“ทรัมป์” อ้างยูเครน–รัสเซียเห็นพ้องงดโจมตีพลังงาน
“ทรัมป์” อ้างยูเครน–รัสเซียเห็นพ้องงดโจมตีเป้าหมายพลังงาน หลังดีเซลสหรัฐฯ แพงเป็นประวัติการณ์
15-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระบุ ประเทศยูเครน (Ukraine) และประเทศรัสเซีย (Russia) เห็นพ้องยับยั้งการโจมตีเป้าหมายพลังงานของกันและกัน
ท่ามกลางสถานการณ์การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสถิติใหม่
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) เปิดเผยว่า ประเทศยูเครน (Ukraine) และประเทศรัสเซีย (Russia) ได้บรรลุข้อตกลงที่จะไม่ยิงโจมตีเป้าหมายทางพลังงานของกันและกัน หลังจากเหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
“ประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ตกลงที่จะไม่โจมตีเป้าหมายพลังงานของประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศรัสเซีย (Russia) ก็ได้ตกลงที่จะทำเช่นเดียวกัน!” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเจาะจงชี้ว่าเหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง แทนที่จะเป็นผลกระทบจากสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran)
อย่างไรก็ตาม ทั้งประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศยูเครน (Ukraine) ยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนว่าได้มีการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวจริงหรือไม่ ขณะที่ความพยายามในอดีตเพื่อเจรจาข้อตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ผ่านมา ไม่เคยประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน
ด้านสัญญาน้ำมันดีเซลล่วงหน้าลดช่วงบวกลงหลังจากโพสต์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แต่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ในวันดังกล่าว ขณะที่ราคาขายปลีกในประเทศสหรัฐฯ (US) ยังคงตรึงอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวว่า เขาได้ออกคำเตือนไปยังประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy) แห่งประเทศยูเครน (Ukraine) ให้ยุติการตกเป็นเป้าหมายโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของประเทศรัสเซีย (Russia) โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวกำลัง “ก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซล”
สำหรับราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนมาจากภาวะขาดแคลนอุปทาน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) ร่วมกับความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศยูเครน (Ukraine)
แม้ว่าประเทศรัสเซีย (Russia) จะเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดีเซลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ด้านพลังงาน Vortexa Ltd. แต่ภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) ถือเป็นผู้ส่งออกน้ำมันชนิดนี้สุทธิในปริมาณที่มากกว่าประเทศรัสเซีย (Russia) อย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นตามมานับว่ามหาศาล แม้ผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ในประเทศสหรัฐฯ (US) จะให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิดกับราคาน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ซึ่งปรับตัวสูงขึ้น 54% จากระดับต่ำสุดในเดือนมกราคม แต่น้ำมันดีเซลถือเป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับภาคการขนส่ง ทั้งรถบรรทุกขนส่งระยะไกล รถไฟขนส่งสินค้า และเครื่องจักรกลทางการเกษตร
สำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประเด็นนี้สร้างความเสี่ยงทางการเมืองอย่างมากก่อนหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินการครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (House) และวุฒิสภา (Senate) โดยราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นได้เริ่มบั่นทอนรายได้และบีบให้ผู้ประกอบการธุรกิจต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงานได้ส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่กดดันพรรครีพับลิกัน (Republican Party) อยู่แล้วในขณะนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-14/trump-says-ukraine-russia-agree-not-to-hit-energy-targets?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy