พิษสงครามอิหร่าน-ยูเครน น้ำมันเรือเดินสมุทรขาดแคลน
พิษสงครามอิหร่านและยูเครน 'ดันน้ำมันเรือเดินสมุทรขาดแคลนทั่วโลก' โรงกลั่นเร่งผลิตดีเซลทำกำไร ดันค่าขนส่งเสี่ยงสะเทือนห่วงโซ่อุปทาน
8-9-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า พิษสงครามอิหร่านและยูเครนกดดันน้ำมันเรือเดินสมุทรขาดแคลนทั่วโลก หลังปริมาณน้ำมันดิบตึงตัวและโรงกลั่นปรับยุทธศาสตร์มุ่งผลิตดีเซล
อุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่จากภาวะการขาดแคลนน้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทรและโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลกระทบเกี่ยวเนื่องมาจากสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ต่อประเทศอิหร่าน (Iran) ตลอดจนสงครามของประเทศรัสเซีย (Russia) ในประเทศยูเครน (Ukraine) เพิ่มเติมจากอุปสรรคดั้งเดิมในการเดินเรือผ่านเส้นทางน้ำสายสำคัญ
เชื้อเพลิงที่ใช้ในเรือเดินสมุทรนับเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ทั่วโลก ซึ่งภาวะขาดแคลนน้ำมันประเภทดังกล่าวอาจส่งผลให้ต้นทุนค่าระวางเรือ (Freight Costs) ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งในที่สุดจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้บริโภค ผู้ผลิตสินค้า และผู้ประกอบการสินค้าโภคภัณฑ์
โดยทั่วไป เรือบรรทุกสินค้าและเรือขนส่งน้ำมันส่วนใหญ่ใช้ น้ำมันเตาเกรดหนัก (Heavy Fuel Oil: HFO) หรือที่รู้จักกันในชื่อ น้ำมันเตาเรือ (Bunker Fuel) เป็นเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ซึ่งได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ ขณะที่เชื้อเพลิงทางทะเลประเภทอื่นที่มีการใช้งานแพร่หลาย ได้แก่ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วทางทะเล (Marine Gas Oil: MGO) ซึ่งใช้ในเรือขนาดเล็ก, น้ำมันดีเซลทางทะเล (Marine Diesel Oil: MDO) ที่ใช้กับเครื่องยนต์เรือทั่วไป รวมถึงเชื้อเพลิงที่มีมลพิษต่ำอย่าง น้ำมันเตากำมะถันต่ำพิเศษ (Very Low Sulphur Fuel Oil: VLSFO)
สาเหตุที่ทำให้น้ำมันเรือเดินสมุทรขาดแคลน
บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า สงครามในภูมิภาคเอเชียตะวันตกและยุโรป ประกอบกับการที่โรงกลั่นน้ำมันเลือกที่จะปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปมุ่งเน้นการผลิตเชื้อเพลิงประเภทอื่นที่ทำกำไรได้สูงกว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนดังกล่าว
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การค้าพลังงาน Kpler ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันเตาจากภูมิภาคตะวันออกกลางปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 45 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 447,000 บาร์เรลต่อวัน ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม
ขณะเดียวกัน บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Energy Aspects ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) โดยคาดการณ์ว่า ตลาดน้ำมันเตาจะเผชิญกับภาวะอุปทานขาดแคลน (Deficit) จำนวน 218,000 บาร์เรลต่อวัน ในไตรมาสที่สาม ซึ่งนับเป็นการคาดการณ์ภาวะขาดแคลนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2025 ซึ่งในขณะนั้นมีภาวะขาดแคลนเพียงเล็กน้อยที่ระดับ 6,000 บาร์เรลต่อวัน
ผลกระทบจากสงครามในเอเชียตะวันตกและสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ต่อประเทศอิหร่าน (Iran) ส่งผลให้เส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญหยุดชะงักลง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของปริมาณการขนส่งทั่วโลกก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ ประเทศอิหร่าน (Iran) ยังได้เปิดฉากโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานหลายแห่งในอ่าวอาหรับเพื่อตอบโต้ประเทศสหรัฐฯ (US)
ในขณะเดียวกัน การโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงและบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab al-Mandeb Strait) ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญที่สุดในโลก โดยกลุ่มฮูธีในประเทศเยเมน (Yemen) ที่เป็นพันธมิตรกับประเทศอิหร่าน (Iran) ก็ได้สร้างความระส่ำระสายต่อการเดินเรือและจำกัดเส้นทางอุปทานขนส่งเช่นกัน
นายรอยสตัน ฮวน (Royston Huan) นักวิเคราะห์อาวุโสด้านผลิตภัณฑ์น้ำมันแห่งบริษัท Energy Aspects เปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ว่า นับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา บริษัทพบว่ายอดขายน้ำมันเรือเดินสมุทรลดลงไปถึง 400,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับระดับเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 6.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งหากคิดเป็นระยะเวลาหนึ่งปี จะเท่ากับปริมาณน้ำมันเตาที่ลดลงเฉลี่ยราว 2 ล้านตันต่อเดือน
“เพื่อให้เห็นภาพความชัดเจน ปริมาณอุปทานที่สูญเสียไปนี้มีขนาดใกล้เคียงกับปริมาณยอดขายน้ำมันเตาเรือทั้งหมดของประเทศจีน (China)” นายรอยสตัน ฮวน (Royston Huan) อธิบาย โดยประเทศจีน (China) ถือเป็นผู้กลั่นน้ำมันรายใหญ่ของโลก
นอกเหนือจากสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) แล้ว สงครามที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องของประเทศรัสเซีย (Russia) ในประเทศยูเครน (Ukraine) ก็ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันเช่นเดียวกัน โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ส่งโดรนพุ่งเป้าทิ้งระเบิดโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่งของประเทศรัสเซีย (Russia)
ทั้งนี้ ประเทศรัสเซีย (Russia) เป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสองของโลก ซึ่งการโจมตีด้วยโดรนของประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตของโรงกลั่นในประเทศรัสเซีย (Russia) โดยข้อมูลจาก Kpler ย้อนหลังไปถึงปี 2017 ระบุว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันเตาของประเทศรัสเซีย (Russia) ในเดือนสิงหาคมดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 591,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงจากค่าเฉลี่ยที่มากกว่า 860,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2025
ผลลัพธ์สุทธิที่เกิดขึ้นคือ ปริมาณน้ำมันดิบที่ถูกขนส่งออกจากภูมิภาคผู้ผลิตน้ำมันหลักปรับตัวลดลง โดยเฉพาะจากบริเวณอ่าวอาหรับและประเทศรัสเซีย (Russia) ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอุปทานน้ำมันดิบในภาพรวม และทำให้บริษัทน้ำมันต่างลดความสำคัญในการผลิตน้ำมันเตาลง
ยุทธศาสตร์ของโรงกลั่นกับการจัดสรรน้ำมันดิบ
น้ำมันเบนซิน (Petrol), น้ำมันดีเซล (Diesel) และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบเช่นเดียวกัน ต่างได้รับผลกระทบทั้งหมด ทว่าผลิตภัณฑ์อย่างน้ำมันดีเซลมักจะช่วยให้ผู้จัดหาพลังงานสามารถสร้างกำไรได้สูงกว่า ส่งผลให้โรงกลั่นเลือกให้ความสำคัญกับการผลิตดีเซลมากกว่าผลิตภัณฑ์อย่างน้ำมันเตา
ข้อมูลจาก Kpler ยกตัวอย่างกรณีของโรงกลั่น Dangote ในประเทศไนจีเรีย (Nigeria) ซึ่งมีกำลังการกลั่น 650,000 บาร์เรลต่อวัน ได้ทำการเร่งเพิ่มการส่งออกน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ขณะที่ปริมาณการส่งออกน้ำมันเตากลับปรับตัวลดลง
นายสุนิล เรดดี (Sunil Reddy) ผู้สังเกตการณ์ตลาดการเงิน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะขาดแคลนน้ำมันเรือทั่วโลกคือ “อัตรากำไรที่สูงเป็นพิเศษของน้ำมันดีเซล”
“เมื่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลเทียบกับน้ำมันดิบ (Diesel Cracks/Spreads) พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โรงกลั่นจึงมีแรงจูงใจอย่างมหาศาลในการรีดเค้นน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินออกมาจากน้ำมันดิบทุกๆ บาร์เรลให้ได้มากที่สุด ซึ่งกลไกนี้ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งเกิดขึ้นกับกากน้ำมันส่วนที่หนักกว่า” นายสุนิล เรดดี (Sunil Reddy) กล่าว
เขาอธิบายเสริมว่า ในกระบวนการกลั่น แทนที่จะ “ปล่อยให้กากน้ำมันส่วนหนัก (Heavy Residue) เหลือทิ้งไว้เป็นน้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร โรงกลั่นจะส่งกากน้ำมันดังกล่าวผ่านหน่วยประมวลผลลำดับที่สอง (Secondary Processing Units) เพื่อยกระดับให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่าอย่างน้ำมันดีเซล”
“ดังนั้น อัตรากำไรของน้ำมันดีเซลที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง จึงเริ่มดึงปริมาณน้ำมันดิบออกจากตลาดน้ำมันเตาเรือเดินสมุทรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” นายสุนิล เรดดี (Sunil Reddy) กล่าว พร้อมระบุว่าปัจจัยนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเรือปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
แม้ว่าปริมาณน้ำมันเรือที่ลดลงจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการขนส่งสินค้าทางเรือทั่วโลก แต่ภูมิภาคเอเชียอาจได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษเนื่องจากการพึ่งพาพลังงานจากบริเวณอ่าวอาหรับ
ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเติมน้ำมันเรือ (Bunker Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องนำเข้าน้ำมันเตามากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการบริโภคทั้งหมดซึ่งอยู่ที่เกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน การลดลงของอุปทานน้ำมันเตาจึงส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทางทะเลอย่าง VLSFO ปรับตัวสูงขึ้น
ในประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ราคาเชื้อเพลิง VLSFO พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 76 นับตั้งแต่สงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) เปิดฉากขึ้น โดยแตะระดับเกือบ 825 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน หรือคิดเป็น 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ณ วันที่ 1 กันยายน อ้างอิงตามข้อมูลจากแพลตฟอร์มราคาพลังงานเรือเดินสมุทร ZeroNorth
นอกเหนือจากประเทศสิงคโปร์ (Singapore) สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเตา ณ ศูนย์การค้าอัมสเตอร์ดัม-ร็อตเตอร์ดัม-แอนต์เวิร์ป (Amsterdam-Rotterdam-Antwerp) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) และ ณ ท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ต่างลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลในรอบ 3 ปี อยู่ที่ประมาณร้อยละ 30
นายสุนิล เรดดี (Sunil Reddy) ระบุเพิ่มเติมบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ระบบเศรษฐกิจโลกถูกสร้างขึ้นบนห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาอาศัยกันนับพันสาย ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากอีกประเทศหนึ่ง พึ่งพาอีกประเทศในการแปรรูป พึ่งพาเครื่องจักรจากอีกแห่ง และพึ่งพาพลังงานจากอีกแหล่ง”
“หากปราศจากเรือขนส่ง ระบบโลกาภิวัตน์ก็จะพังทลายลง และเมื่อน้ำมันเรือกลายเป็นสิ่งหายากหรือมีราคาแพงเกินไป หลายสิ่งหลายอย่างจะไม่ใช่แค่มีราคาแพงขึ้นเท่านั้น” เขากล่าวเสริม “แต่ในจุดหนึ่ง การค้าบางประเภทอาจถึงขั้นหยุดลงเนื่องจากไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจอีกต่อไป”
ความสำคัญของภาวะน้ำมันเรือลดลง
นายรอยสตัน ฮวน (Royston Huan) จากบริษัท Energy Aspects กล่าวว่า การลดลงของปริมาณการผลิตน้ำมันเรือจะดันให้ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น หากอุปสงค์หรือความต้องการใช้เชื้อเพลิงยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“น้ำมันเตาเรือ (Bunker Fuels) ถือเป็นต้นทุนหลักในการเดินทางแต่ละเที่ยว ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นนี้มักจะถูกส่งผ่านไปให้แก่ผู้รับบริการปลายทาง โดยผู้ใช้บริการปลายทางมักจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ ไม่ใช่เจ้าของเรือ” นายรอยสตัน ฮวน (Royston Huan) กล่าวเสริม
ด้าน นายฮาหมัด ฮุสเซน (Hamad Hussain) นักเศรษฐศาสตร์ด้านภูมิอากาศและสินค้าโภคภัณฑ์จากบริษัท Capital Economics ในประเทศสหราชอาณาจักร (UK) แสดงความเห็นสอดคล้องกัน โดยเปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ว่า การขาดแคลนอุปทานน้ำมันเตากำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อราคา ซึ่งส่งผลดันให้ค่าธรรมเนียมการขนส่งทางเรือปรับตัวสูงขึ้น
“เมื่อพิจารณาถึงการขาดแคลนกำลังการกลั่นสำรอง (Spare Refining Capacity) ทั่วโลก ราคาน้ำมันเรือน่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป จนกว่าจะเกิดการคลี่คลายของข้อขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง” นายฮาหมัด ฮุสเซน (Hamad Hussain) กล่าวทิ้งท้าย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/j74p7g