"ทรัมป์" เตรียมแถลงบนเวทีสมัชชาใหญ่ UN
"ทรัมป์" เตรียมแถลงบนเวทีสมัชชาใหญ่ UN เผชิญหน้านานาชาติ ท่ามกลางศึกอิหร่านยืดเยื้อ วิกฤตฮูตีบุกยึดทะเลแดง และแรงกดดันเลือกตั้งกลางเทอม
19-9-2026
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) เตรียมเดินทางเข้าสู่เวทีการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ (UN General Assembly: UNGA) ณ นครนิวยอร์ก (New York) ในวันอังคารที่จะถึงนี้ โดยต้องเผชิญหน้ากับบรรดาผู้นำโลกที่ตกอยู่ในสภาวะคลางแคลงใจอย่างหนัก ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่นาน 7 เดือนระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งสร้างความรุนแรงและความไม่มั่นคงให้ขยายตัวครอบคลุมทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East)
การเดินทางเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเปรียบเทียบกับสุนทรพจน์ของเขาบนเวทีเดียวกันนี้เมื่อหนึ่งปีก่อน ซึ่งในเวลานั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้กล่าวอ้างและยกย่องยุทธการโจมตีทางอากาศของประเทศสหรัฐฯ (US) ต่อสถานทูตและสถานที่นิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน (Iran) ว่าสามารถ "ทำลายล้างทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์" พร้อมทั้งอ้างผลงานการสร้างสันติภาพระหว่างประเทศอิสราเอล (Israel) และประเทศอิหร่าน (Iran) อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในปัจจุบันกลับสะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามทางนิวเคลียร์และสภาวะสงครามยังไม่ได้หมดสิ้นไปตามที่เขาเคยกล่าวอ้างไว้
แม้ว่าทางการกรุงเตหะราน (Tehran) จะได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งในมิติทางการทหารและระบบเศรษฐกิจ แต่ประเทศอิหร่าน (Iran) ยังคงแสดงท่าทีแข็งก้าวและปฏิเสธที่จะยอมจำนน โดยเดินหน้าขัดขวางการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มพันธมิตรติดอาวุธฮูตี (Houthis) ในประเทศเยเมน (Yemen) ยังได้รุกคืบเข้ายึดครองพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณทางออกของช่องแคบแบบเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าน่านน้ำทะเลแดง (Red Sea) ส่งผลให้ประเทศอิหร่าน (Iran) กุมข้อได้เปรียบใหม่ในการกดดันอุปทานและดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การรุกคืบอย่างรวดเร็วของกลุ่มฮูตี (Houthis) ส่งผลให้กองกำลังรัฐบาลเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และเสียการควบคุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลแดงรวมถึงเกาะยุทธศาสตร์บริเวณปากช่องแคบ เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นการส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของกรุงวอชิงตัน (Washington) และเปิดเผยให้เห็นถึงขีดจำกัดของประเทศสหรัฐฯ (US) ในการคุ้มครองความมั่นคงให้แก่พันธมิตรในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน บรรดาประเทศพันธมิตรส่วนใหญ่ทั้งในทวีปยุโรป (Europe) และทวีปเอเชีย (Asia) ต่างปฏิเสธข้อเรียกร้องของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ขอความช่วยเหลือและความร่วมมือในความขัดแย้งครั้งนี้ โดยชี้ว่าเป็นการเปิดฉากสงครามที่เกิดขึ้นโดยกรุงวอชิงตัน (Washington) ตัดสินใจฝ่ายเดียวโดยมิได้ปรึกษาหารือกับชาติพันธมิตรล่วงหน้า ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อชาติต่างๆ อย่างกว้างขวาง
ทางด้านการเมืองภายในประเทศสหรัฐฯ (US) ราคาน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหนักประกอบกับคะแนนนิยมของประธานาธิบดีที่ลดต่ำลง กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ในการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) เดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียการควบคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสสหรัฐฯ (US Congress)
“เรากำลังมองเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เมื่อประธานาธิบดีตัดสินใจเปิดฉากสงครามตามความพึงพอใจ โดยไร้การประเมินและคาดการณ์ถึงผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ที่อาจตามมา” นายแอรอน เดวิด มิลเลอร์ (Aaron David Miller) อดีตที่ปรึกษานโยบายตะวันออกกลางประจำรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าววิพากษ์วิจารณ์
ในสุนทรพจน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น คาดว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะพยายามนำเสนอและวางกรอบปฏิบัติการทางการทหารที่เคยสัญญาว่าจะจบลงภายในไม่กี่สัปดาห์ให้กลายเป็นผลงานชัยชนะ อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริง ความขัดแย้งได้แปรเปลี่ยนเป็นสภาวะสงครามคุมเชิงและตั้งรับที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ซึ่งไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายที่แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของทำเนียบขาว (White House) แต่ยังบั่นทอนคลังอาวุธและขีปนาวุธของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ลงอย่างหนัก
ต่อคำถามจากสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เจ้าหน้าที่ระดับสูงประจำบริหารของทรัมป์ระบุว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) ยังคงมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง เช่น การรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลแดง (Red Sea) "พร้อมทั้งมอบอำนาจและศักยภาพให้แก่พันธมิตรในภูมิภาคเป็นผู้นำในการบริหารจัดการและแก้ไขความท้าทายด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค"
ข้อกังขาต่อคำกล่าวอ้างประเด็นนิวเคลียร์
ประเด็นประเทศอิหร่าน (Iran) เคยถูกหยิบยกขึ้นมาเพียงส่วนน้อยในสุนทรพจน์ของทรัมป์ในการประชุมสมัชชาใหญ่ UN เมื่อปีที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้น เขาได้ย้อนความถึงเหตุการณ์ที่ส่งเครื่องบินยุทธศาสตร์ B-2 ทิ้งระเบิดทำลายล้างหนัก 30,000 ปอนด์ เพื่อทลายศักยภาพการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของกรุงเตหะราน (Tehran) พร้อมคุยโตว่า "ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะทำได้เช่นเดียวกับเรา" รวมถึงวางตนเองในฐานะผู้สร้างสันติภาพที่ยุติสงคราม 12 วันระหว่างประเทศอิสราเอล (Israel) และประเทศอิหร่าน (Iran) ในปี 2025 พร้อมย้ำว่าตนเองควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ (Nobel Peace Prize)
ทว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับแต่นั้นกลับขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างโดยสิ้นเชิง เมื่อ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับประเทศอิสราเอล (Israel) ในการเปิดฉากโจมตีประเทศอิหร่าน (Iran) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยอ้างภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่ใกล้จะเกิดขึ้นต่อประเทศสหรัฐฯ (US) แม้บรรดาผู้เชี่ยวชาญจะออกมาโต้แย้งว่าประเทศอิหร่าน (Iran) ยังไม่ได้เข้าใกล้การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม
นักวิเคราะห์ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประเมินความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการตอบโต้ของประเทศอิหร่าน (Iran) ต่ำเกินไป แม้การโจมตีทางอากาศจะสังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่านไปหลายราย แต่ทางการกรุงเตหะราน (Tehran) ได้ทำการตอบโต้ใส่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านบริเวณอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) และฐานทัพทางการทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้ ประเทศอิหร่าน (Iran) ยังคงถือครองคลังแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงเกือบระดับผลิตอาวุธ ซึ่งคาดว่าถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ดินจนรอดพ้นจากการโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2025
ด้าน นางสาวแอนนา เคลลี (Anna Kelly) โฆษกทำเนียบขาว ได้ออกมาโต้ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เป็นผู้นำเพียงคนเดียวที่ "มีความกล้าหาญ" ในการเผชิญหน้ากับโปรแกรมนิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน (Iran) และสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหมดที่วางไว้ ขณะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอิหร่าน (Iran) กำลังถูกบีบอัดอย่างหนักจากมาตรการคว่ำบาตรที่ยกระดับขึ้นและการปิดล้อมทางทะเลโดยกองทัพสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ปฏิเสธคำร้องขอจากประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ในการส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงโดยตรงเพื่อต่อสู้กับกลุ่มฮูตี (Houthis) ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อหลักประกันความมั่นคงจากประเทศสหรัฐฯ (US) ในสายตาของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับบั่นทอนลงอย่างหนัก โดยสำนักข่าว Axios รายงานว่า ทรัมป์มีแผนที่จะพบปะกับบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ นอกรอบการประชุม UN ในสัปดาห์หน้า
ทางแพร่งและสภาวะจำยอมของทรัมป์
ทางแพร่งสำคัญสำหรับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) คือ ในขณะที่ประเทศสหรัฐฯ (US) ไม่อาจปล่อยให้กลุ่มฮูตี (Houthis) ปิดล้อมระเบียงการขนส่งสินค้าทางเรือหลักแห่งที่สองได้ แต่เขากลับมีความลังเลที่จะเปิดฉากภารกิจทางการทหารใหม่ที่เสี่ยงอันตราย เนื่องจากกองทัพสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในสภาวะตรึงตัวจากการสู้รบกับประเทศอิหร่าน (Iran)
แหล่งข่าวระบุว่า คณะเจ้าหน้าที่ของประเทศสหรัฐฯ (US) ได้พบปะกับผู้แทนกลุ่มฮูตี (Houthis) ณ ประเทศโอมาน (Oman) เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางกลุ่มระบุว่าแม้มุ่งเป้าโจมตีการเดินเรือของประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) แต่ไม่มีเจตนาที่จะโจมตีเรือของประเทศสหรัฐฯ (US)
นายโจนาธาน พานิกลอฟฟ์ (Jonathan Panikoff) อดีตรองเจ้าหน้าที่ข่าวกรองแห่งชาติฝ่ายตะวันออกกลาง กล่าวว่า "เห็นได้ชัดว่าสหรัฐฯ เผชิญกับความท้าทายด้านขีดความสามารถทางการทหาร แต่กระนั้นก็ตาม ต้นทุนของการไม่ดำเนินมาตรการใดๆ ย่อมส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างพันธมิตรอ่าวอาหรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน"
การกลับมาผงาดขึ้นของกลุ่มฮูตี (Houthis) ในฐานะภัยคุกคามระดับภูมิภาค ได้ซ้ำเติมความพยายามของทรัมป์ในการหาทางออกจากความขัดแย้งให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยในขณะที่สงครามดำเนินยืดเยื้อ ประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังตกอยู่ในสภาวะสงครามบั่นทอนกำลัง (battle of attrition) ขณะที่ทรัมป์พยายามเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อกรุงเตหะราน (Tehran)
แม้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า "หวังว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดแล้ว" แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าความขัดแย้งจะยังคงยืดเยื้อล่วงเลยผ่านการเลือกตั้งกลางเทอมอย่างแน่นอน
"ประเทศอิหร่านไม่ได้คิดที่จะปล่อยให้เขาหลุดออกจากเงื่อนไขนี้ได้ง่ายๆ ในขณะที่พวกเขามีข้อได้เปรียบมหาศาลในการสร้างความเสียหายต่อเขาในการเลือกตั้งกลางเทอม และบีบให้เขาตกอยู่ในสภาวะง่อยแผ่วทางการเมือง (lame duck)" นายเบรตต์ เอริกสัน (Brett Erickson) นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์แห่ง Obsidian Risk Advisors สรุปวิเคราะห์
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.reuters.com/world/middle-east/iran-war-grinds-trump-face-skeptical-world-leaders-un-2026-09-18/