ทำไมชัยชนะของพรรคขวาจัด AfDเป็นข่าวดีสำหรับปูติน
ทำไมชัยชนะของพรรคขวาจัด AfD ในเยอรมนี ?จึงเป็นข่าวดี สำหรับ 'ปูติน'
11-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พรรคนิยมประชานิยมขวาจัดที่มีจุดยืนสนับสนุนรัสเซียอย่างพรรค AfD สามารถคว้าคะแนนเสียงไปได้ถึง 44% ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ (Saxony-Anhalt) ซึ่งขาดอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็จะถึงเกณฑ์เสียงข้างมากเด็ดขาดในการบริหารรัฐบาลประจำรัฐได้ด้วยตนเอง เช่นเดียวกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดใกล้เคียงกันทั่วทวีปยุโรป (Europe) พรรค AfD มองว่าพวกตนมีศัตรูร่วมกันกับกรุงมอสโก (Moscow) นั่นคือกลุ่มการเมืองเสรีนิยมดั้งเดิมของยุโรป ทำให้พรรคเหล่านี้กลายเป็นพันธมิตรตามธรรมชาติของกรุงมอสโก ในการบรรลุเป้าหมายสูงสุดเพื่อชัยชนะในสงครามประเทศยูเครน (Ukraine) ซึ่งได้แก่การโน้มน้าวให้ชาวชาติต่างๆ ในยุโรปยุติการส่งความช่วยเหลือทางการทหารและการเงินที่ค้ำยันระบบป้องกันตนเองของกรุงเคียฟ (Kyiv)
กลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คือการโหมกระพือความหวาดกลัวในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียงชาวยุโรปว่า การที่รัฐบาลของพวกตนสนับสนุนประเทศยูเครน (Ukraine) ไม่ได้เป็นการหยุดยั้งภัยคุกคามจากทิศตะวันออกแต่อย่างใด หากแต่เป็นการ "เชื้อเชิญสงคราม" กับมหาอำนาจนิวเคลียร์เข้ามาหาตนเอง
กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือท่าทีของประเทศรัสเซีย (Russia) ต่อกรณีโดรนติดอาวุธที่ถูกค้นพบ ณ สนามบินไลป์ซิก/ฮัลเล (Leipzig/Halle) ในประเทศเยอรมนี (Germany) ดังที่ อันเดรียส คลูธ (Andreas Kluth) คอลัมนิสต์ข่าวยุทธศาสตร์ได้ระบุไว้ว่า รัฐบาลเยอรมนีต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มกว่าจะระบุได้ว่ากรุงมอสโกอยู่เบื้องหลังการวางแผนโจมตีดังกล่าว และทำการตอบโต้อย่างเบามือราวกับ "ใช้ขนนกแตะ" ด้วยการสั่งปิดสถานกงสุลและศูนย์วัฒนธรรมของรัสเซียเพียงแห่งเดียว รวมถึงการเชิญเอกอัครราชทูตของ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) เข้าพบเพื่อหารือร่วมกับอีกหลายประเทศในทวีปยุโรป (Europe)
อย่างไรก็ตาม นายเซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศรัสเซีย (Russia) ได้กล่าวถึงมาตรการตอบโต้อันอ่อนแอนี้ว่า "เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของสงครามที่แท้จริง" ผ่านถ้อยคำที่สถานีโทรทัศน์การเมืองของรัฐบาลรัสเซีย เวสติ ทีวี (Vesti TV) นำไปเผยแพร่บนแอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) ในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ (Saxony-Anhalt) นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธความเกี่ยวข้องของรัสเซียกับโดรนดังกล่าว และอ้างว่าการตอบโต้ของกรุงเบอร์ลินทำให้เขานึกถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (World War II) เมื่อเยอรมนีนาซี (Nazi Germany) ถอนคณะทูตออกจากรัสเซียก่อนเปิดฉากบุกรุก โดยเขาสรุปว่า "พวกเขากำลังต้องการสงครามอีกครั้ง"
ในความเป็นจริงแล้ว เยอรมนีไม่ได้ต้องการสงคราม และ นายเซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov) ก็ตระหนักดีในข้อนี้ เนื่องจากประเทศเยอรมนี (Germany) ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนมีระบบป้องกันทางอากาศ ปืนใหญ่ โดรน หรือกำลังพลต่อสู้ที่พร้อมรบในระดับที่จำกัดมาก ดังนั้น เยอรมนีจึงไม่มีทางเลือกที่จะเปิดศึกกับประเทศรัสเซีย (Russia) อย่างแน่นอน เขาย่อมเข้าใจดีว่าการที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) สั่งถอนคณะทูตออกจากประเทศที่กำลังจะบุกโจมตีนั้น มีความหมายตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับการที่ นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) สั่งปิดสำนักงานกงสุลในดินแดนของประเทศตนเอง
แท้จริงแล้ว แผนการใช้โดรนที่ล้มเหลวดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปฏิบัติการก่อวินาศกรรมอันกว้างขวางของประเทศรัสเซีย (Russia) ในขณะที่การตอบโต้ของประเทศเยอรมนี (Germany) เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง ถ้อยคำกล่าวอ้างเกินจริงของ นายเซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov) จึงเป็นข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) ที่ตั้งใจกระตุ้นความกลัวสงครามของประชาชนชาวเยอรมัน และขยายขีดความสามารถในการส่งสารของพรรคการเมืองที่เป็นมิตรต่อพระราชวังเครมลิน (Kremlin) เช่น พรรค AfD
ปฏิบัติการจิตวิทยานี้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบและไม่ได้จำกัดอยู่แค่ นายเซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov) เท่านั้น โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา เมื่อประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ขนส่งระบบแท่นยิงที่สามารถยิงขีปนาวุธลาดตระเวน โทมาฮอว์ก (Tomahawk) ไปยังประเทศนอร์เวย์ (Norway) เพื่อการฝึกซ้อม นายดมิทรี เพสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกของ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้ออกมาเตือนทันทีว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) จำเป็นต้องตอบโต้ต่อภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้ และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน หน่วยข่าวกรองของประเทศยูเครน (Ukraine) ได้รายงานว่า หน่วยทหารรัสเซียพร้อมขีปนาวุธออเรชนิก (Oreshnik) กำลังเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ทางตะวันออกของประเทศเบลารุส (Belarus) ซึ่งอยู่ติดกับชายแดนของ สมาชิกนาโต (NATO)
สำหรับขีปนาวุธออเรชนิก (Oreshnik) เป็นขีปนาวุธทิ้งตัวความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Ballistic Missile) ติดหัวหน้านิวเคลียร์ได้ มีระยะยิงไกลถึง 5,500 กิโลเมตร (3,418 ไมล์) ซึ่งตกเป็นภัยคุกคามต่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรป (Europe) ในขณะที่ขีปนาวุธ โทมาฮอว์ก (Tomahawk) เป็นขีปนาวุธลาดตระเวนที่เคลื่อนที่ช้ากว่ามาก ไม่ได้ติดตั้งหัวหน้านิวเคลียร์ และมีรัศมีทำการลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียอย่างจำกัดจากจุดฝึกซ้อมระหว่างชายฝั่งนอร์เวย์และเกาะครึ่งทางไป เกาะกรีนแลนด์ (Greenland) ที่สำคัญคือไม่มีการยิงขีปนาวุธ โทมาฮอว์ก (Tomahawk) จริงในการฝึกซ้อม แต่เป็นเพียงการทดลองระยะเวลา 10 วัน เพื่อดูว่าสามารถขนส่งแท่นยิงมายังยุโรปเพื่อใช้งานหากจำเป็นได้หรือไม่
ความย้อนแย้งเชิงยุทธศาสตร์อยู่ตรงที่ สถานการณ์ความมั่นคงของประเทศรัสเซีย (Russia) ที่เลวร้ายลงนั้น เป็นผลมาจากกระทำของตนเองโดยสิ้นเชิง เมื่อปี 2014 ตอนที่รัสเซียเข้าผนวกคาบสมุทรไครเมีย (Crimea) โดยอ้างภัยคุกคามจากการขยายตัวของ สมาชิกนาโต (NATO) ในเวลานั้นไม่มีภัยคุกคามดังกล่าวอยู่จริง โดย องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ได้ตกลงตั้งแต่ปี 1996 ว่าจะไมเคยวางกำลังฐานทัพในดินแดนของสมาชิกใหม่ในยุโรปตะวันออก และไม่ได้ตั้งจนกระทั่งปี 2017 เพื่อตอบโต้การกระทำของรัสเซีย เช่นเดียวกัน ในช่วงที่มีการผนวกไครเมียและตลอด 9 เดือนแรกของสงคราม รัฐธรรมนูญของประเทศยูเครน (Ukraine) ได้สั่งห้ามการเป็นสมาชิก NATO และประชาชนชาวยูเครนเองก็ไม่ได้ต้องการเข้าร่วม ในเวลานั้นงบประมาณกลาโหมของยุโรปยังคงลดลงเรื่อยๆ และก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งปี ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ถอนรถถังปฏิบัติการประจำการคันสุดท้ายออกจากทวีปยุโรป
แต่ในขณะที่ปี 2014 ไม่มีการเสริมกำลังทหารที่นายพลของรัสเซียจะตีความว่าเป็นภัยคุกคามได้ ในปัจจุบันกลับมีอยู่อย่างชัดเจน หลังจากการบุกโจมตีประเทศยูเครน (Ukraine) เต็มรูปแบบในปี 2022 ประเทศฟินแลนด์ (Finland) และ ประเทศสวีเดน (Sweden) ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก NATO งบประมาณกลาโหมของยุโรป โดยเฉพาะในประเทศเยอรมนี (Germany) ได้พลิกกลับจากตกต่ำมาเพิ่มขึ้น รถถังของประเทศสหรัฐฯ (US) กลับมาประดิษฐานในยุโรป และมีฐานทัพทหารถาวรของ NATO บนดินแดนของสมาชิกทางตะวันออก ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าเป็นสมาชิก NATO ยังกลายเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลยูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง
ภายในประเทศ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ใช้การพลิกผันนี้เป็นหลักฐานอ้างการรุกรานของ NATO เพื่ออธิบายต่อพ่อแม่ชาวรัสเซียว่า พวกเขากำลังส่งลูกหลานไปตายในประเทศยูเครน (Ukraine) ไม่ใช่เพื่อยึดเมืองเหมืองแร่ที่ทรุดโทรมไม่กี่แห่ง แต่เป็นการปกป้องมาตุภูมิจากภัยคุกคามการคงอยู่จากตะวันตกอีกครั้ง ซึ่งเหมือนกับการบุกรุกของนโปเลียนและนาซี ส่วนในทวีปยุโรป รัสเซียและพันธมิตรพรรคนิยมประชานิยม (ทั้งที่สนับสนุนด้วยใจและได้รับเงินจ้าง) เช่น พรรค AfD ต่างฉายภาพว่าการสนับสนุนยูเครนและการฟื้นฟูการป้องกันของ NATO เป็นการยั่วยุที่เสี่ยงต่อการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 และการทำลายล้างด้วยนิวเคลียร์
แม้จะไม่มีประเทศใดใน สมาชิกนาโต (NATO) มีความสนใจที่จะโจมตีประเทศรัสเซีย (Russia) แต่ข้อเท็จจริงเท็จเหล่านี้กลับกลายเป็นสารที่ทรงพลังและสร้างผลตอบแทนก้อนโตให้แก่พระราชวังเครมลิน (Kremlin) ความสำเร็จของพรรค AfD ในรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ (Saxony-Anhalt) จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย พรรคการเมืองนิยมประชานิยมอื่นๆ ในยุโรปอาจประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งในปีหน้า ซึ่งจะบั่นทอนการสนับสนุนการเงินแก่ประเทศยูเครน (Ukraine) และการคว่ำบาตรรัสเซีย โดย ประเทศฝรั่งเศส (France) ซึ่งมี มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) จาก พรรคเนชันแนล แรลลี (National Rally) นำหน้าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในฤดูใบไม้ผลิหน้า ถือเป็นรางวัลใหญ่ที่สุด โดยในสัปดาห์นี้ จอร์แดน บาร์เดลลา (Jordan Bardella) ประธานพรรคของเธอ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะหยุดจ่ายเงินค้ำประกันการป้องกันตนเองของกรุงเคียฟ (Kyiv)
จุดยืนลักษณะนี้ร่วมกับชัยชนะของพรรค AfD เมื่อสุดสัปดาห์ ช่วยอธิบายว่าทำไม ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ถึงยังคงไม่เต็มใจที่จะประนีประนอมในการเจรจาหัวข้อสันติภาพ แม้ว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศจะสูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยตอกย้ำความเชื่อของเขาว่าเขากำลังชนะในสงครามข่าวสารในทวีปยุโรป (Europe) และหากเขาอดทนรออีกสักนิด โครงสร้างทางการเมืองใหม่จะยกประเทศยูเครน (Ukraine) ให้เขา พร้อมทั้งทิ้งตะวันตกที่แตกแยกและพันธมิตร NATO ที่พังทลายไว้เบื้องหลัง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2026-09-10/germany-s-afd-win-is-great-news-for-putin