.
'สี จิ้นผิง' เยือนอินเดียครั้งแรกรอบ 7 ปี ร่วมประชุม BRICS จับตาถก “โมดี” ฟื้นสัมพันธ์-คลี่ปมชายแดนและการค้า ท่ามกลางสมการอำนาจใหม่ยุค 'ทรัมป์'
11-9-2026
สำนักข่าว China Xinhua News รายงานว่า ‘สี จิ้นผิง’ เตรียมเข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 18 ณ กรุงนิวเดลี ระหว่างวันที่ 12-13 ก.ย. ตามคำเชิญ ‘โมดี’ นายกรัฐมนตรีอินเดีย
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน (China) มีกำหนดการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มบิกส์ ครั้งที่ 18 (18th BRICS Summit) ซึ่งจะจัดขึ้น ณ กรุงนิวเดลี (New Delhi) ระหว่างวันที่ 12 ถึง 13 กันยายนนี้ ตามคำเชิญอย่างเป็นทางการของนายนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐอินเดีย (Republic of India)
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน (Ministry of Foreign Affairs of China) ได้ออกแถลงการณ์ประกาศยืนยันกำหนดการเดินทางเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำดังกล่าวของประธานาธิบดีจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของประเทศจีน (China) มีกำหนดการเดินทางถึงกรุงนิวเดลี (New Delhi) ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมยอดกลุ่มประเทศ BRICS (BRICS) ซึ่งถือเป็นการเยือนประเทศอินเดีย (India) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (Covid-19) โดยการเดินทางมาครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการบริหารจัดการสภาวะการผ่อนคลายความตึงเครียด (Detente) อันเปราะบางระหว่างสองประเทศผู้เป็นทั้งเพื่อนบ้านและคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์
กระทรวงการต่างประเทศจีน (Chinese Foreign Ministry) ระบุว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) จะเยือนประเทศอินเดีย (India) ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS และคาดว่าจะมีโอกาสเข้าหารือทวิภาคีนอกรอบกับ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ของประเทศอินเดีย (India)
การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการกลับมายังประเทศอินเดีย (India) เป็นครั้งแรกของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) นับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งในครั้งนั้น สองผู้นำได้พบปะกัน ณ เมืองเจนไน (Chennai) ในการประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการ ก่อนที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจนิวเคลียร์จะพังทลายลงจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนจนมีผู้เสียชีวิตในปีถัดมา การเดินทางเยือนของผู้นำจีนในครั้งนี้ ท่ามกลางแนวโน้มเดิมที่จีนมักวางตัวเป็นผู้เปิดบ้านต้อนรับผู้นำต่างชาติมากกว่าการเดินทางออกนอกประเทศ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่กรุงปักกิ่ง (Beijing) มีต่อกลุ่ม BRICS รวมถึงคุณค่าที่จีนมอบให้กับการรักษาความสัมพันธ์ให้อยู่ในร่องในรอยกับประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่างอินเดีย
รองศาสตราจารย์ ดิลัน โลห์ (Dylan Loh) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University) ในประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ให้ความเห็นว่า "การผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างอินเดียและจีนเมื่อเร็วๆ นี้ ควรถูกมองว่าเป็นกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการ มากกว่าจะเป็นการยกสลักปรับยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด ทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักดีว่าสถานการณ์พรมแดนที่ไม่ไร้เสถียรภาพนั้นไม่ส่งผลดีต่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจระยะยาวของฝ่ายใดเลย แต่กระนั้น ความไม่ไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์อันลึกซึ้งก็ยังคงดำรงอยู่และจะไม่จางหายไปในเร็ววัน"
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) เดินทางเยือนประเทศอินเดีย (India) ในเดือนตุลาคม 2019 นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) พึ่งจะชนะการเลือกตั้งทั่วไปมาสดๆ ร้อนๆ ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจทางการเมืองในประเทศของเขาอย่างมหาศาล ในการเยือนเมืองเจนไน (Chennai) ครั้งนั้น ผู้นำจีนได้เยี่ยมชมโบราณสถาน ณ เมืองมหาบาลีปุรัม (Mahabalipuram) และได้ประกาศว่า ช่วงเวลาหลายปีข้างหลังจากนั้นจะเป็น "ช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุด" ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอินเดีย
อย่างไรก็ตาม เหตุปะทะบริเวณชายแดนที่มีความยาวกว่า 3,488 กิโลเมตร (2,167 ไมล์) ได้ทำลายพลวัตความสัมพันธ์ดังกล่าวลงอย่างสิ้นเชิง โดยการเผชิญหน้ากันในเดือนมิถุนายน 2020 ส่งผลให้ทหารของทั้งสองฝ่ายเสียชีวิต และฉุดให้ความสัมพันธ์ทางการทูตตกต่ำลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้การเดินทางระหว่างสองประเทศต้องหยุดชะงัก ขณะที่ประเทศอินเดีย (India) ได้บังคับใช้มาตรการเข้มงวดใหม่ๆ ต่อการลงทุนและเทคโนโลยีจากประเทศจีน (China)
ต่อมาในปี 2023 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ได้ปฏิเสธการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่ม 20 (G20) ณ กรุงนิวเดลี (New Delhi) และได้ส่ง นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง (Li Qiang) ไปร่วมงานแทน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแสดงท่าทีหักหน้า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi)
จนกระทั่งการพบปะของสองผู้นำนอกรอบการประชุมสุดยอด BRICS ในปี 2024 ณ เมืองคาซาน (Kazan) ประเทศรัสเซีย (Russia) กระบวนการปรับทิศทางความสัมพันธ์เพื่อนำไปสู่ระดับที่เหมาะสมจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งตามมาด้วยการประชุมอีกครั้งในปี 2025 ณ เมืองเทียนจิน (Tianjin) ในเวลาต่อมา ทั้งสองประเทศได้เริ่มฟื้นฟูเที่ยวบินตรงระหว่างกัน ขณะที่ประเทศอินเดีย (India) ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการลงทุนจากบริษัทจีน ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนที่ผ่านมา จีนและอินเดียยังได้ส่งสัญญาณความคืบหน้าในระดับจำกัดเกี่ยวกับการเจรจาปัญหากรณีพรมแดนอีกด้วย
เจ้าหน้าที่รายหนึ่งในกรุงนิวเดลี (New Delhi) ซึ่งขอไม่เปิดเผยนามเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ให้ข่าวต่อสาธารณะ เปิดเผยว่า เป้าหมายหลักของการประชุมในช่วงสุดสัปดาห์นี้ คาดว่าจะเป็นการวางกรอบการทำงานที่กว้างขึ้นสำหรับความสัมพันธ์และความร่วมมือในอนาคต โดยหัวข้อหลักในการหารือจะครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการบริหารจัดการข้อพิพาททางพรมแดน
ประเด็นความตึงเครียดที่ยังคงค้างคา
แม้จะมีสัญญาณบวก แต่จุดดึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจยังคงมีอยู่หลายประการ ประเทศอินเดีย (India) ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการควบคุมการส่งออกของจีนในกลุ่มเครื่องจักรสำคัญ เช่น เครื่องจักรขุดเจาะอุโมงค์ ตลอดจนวัตถุดิบป้อนเข้าอย่างแม่เหล็กและออกไซด์จากแร่หายาก (Rare-earth magnets and oxides) ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคการผลิตของอินเดีย ขณะเดียวกัน กรุงปักกิ่ง (Beijing) ก็ระมัดระวังและเฝ้ามองการกระชับความสัมพันธ์ของอินเดียกับประเทศสหรัฐฯ (US) ในด้านเทคโนโลยี การค้า และการป้องกันประเทศมาโดยตลอด
นอกจากนี้ ประเทศอินเดีย (India) ยังคงรู้สึกไม่ผ่อนคลายกับการขยายอิทธิพลของประเทศจีน (China) ในพื้นที่ที่ตนมองว่าเป็นหลังบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระชับความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างจีนกับประเทศปากีสถาน (Pakistan) ซึ่งเป็นศัตรูคู่แค้นของนิวเดลี โดยล่าสุด กองทัพปากีสถานได้เผยแพร่วิดีโอประชาสัมพันธ์ที่แสดงให้เห็นถึงระบบป้องกันทางอากาศที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับยุทโธปกรณ์ของจีน ซึ่งเกิดขึ้นตามหลังการที่ปากีสถานนำเครื่องบินขับไล่ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนมาปฏิบัติการอย่างครึกโครมในเหตุปะทะกับอินเดียเมื่อปีที่แล้ว
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในเดือนที่ผ่านมาซึ่งพัดทำลายหมู่บ้านและส่งผลกระทบต่อการค้าบริเวณชายแดนจีน-เนปาล (China-Nepal) ได้เพิ่มปัจจัยความไม่แน่นอนขึ้นอีก โดยประเทศจีน (China) ระบุว่ายังมีชาวอินเดียหลายสิบคนสูญหายในฝั่งจีน ซึ่งเป็นพื้นที่สถานที่แสวงบุญยอดนิยม ทั้งนี้ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เผยว่ากำลังประสานงานกับสถานทูตต่างประเทศเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่สูญหาย แต่ยังไม่ได้เปิดเผยถึงความพยายามโดยตรงในการค้นหาพลเรือนชาวอินเดียที่สูญหายแต่อย่างใด
นายเชทิจ บัจปายี (Chietigj Bajpaee) นักวิจัยอาวุโสด้านเอเชียใต้จากสถาบันแธตแทม เฮาส์ (Chatham House) ให้ความเห็นว่า การเยือนของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ครั้งนี้ "มีความสำคัญในฐานะกลไกการสร้างความเชื่อมั่น" แต่ "ข้อคับเคืองพื้นฐาน" ยังคงดำรงอยู่ ตั้งแต่ข้อพิพาทเรื่องพรมแดนไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับปากีสถาน "หากปราศจากการแก้ไขปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงแค่การผ่อนคลายบรรยากาศเชิงกลยุทธ์ชั่วคราว (Tactical Thaw) มากกว่าจะเป็นการยกสลักปรับยุทธศาสตร์ใหม่ (Strategic Reset)"
ด้าน นายมาโนจ เควัลรามานี (Manoj Kewalramani) ประธานโครงการภูมิยุทธศาสตร์แห่งสถาบันตักษศิลา (Takshashila Institution) มองว่า สัญญาณความคืบหน้าที่อาจเกิดขึ้นจากการพบปะระหว่าง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) และ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) คือการจัดทำกรอบการทำงานเพื่อการหารือด้านการค้าและการลงทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสีเขียว และความพยายามในการแก้ปัญหาการจัดหาแร่หายากจากจีนไปยังอินเดีย
"นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้พบกันที่เมืองคาซานในเดือนตุลาคม 2024 ทั้งสองฝ่ายต่างมีความพยายามที่จะสร้างฐานความมั่นคงให้กับความสัมพันธ์และฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้นมาใหม่" นายมาโนจกล่าว
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของนโยบายจากประเทศสหรัฐฯ (US) ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้กลายมาเป็นปัจจัยแทรกซ้อนใหม่ในความสัมพันธ์จีน-อินเดีย โดยความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน เริ่มถดถอยลงเนื่องจากการเจรจาทางการค้าที่ยืดเยื้อ และการที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เริ่มใกล้ชิดกับประเทศปากีสถาน (Pakistan) มากยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ กลับอยู่ในช่วงขาขึ้น เนื่องจาก ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) มีความมั่นใจมากขึ้นในการรับมือกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หลังจากผ่านพ้นศึกสงครามทางการค้าในระลอกที่ผ่านมา
นายมาโนจ เควัลรามานี (Manoj Kewalramani) สรุปทิ้งท้ายว่า พลวัตใหม่นี้ส่งผลให้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ก้าวเข้าสู่การหารือกับผู้นำอินเดียด้วยสถานะที่ได้เปรียบและแข็งแกร่งกว่า "ในเวลาเดียวกัน ผมคิดว่าฝ่ายจีนเองก็ตระหนักดีว่าอินเดียเป็นประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่และเป็นโอกาสที่สำคัญ ขณะเดียวกันก็เป็นตัวละครที่จีนจำเป็นต้องร่วมมือด้วย หากต้องการสร้างระเบียบในภูมิภาคให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกรุงปักกิ่ง"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-10/xi-s-first-india-trip-since-2019-extends-an-olive-branch-to-modi?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy