที่ได้รับความเสียหายกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ข้อมูลจาก CCTV และกองบัญชาการทหารย่อยชิกัตเซ ระบุว่า ทะเลสาบกั้นน้ำซึ่งตั้งอยู่ห่างจากท่าเรือประมาณ 2.5 กิโลเมตร (1.6 ไมล์) ถูกอุดตันด้วยโคลนและเศษซากถล่มหนาเกือบ 1.5 เมตร (5 ฟุต) ส่งผลให้อุปกรณ์และเครื่องจักรหนักไม่สามารถผ่านเข้าไปในพื้นที่ได้
กระทรวงทรัพยากรน้ำของประเทศจีน (Ministry of Water Resources) ออกเตือนว่า ทะเลสาบกั้นน้ำดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ ณ จุดไหลซับรวมกันของแม่น้ำในประเทศเนปาล (Nepal) และแม่น้ำในประเทศจีน (China) กำลังสร้างความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดเหตุ ดินถล่มระลอกสอง (Secondary landslides)
กระทรวงทรัพยากรน้ำระบุเพิ่มเติมว่า ทะเลสาบแห่งนี้กักเก็บน้ำไว้แล้วประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร และ "เริ่มที่จะเอ่อล้นออกมาแล้ว"
นอกจากนี้ คาดว่าจะมีมวลน้ำอีกกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตรไหลเข้าสู่ทะเลสาบภายใน 3 วันข้างหน้า ซึ่งสร้าง "ความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการพังทลายของคันกั้นน้ำ (Dam breach)" ทางกระทรวงเปิดเผยกับ CCTV พร้อมเสริมว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงเนื่องจากจะมีฝนตกหนักเข้ามาเพิ่มเติม โดยกระทรวงได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของทะเลสาบกั้นน้ำอย่างใกล้ชิด
เจ้าหน้าที่กู้ภัยให้สัมภาษณ์กับสื่อจีน The Paper ว่า การระบายน้ำออกจากทะเลสาบกั้นน้ำถือเป็นภารกิจลำดับความสำคัญสูงสุด เนื่องจากมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้ทีมกู้ภัยสามารถเข้าไปขุดขยายและเคลียร์ตะกอนหนาเกือบ 3 กิโลเมตรที่อุดตันอยู่ทางตอนเหนือของท่าเรือได้อย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาของจีนเตือนว่า พายุกระหน่ำและฝนตกต่อเนื่องที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 3 วันข้างหน้า ก่อให้เกิดภัยคุกคามขั้นวิกฤตต่อการเกิดภัยพิบัติทับซ้อน เช่น ดินถล่ม หินร่วง และน้ำป่าไหลหลาก
บรรดาวิศวกรจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติของประเทศจีน (Ministry of Natural Resources) ได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงจากสภาพภูมิประเทศอันอันตราย ซึ่งรวมถึงดิ่งดิ่งแนวตั้งที่ชันมากกว่า 3,000 เมตร จากยอดธารน้ำแข็งไปยังพื้นทุ่งหญ้าเบื้องล่าง
เหตุภัยพิบัติดังกล่าวได้ตัดขาดเส้นทางถนนโดยสิ้นเชิง รวมถึงทำลายระบบไฟฟ้าและเครือข่ายการสื่อสารในท้องถิ่น โดยสถานีฐาน (Base stations) 5 แห่งได้รับความเสียหายล่มลงตามรายงานของ CCTV ส่งผลให้ทีมกู้ภัยยังไม่สามารถสถาปนาการติดต่อสื่อสารโดยตรงกับพื้นที่แกนกลางของท่าเรือได้
นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่จัดการภาวะฉุกเฉินจำนวน 1,500 นายแล้ว ทางการยังได้ส่งคนงานจำนวน 248 คนจากรัฐวิสาหกิจส่วนกลาง พร้อมด้วยเครื่องจักรหนักมากกว่า 120 ยูนิต เฮลิคอปเตอร์รุ่น Mi-171 และอากาศยานขนส่งรุ่น Y-20 เข้าสนับสนุนปฏิบัติการ ลาดตระเวนทางอากาศและสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ตามรายงานของ CCTV นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่การสื่อสารและเจ้าหน้าที่สายส่งไฟฟ้าอีกหลายสิบนายได้เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบการเชื่อมต่อ
รัฐบาลกรุงปักกิ่ง (Beijing) ได้จัดสรรงบประมาณบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉินจำนวน 120 ล้านหยวน (ประมาณ 17.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้แก่ทิเบต พร้อมทั้งงบประมาณอีก 100 ล้านหยวนเพื่อการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลัง (Ministry of Finance) และ National Development and Reform Commission (NDRC)
สำนักข่าว Xinhua ของรัฐบาลจีนรายงานว่า ด้วยความเสี่ยงของการพังทลายของคันกั้นน้ำทะเลสาบและชั้นหินสไลด์บนลาดเขาที่เปราะบาง ทีมกู้ภัยกำลังรอให้สภาวะอากาศและพื้นที่เสถียรตัวก่อนที่จะบุกเข้าสู่พื้นที่แกนกลาง ขณะที่ทหารช่างจากกองทัพกำลังเร่งทำงานแข่งกับสภาพอากาศที่เลวร้ายเพื่อขุดเปิดเส้นทางถนนที่ถูกปิดทับต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/politics/article/3365394/china-nepal-border-disaster-1000-plus-missing-beijing-sends-rescue-teams?module=top_story&pgtype=homepage