จีนสั่งปิดและคุมเข้มฟาร์มสัตว์ป่า
จีนสั่งปิดและคุมเข้มฟาร์มสัตว์ป่า หวั่นซ้ำรอยต้นกำเนิดโควิด-SARS แต่ธุรกิจไม่ตาย ฟาร์มเพาะเลี้ยงขยายตัวในไทย-ลาว ลักลอบส่งสัตว์ข้ามแดน 'ผู้เชี่ยวชาญเตือนเสี่ยงเชื้อโรคข้ามสายพันธุ์สู่คน'
15-9-2026
The Telegraph รายงานว่า หลังจีนเพิ่มความเข้มงวดต่อฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าแปลก (exotic wildlife) ภายหลังการระบาดของ COVID-19 ธุรกิจลักษณะเดียวกันกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในไทยและลาว ท่ามกลางความกังวลว่าการเพาะเลี้ยง การค้าสัตว์ป่า และการลักลอบขนส่งข้ามพรมแดน อาจสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงชีวภาพและเพิ่มโอกาสเกิดโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน
รายงานระบุว่า การเพาะเลี้ยงหนูไผ่ (bamboo rat) ในไทยและลาวกำลัง “ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด” จากโอกาสทำกำไรสูง ใช้เงินลงทุนไม่มาก และแรงหนุนจากตลาดสัตว์เลี้ยงแปลก รวมถึงความต้องการบริโภคเนื้อหนูไผ่ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนามและเมียนมา
ฟาร์มสัตว์ป่าหลังบ้านกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) เพื่อแทนที่สุญญากาศทางธุรกิจ หลังรัฐบาลจีน (China) สั่งปิดฟาร์มสัตว์ป่าหลายพันแห่งทั่วประเทศเนื่องจากความวิตกด้านความมั่นคงทางชีวภาพ (Biosecurity) หลังวิกฤตโควิด-19 (Covid-19)
ดร. รอสส์ แมคอีวิง (Dr. Ross McEwing) เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายและโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Diseases) ประจำ สำนักงานสหประชาชาติว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC) กรุงเทพฯ ชี้ว่า "เกิดสุญญากาศทางธุรกิจขึ้น จึงมีการประสานงานอย่างเป็นระบบ นำโดยกลุ่มคนที่ลักลอบขนส่งสายพันธุ์สัตว์ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย"
การค้าหนูพุกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย (Thailand) และประเทศลาว (Laos) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากทั้งตลาดสัตว์เลี้ยงแปลกใหม่ (Exotic Pets) และอุปสงค์การบริโภคเนื้อในประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านการประสานงานบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความเสี่ยงชีวอนามัย 3 ประการ: ช่องว่างทางกฎหมายที่ขาดการเฝ้าระวังโรค; การลักลอบขนส่งข้ามพรมแดนโดยเลี่ยงพิธีการศุลกากรและการตรวจสุขภาพ; และความหนาแน่นสูงของสัตว์ในฟาร์ม ซึ่งเปิดโอกาสให้เชื้อก่อโรค (Pathogen) จากสัตว์ฟันแทะหรือค้างคาวพัฒนา กลายพันธุ์ และแพร่สู่มนุษย์ได้ ลักษณะเดียวกับความเสี่ยงที่ทำให้ฟาร์มตัวมิงค์ในทวีปยุโรป (Europe) ถูกสั่งปิด
นายสรวิศ อมาตเวช (Sorawit Amatavete) นักวิจัยในกรุงเทพฯ ระบุว่า ปัจจุบันมีฟาร์มหนูพุกหลายร้อยแห่งในไทย และบางแห่งยังทำฟาร์มชะมด (Civets) ซึ่งเชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส (SARS) ในปี 2002/2003 "ความเสี่ยงโรคติดต่อเพิ่มสูงขึ้นจริง เมื่ออุตสาหกรรมนี้ย้ายฐานจากจีนมาสู่ไทยและลาว"
จุดเริ่มต้นจากการกวาดล้างของจีน
หลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้รัฐบาลปักกิ่งจะอ้างว่าไวรัสอาจมาจากภายนอก แต่เคสแรกเริ่มกลับเชื่อมโยงกับ ตลาดอาหารทะเลสดฮัวหนาน (Huanan Seafood Wholesale Market) เมืองอู่ฮั่น (Wuhan) ซึ่งรับสัตว์มีชีวิตจากฟาร์มหลังบ้านทั่วประเทศจีน โดยงานวิจัยพบว่าหนูพุก ชะมด (Civets) สุนัขจิ้งจอกแรคคูน (Raccoon dogs) และเม่น (Porcupines) ถูกนำมาซื้อขายในตลาดดังกล่าว
สภาพแวดล้อมที่สัตว์แออัดและเผชิญความเครียดถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี ดังเช่นเหตุการณ์โรคซาร์สระบาดปี 2002/2003 ที่คร่าชีวิตผู้ป่วยกว่า 700 ราย จากผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 รายใน 29 ประเทศ ซึ่งมีต้นตอมาจากชะมดในตลาดสดจีน ส่งผลให้รัฐบาลจีนประกาศ "สั่งห้ามโดยเด็ดขาด" ต่อการทำฟาร์มและค้าสัตว์ป่าเพื่อการบริโภคในเดือนกุมภาพันธ์ 2020
ดร. ปีเตอร์ ลี (Dr. Peter Li) รองศาสตราจารย์แห่ง มหาวิทยาลัยฮิวสตัน-ดาวน์ทาวน์ (University of Houston-Downtown) และอาจารย์พิเศษ โรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Law School) เผยว่า แม้มาตรการของจีนจะกดให้การค้าลดลงอย่างมหาศาล แต่การค้าได้ย้ายฐานมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเขาเห็นว่าประเทศในภูมิภาคนี้ควรกวาดล้างเช่นกัน ขณะที่ นายสรวิศ อมาตเวช (Sorawit Amatavete) เห็นว่าการจัดระเบียบและกำกับดูแลให้ถูกต้องเป็นทางออกที่ดีกว่าการสั่งห้าม เพราะการห้ามจะกดให้การค้าลงใต้ดินและเฝ้าระวังได้ยากยิ่งขึ้น
ช่องทางธุรกิจ งานวิจัยความเสี่ยง และอาชญากรรมข้ามชาติ
เจ้าของฟาร์มชาวไทย เล่าว่า เริ่มธุรกิจจากความตั้งใจหาซื้อหนูพุกมาเลี้ยงเมื่อ 7 ปีก่อน จนพบช่องว่างทางการตลาด จึงตัดสินใจกว้านซื้อหนูพุก 100 ตัวมาเพาะพันธุ์ ปัจจุบันเน้นขายเป็นสัตว์เลี้ยงเนื่องจากได้ราคาสูงกว่า แต่หากโตเกินวัยจะขายให้แก่ร้านอาหารจีนในไทย รวมถึงส่งออกมีชีวิตไปยังประเทศเวียดนาม (Vietnam) เพื่อเชือดชำแหละ และส่งออกเนื้อแช่แข็งไปยังประเทศเมียนมา (Myanmar)
ดร. รอสส์ แมคอีวิง (Dr. Ross McEwing) จาก UNODC ย้ำว่า การเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามพรมแดนโดยไม่มีเอกสารรับรองความมั่นคงทางชีวภาพ ถือเป็น "อาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งขึ้น" (Transnational Organised Crime)
ความเสี่ยงนี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ยืนยันโดยงานวิจัยในวารสาร PLOS One ปี 2020 ที่พบว่า 6.3% ของหนูพุกฟาร์มเพื่อการบริโภคในภาคใต้ของเวียดนามมีเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronaviruses) ขณะที่ผลวิจัยปี 2025 ในวารสารเดียวกันระบุว่า 26.7 %ของผู้ทำฟาร์มสัตว์ป่า 210 คนในเวียดนาม มีแอนติบอดีของไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) และ 8.7% มีแอนติบอดีของไวรัสฮันตา (Hantavirus)
นอกจากนี้ UNODC ยังพบภาพการขนส่งหนูพุกนับร้อยตัวอัดแน่นในกรงท้ายรถกระบะ ซึ่งหากมีสัตว์ป่วย เชื้อโรคจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและพร้อมก้าวกระโดดสู่คน
สุญญากาศทางกฎหมายในประเทศไทย
ดร. ปานเทพ รัตนากร (Dr. Parntep Ratanakorn) ที่ปรึกษาประจำ ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนในสัตว์ป่าและสัตว์แปลก (MoZWE) มหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University) ชี้ว่า ฟาร์มหนูพุกในไทยตกอยู่ใน "พื้นที่สีเทา" เนื่องจากไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กรมปศุสัตว์ (Department of Livestock) เพราะหนูพุกไม่ถูกจัดเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และไม่ได้อยู่ภายใต้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation) เนื่องจากไม่อยู่ในบัญชี CITES หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง
ดร. ปานเทพ ย้ำว่า ภายใต้แนวคิด "สุขภาพหนึ่งเดียว" (One Health) รัฐต้องเข้ามาให้ความรู้ เฝ้าระวัง และยกระดับสุขอนามัยโดยไม่ทำลายอาชีพของเกษตรกร พร้อมเตือนให้บุคลากรทางการแพทย์ซักประวัติการเลี้ยงสัตว์แปลกเพิ่มเติมเมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบหายใจ
แม้จะมีความวิตกด้านชีวอนามัย แต่เจ้าของฟาร์มชาวไทย ซึ่งปัจจุบันมีหนูพุกในความดูแลราว 400 ตัว ยังคงวางแผนขยายพื้นที่ฟาร์มหลังบ้านเพื่อสร้างโรงเรือนแนวตั้งทรงคอนโด รองรับการเลี้ยงหนูพุกเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,000 ตัวในอนาคต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.telegraph.co.uk/global-health/science-and-disease/wildlife-farms-move-to-south-east-asia-as-china-clamps-down/