สเปนจ่อดึง ‘ทองคำ’ สำรองออกจากสหรัฐฯ
สเปนจ่อดึง ‘ทองคำ’ สำรองออกจากสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสแบงก์ชาติทั่วโลกแห่ขนทองคำกลับประเทศ ลดเสี่ยงคว่ำบาตร-อายัดสินทรัพย์
14-9-2026
Money Metals รายงานว่า จากเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อินเดีย ถึงเยอรมนี กระแสเรียกคืนทองคำจากสหรัฐฯ ลุกลาม สเปนอาจเป็นรายถัดไปสเปนกำลังเผชิญแรงเรียกร้องให้พิจารณาย้ายทองคำสำรองบางส่วนออกจากสหรัฐฯ หลังธนาคารกลางยุโรปหลายแห่งเริ่มย้ายหรือส่งทองกลับสู่ยุโรป ท่ามกลางความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร และความต้องการเสริมสร้างอธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ทางการเงินของยุโรป
ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินมาตรการดึงทองคำสำรองกลับคืนสู่ประเทศของตนเอง (Gold Repatriation) ประชาคมโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลและธนาคารกลางของประเทศสเปน (Spain) จะตัดสินใจอย่างไรต่อทิศทางดังกล่าว
ปัจจุบัน เริ่มเกิดเสียงเรียกร้องที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเรียกร้องให้ ธนาคารกลางสเปน (Bank of Spain) เจริญรอยตามการนำของประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) และประเทศฝรั่งเศส (France) ในการขนย้ายทองคำสำรองกลับคืนสู่มาตุภูมิ
ก่อนหน้านี้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) ได้ดำเนินการขนย้ายทองคำสำรองจำนวน 86 ตัน ออกจากทวีปอเมริกาเหนือไปยังกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากกว่า โดยอ้างถึง "ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น" และความปรารถนาที่จะ "เสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับวิกฤต"
ขณะเดียวกัน ประเทศฝรั่งเศส (France) ได้เสร็จสิ้นโครงการดึงทองคำสำรองกลับประเทศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดย ธนาคารกลางฝรั่งเศส (Banque de France: BdF) ได้ทำการระบายทองคำแท่งประเภท "ไม่สมบูรณ์ตามมาตรฐาน" (Non-standard gold bars) ที่มีระดับความบริสุทธิ์และขนาดแตกต่างกันไปซึ่งจัดเก็บไว้ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ (US) ออกไป แล้วนำเงินที่ได้ไปจัดซื้อทองคำแท่งชุดใหม่ที่มีน้ำหนัก ความบริสุทธิ์ และการรับรองที่สอดคล้องกับมาตรฐานสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศ (Large Gold Delivery: LGD)
ปัจจุบัน ธนาคารกลางสเปน (Bank of Spain) ถือครองทองคำสำรองรวมกันประมาณ 289 ตัน ซึ่งนับเป็นปริมาณทองคำสำรองทางการที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 ในบรรดากลุ่มประเทศสมาชิก สหภาพยุโรป (EU) อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางสเปน (Bank of Spain) ได้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลว่าตนจัดเก็บทองคำสำรองไว้ ณ นครนิวยอร์ก จำนวนเท่าใด หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการย้ายทองคำในอนาคต โดยอ้างถึงข้อกำหนดด้านความลับทางการเงิน
แหล่งข่าวผู้ไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ เอล ปาอิส (El País) ของสเปนว่า ทองคำสำรองส่วนใหญ่ของประเทศสเปน (Spain) ถูกจัดเก็บอยู่ภายในพรมแดนของประเทศสเปนเอง ขณะที่ปริมาณทองคำที่จัดเก็บไว้ในประเทศสหรัฐฯ (US) น่าจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แรงดันอธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ EU และชนวนเหตุจากการใช้อาวุธดอลลาร์
กระนั้นก็ตาม กลุ่มมวลชนและผู้เชี่ยวชาญที่ออกมาเรียกร้องให้เกิดการดึงทองคำกลับประเทศกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
ศาสตราจารย์ หลุยส์ การ์เบีย (Luis Garvía) จากสถาบันการเงิน Instituto de Estudios Bursátiles (IEB) ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ เอล ปาอิส (El País) โดยระบุว่า การนำทองคำกลับสู่ประเทศสเปน (Spain) ไม่ควรถูกมองว่าเป็นนโยบายเชิง "ชาตินิยม" แต่อย่างใด
"การนำทองคำกลับสู่สเปนไม่ได้เป็นเพียงแสดงออกเชิงอธิปไตยเดี่ยวๆ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการทำงานเพื่อสร้างอธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy Framework) ของสหภาพยุโรป" ศาสตราจารย์ หลุยส์ การ์เบีย (Luis Garvía) กล่าว
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ เอล ปาอิส (El País) ระบุว่า การนำสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมาใช้เป็นอาวุธทางการเงิน (Weaponisation of the Dollar) และความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าทองคำอาจถูกสั่งอายัดหรือยึดสินทรัพย์ เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยเติมเชื้อเพลิงให้แก่กระแสการดึงทองคำกลับประเทศ
"สาเหตุหลักไม่ได้มาจากเพียงแค่ความไม่ไว้วางใจที่มีต่อ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) เท่านั้น แต่เหตุการณ์ในปี 2022 ที่มีการสั่งอายัดสินทรัพย์ต่างประเทศของรัสเซีย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมมาตรการคว่ำบาตรต่อกรณีการบุกรุกประเทศยูเครน ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ไปยังกลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด" บทวิเคราะห์ระบุ
บทเรียนจากอินเดียและขีดจำกัดความปลอดภัยในตู้นิรภัยกรุงลอนดอน
ประเทศอินเดีย (India) เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่กำลังเดินหน้าดึงทองคำสำรองกลับประเทศอย่างแข็งกร้าว โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2024 ธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India: RBI) ได้ทำการขนส่งทองคำสำรองจำนวน 100 ตัน กลับคืนสู่ประเทศจากตู้นิรภัยในประเทศสหราชอาณาจักร (UK) และตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินเดียยังได้ทำการดึงทองคำกลับเพิ่มอีก 104 ตัน
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ อีโคโนมิก ไทมส์ ออฟ อินเดีย (Economic Times of India) ระบุว่า การใช้อาวุธทางการเงินผ่านเงินดอลลาร์โดยประเทศสหรัฐฯ (US) ถือเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงต่อประเทศรัสเซีย (Russia) หลังเปิดศึกบุกยูเครน ตลอดจนการอายัดเงินสำรองของประเทศอัฟกานิสถาน (Afghanistan) โดยกลุ่มมหาอำนาจตะวันตก
"เหตุการณ์เหล่านั้น ซึ่งเกี่ยวพันกับการที่กลุ่มประเทศ G7 (G7) จำกัดการเข้าถึงสินทรัพย์อธิปไตย ได้ปรับเปลี่ยนกรอบความคิดของธนาคารกลางทั่วโลกเกี่ยวกับการฝากดูแลสินทรัพย์ (Custody) ไปอย่างสิ้นเชิง" รายงานระบุ
แม้ว่าประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands) จะเลือกย้ายทองคำสำรองบางส่วนไปยังกรุงลอนดอน แต่หนังสือพิมพ์ เอล ปาอิส (El País) ชี้ว่า ทางเลือกดังกล่าวอาจไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป โดยรายงานได้ยกกรณีตัวอย่างของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ที่พยายามดึงทองคำสำรองที่จัดเก็บไว้ ณ กรุงลอนดอน กลับคืนประเทศ ทว่าทางการประเทศสหราชอาณาจักร (UK) กลับปฏิเสธที่จะส่งมอบโลหะมีค่าดังกล่าว โดยอ้างว่าไม่ได้ให้การรับรองอำนาจทางการเงินของรัฐบาลกรุงคารากัส (Caracas)
"กรุงลอนดอนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งช่วยให้เงินสำรองมีสภาพคล่องสูงมาก แต่ในยุคสมัยที่ลัทธิอำนาจนิยมทวีความรุนแรงขึ้น ความรวดเร็วในการเปลี่ยนมือเช่นนั้นกลับไม่ได้ดูดึงดูดใจอีกต่อไป" รายงานระบุ
ความระส่ำระสายในเยอรมนี-อิตาลี และผลสำรวจสภาทองคำโลก
สเปนไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังขบคิดเกี่ยวกับประเด็นสถานที่จัดเก็บทองคำสำรอง โดยในประเทศเยอรมนี (Germany) มีเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองหลากหลายขั้วความคิดที่ต้องการให้ดึงทองคำกลับประเทศเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ในปี 2013 ธนาคารกลางเยอรมนี (Bundesbank) เคยดำเนินการนำทองคำสำรองครึ่งหนึ่งกลับคืนสู่ประเทศมาแล้ว โดยมีการย้ายทองคำจำนวน 674 ตัน จากกรุงปารีสและนครนิวยอร์ก กลับสู่ประเทศเยอรมนี (Germany) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธนาคารกลางเยอรมนี (Bundesbank) ยังคงจัดเก็บทองคำสำรองราว 1 ใน 3 ไว้ ณ ตู้นิรภัยในนครนิวยอร์ก
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เอ็มมานูเอล เมินช์ (Emanuel Mönch) นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำชาวเยอรมันและอดีตหัวหน้าฝ่ายวิจัยของ ธนาคารกลางเยอรมนี (Bundesbank) ได้เตือนว่าการเก็บทองคำสำรองไว้ ณ นครนิวยอร์ก นั้น "เสี่ยงเกินไป"
"เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน มันดูเสี่ยงเกินไปที่จะเก็บทองคำไว้ในประเทศสหรัฐฯ มากขนาดนี้ เพื่อประโยชน์ของอิสรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าจากสหรัฐฯ ธนาคารกลางเยอรมนีจึงควรได้รับคำแนะนำให้พิจารณาดึงทองคำกลับคืนมา" เอ็มมานูเอล เมินช์ (Emanuel Mönch) ระบุ
นอกจากนี้ ในประเทศอิตาลี (Italy) ก็ปรากฏเสียงเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้มีการดึงทองคำสำรองกลับคืนประเทศด้วยเช่นกัน
ตามผลการสำรวจของ สภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ในปี 2023 พบว่า "สัดส่วนที่สำคัญ" ของธนาคารกลางทั่วโลกได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรที่อาจเกิดขึ้น หลังจากที่ประเทศสหรัฐฯ (US) และชาติตะวันตกได้ทำการอายัดเงินสำรองทองคำและเงินตราต่างประเทศของรัสเซียคิดเป็นมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลจาก สภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า 68% ของธนาคารกลางที่ร่วมตอบแบบสำรวจ วางแผนที่จะเก็บรักษาทองคำสำรองไว้ภายในพรมแดนของประเทศตนเอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากระดับ 50% ในปี 2020
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากธนาคารกลางแห่งหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว รอยเตอร์ (Reuters) ว่า "เดิมทีเราเคยฝากทองคำไว้ที่ลอนดอน... แต่ตอนนี้เราได้โอนมันกลับมายังประเทศของเราเพื่อถือครองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) และเพื่อความปลอดภัยสูงสุด"
ปรากฏการณ์การดึงทองคำสำรองกลับประเทศในครั้งนี้ ยิ่งช่วยตอกย้ำถึงความสำคัญของการถือครองทองคำแท่งจริง (Physical Gold) ที่ปราศจากความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk) บนเวทีการเงินและภูมิรัฐศาสตร์โลก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/news/2026/09/11/spain-ponders-whether-it-should-get-its-gold-out-of-the-us-005194