.
อิสราเอลเร่งขยายกองทัพเรือ ปรับแผนความมั่นคงทางทะเล รับมือศึกรอบด้าน หวังปกป้องเส้นทางการค้าและโครงสร้างพื้นฐานท่ามกลางสงคราม
28-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ในขณะที่บรรดาฝ่ายตรงข้ามเริ่มพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ กองทัพเรือของประเทศอิสราเอล (Israel) กำลังแสวงหาแนวทางและยุทธวิธีใหม่ๆ เพื่อปกป้องเขตน่านน้ำและรักษาความมั่นคงทางทะเลของประเทศ
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เรือคอร์เวตชั้น Saar 6 นามว่า "Independence" ของกองทัพเรืออิสราเอล ได้ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและคุ้มกันสนามก๊าซธรรมชาติในทะเล รวมถึงเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์เป็นเวลานานหลายพันชั่วโมง ซึ่งผู้บังคับบัญชาเรือลำดังกล่าวเปรียบเทียบว่าเป็นภารกิจที่ "หนักหนาสาหัสและไม่มีวันสิ้นสุด" (Sisyphean) โดยทุกครั้งที่มีการยิงขีปนาวุธหรือวัตถุระเบิดพุ่งเป้ามายังแท่นขุดเจาะโดยประเทศอิหร่าน (Iran) หรือกลุ่ม Hezbollah ลูกเรือมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศ
เรือรบขนาดความยาว 90 เมตรลำนี้ แม้จะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับมาตรฐานเรือรบระดับโลก แต่ถือเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกองทัพเรือของประเทศอิสราเอล (Israel) โดยปกติจะมีชั่วโมงปฏิบัติการทางทะเลเฉลี่ย 1,500 ชั่วโมงต่อปี ทว่าในปี 2024 เรือลำดังกล่าวกลับมีชั่วโมงปฏิบัติการพุ่งสูงทะลุ 4,000 ชั่วโมง ตามคำเปิดเผยของผู้บังคับบัญชาเรือ ซึ่งสามารถเปิดเผยตัวตนได้เพียงอักษรย่อ นายทหาร โอ. (O.) ตามนโยบายความมั่นคงของกองทัพอิสราเอล
เป็นเวลานานหลายปีที่ฝ่ายตรงข้ามหลักของประเทศอิสราเอล (Israel) ซึ่งได้แก่ประเทศอิหร่าน (Iran) และกลุ่มตัวแทนกองกำลังต่าง ๆ ถูกประเมินว่าวางกำลังอยู่บริเวณแนวชายแดนทางบกทางทิศตะวันออก ส่งผลให้กองทัพเรือกลายเป็นเหล่าทัพขนาดเล็กที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนน้อย และถูกบดบังโดยกองทัพอากาศ กองทัพบก และหน่วยข่าวกรอง อย่างไรก็ตาม สงครามระดับภูมิภาคที่เปิดฉากขึ้นเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน ได้สร้างความตึงเครียดอย่างหนักต่อระบบป้องกันทางทะเลของประเทศอิสราเอล (Israel) และเผยให้เห็นถึงจุดเปราะบางทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างชัดเจน
ความเป็นอริของประเทศเพื่อนบ้านส่งผลให้ประเทศอิสราเอล (Israel) มีสภาวะการดำเนินงานไม่ต่างจาก "เศรษฐกิจแบบเกาะ" (Island economy) โดยประมาน 99% ของสินค้านำเข้าและส่งออกของประเทศต้องขนส่งผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันออก ประชาชนชาวอิสราเอลมากกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองชายฝั่งทะเล มากกว่าสองในสามของพลังงานภายในประเทศมาจากสนามก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่ง และภาคเทคโนโลยีอันเป็นหัวใจสำคัญต้องพึ่งพาสายเคเบิลใต้ทะเลที่ทอดยาวออกไปไกลกว่า 200 ไมล์ทะเล ขณะเดียวกัน กลุ่ม Houthis ในประเทศเยเมน (Yemen) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศอิหร่าน (Iran) ได้เปิดฉากโจมตีเรือสินค้าที่เดินทางผ่านทะเลแดงอย่างต่อเนื่อง เมื่อประเทศอิหร่าน (Iran) และพันธมิตรยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและเส้นทางการค้าเพื่อสร้างข้อต่อรองทางยุทธศาสตร์ ประเทศอิหร่านและพันธมิตรจึงทำให้ประเทศอิสราเอล (Israel) ตระหนักได้ว่าตนจำเป็นต้องเร่งสร้างขีดความสามารถใหม่ๆ ทางทะเลโดยด่วน
"หากกองทัพก่อการร้าย หรือรัฐใดรัฐหนึ่ง ตัดสินใจที่จะปิดล้อมพื้นที่อื่น หรือสร้างความเสียหายต่อเส้นทางเดินเรือของอิสราเอล — ไม่ว่าจะในทะเลแดง หรือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน — อิสราเอลจะเผชิญกับปัญหารุนแรงทันที" นายยูวัล อายลอน (Yuval Eylon) นักวิเคราะห์จาก Institute for National Security Studies ในนครเทลอาวีฟ กล่าว พร้อมเสริมว่า สำหรับประเทศอิสราเอล (Israel) แล้ว "ห่วงโซ่อุปทานเปรียบเสมือนออกซิเจนในการดำรงอยู่"
ข้อมูลจากสถาบันคิดถังค์ International Institute for Strategic Studies (IISS) ระบุว่า กองเรือของประเทศอิสราเอล (Israel) มีเรือคอร์เวตที่พร้อมปฏิบัติการจำนวน 7 ลำ ขณะที่กระทรวงกลาโหมระบุว่า ประเทศอิสราเอล (Israel) มีเรือดำน้ำปฏิบัติการอยู่จำนวน 6 ลำ
บรรดาเจ้าหน้าที่ของประเทศอิสราเอล (Israel) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg ว่า ทางการได้สรุปผลประเมินแล้วว่าประเทศจำเป็นต้องมีกองเรือขนาดใหญ่ขึ้น โดยในปี 2024 กระทรวงกลาโหมได้ประกาศสั่งต่อเรือบรรทุกขีปนาวุธรุ่นใหม่จำนวน 5 ลำ มูลค่ารวม 780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทดแทนเรือรบเก่าที่เริ่มปลดประจำการ
อย่างไรก็ตาม เรือรบแบบดั้งเดิมต้องใช้เวลาในการต่อเรือยาวนานและมีต้นทุนมหาศาล — โดยเรือคอร์เวตของประเทศอิสราเอล (Israel) มีต้นทุนลำละประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เรือดำน้ำที่ผลิตจากประเทศเยอรมนี (Germany) มีราคาสูงถึงลำละประมาณ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ — ในขณะที่นวัตกรรมเทคโนโลยีและยุทธวิธีสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางและประเทศยูเครน (Ukraine) ได้เปลี่ยนแปลงเศรษฐศาสตร์ของการทำสงครามไปอย่างสิ้นเชิง การปรับใช้อาวุธที่มีราคาค่อนข้างถูกและไม่มีความซับซ้อน เช่น โดรน หรือทุ่นระเบิดทางทะเล ในปริมาณมากหรือพุ่งเป้าไปยังสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล
กองทัพเรืออิสราเอลได้ยอมรับถึงความล้มเหลวในการสกัดกั้นกองกำลัง Hamas ที่ยกพลขึ้นบกบริเวณชายหาดในระหว่างการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 นอกจากนี้ ยังไม่สามารถทำลายการปิดล้อมของกลุ่ม Houthis ต่อเรือสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศอิสราเอล (Israel) บริเวณช่องแคบ Bab al-Mandeb ซึ่งขัดขวางการสัญจรไปยังเมืองท่าเอลัท (Eilat) โดยใช้เพียงโดรนและขีปนาวุธเทคโนโลยีต่ำ
เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว กองทัพเรืออิสราเอลเช่นเดียวกับกองทัพเรือชั้นนำอื่นๆ กำลังเร่งลงทุนในยานพาหนะไร้คนขับ (Unmanned vehicles) เพื่อขยายขอบเขตการลาดตระเวนและคุ้มกันสินทรัพย์ทั้งบนผิวน้ำและใต้ท้องทะเล
กองทัพเรืออิสราเอลประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ว่าได้เริ่มเปิดใช้งานโดรนอัตโนมัติเพื่อดูแลความปลอดภัยของสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจนอกชายฝั่ง โดยไม่ได้เปิดเผยชื่อระบบที่ใช้งาน ทั้งนี้ ข้อมูลจาก IISS ระบุว่า ประเทศอิสราเอล (Israel) มีเรือผิวน้ำไร้คนขับขนาดเล็ก (Unmanned Surface Vehicles: USVs) ปฏิบัติการอยู่ 10 ลำ และยานพาหนะใต้ทะเลไร้คนขับขนาดใหญ่ (Unmanned Underwater Vehicle: UUV) จำนวน 1 ลำ
นายยารอน ซาริก (Yaron Sarig) หัวหน้าสำนักงานบริหารโครงการปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติประจำ Directorate of Defense Research & Development ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ยืนยันว่ากองทัพเรือกำลังขยายการลงทุนในโดรนทางทะเลระบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยกรอบงบประมาณก็ตาม
ภาคเทคโนโลยีการทหารของประเทศอิสราเอล (Israel) กำลังเร่งพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการโดรนทางทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัท Elbit Systems ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลักที่จัดหาโดรนทางอากาศรุ่น Hermes และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่กองทัพอิสราเอล (Israel Defense Forces) ได้พัฒนายานพาหนะผิวน้ำอัตโนมัติความยาว 12 เมตร ในชื่อรุ่น Seagull
เรือไร้คนขับรุ่น Seagull ได้รับการออกแบบให้สามารถปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนโครงสร้างพื้นฐานนอกชายฝั่งได้นานถึง 4 วันโดยไม่ต้องกลับเข้าฝั่ง และสามารถสนับสนุนภารกิจต่อต้านทุ่นระเบิด การต่อต้านเรือดำน้ำ รวมถึงการลาดตระเวนทะเลลึก ตามคำเปิดเผยของ นายซาร์ คูร์ช (Saar Koursh) รองประธานบริหารอาวุโสประจำ Elbit Naval Systems ซึ่งเป็นบริษัทย่อยด้านการทหารทางทะเล โดยบริษัท Elbit ได้จำหน่ายเรือ USV รุ่น Seagull ให้แก่หลายประเทศ และกองทัพเรืออิสราเอลได้นำมาเปิดใช้งานจริงแล้ว
นายซาร์ คูร์ช (Saar Koursh) กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นฉนวนทางการค้าสำคัญที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียและมหาสมุทร ได้กระตุ้นความสนใจในเทคโนโลยีต่อต้านทุ่นระเบิดของบริษัทเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรายงานว่าประเทศอิหร่าน (Iran) ได้วางทุ่นระเบิดในช่องแคบดังกล่าวจนเกิดอันตรายต่อการเดินเรือ "ทุ่นระเบิดมีราคาเพียงไม่กี่ร้อยหรือพันดอลลาร์สหรัฐ แต่สามารถสร้างความเสียหายต่อเรือสินค้าหรือเรือรบที่มีมูลค่าหลายสิบหรือหลายร้อยล้านดอลลาร์ได้" นายซาร์ คูร์ช (Saar Koursh) ระบุ
มหาอำนาจทางทะเลทั่วโลกต่างกำลังเร่งลงทุนในยานพาหนะทางทะเลไร้คนขับเช่นกัน โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม US Central Command ได้ประกาศว่าได้เริ่มใช้โดรนทางทะเลติดอาวุธในการรบเป็นครั้งแรก โดยเข้าโจมตีเรือดำน้ำและอู่ซ่อมบำรุงเรือในประเทศอิหร่าน (Iran)
การประยุกต์ใช้โดรนทางทะเลถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับกองทัพเรือขนาดเล็กอย่างประเทศอิสราเอล (Israel) เนื่องจากช่วยขยายพื้นที่การคุ้มกันได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเรือรบประจันบานที่มีลูกเรือหลายเท่า มีวงจรการจัดซื้อที่สั้นกว่า และใช้กำลังพลน้อยกว่า "สิ่งที่คุณกำลังทำคือการจับคู่และผสานขีดความสามารถน้ำหนักเบาจำนวนมากเข้าด้วยกันในราคาที่ถูกลง" นายเวย์น แซนเดอร์ส (Wayne Sanders) นักวิเคราะห์วิจัยด้านการป้องกันประเทศอาวุโสจาก Bloomberg Intelligence กล่าว
แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในสาขานี้ แต่ยังคงมีช่องว่างทางเทคโนโลยีหลักๆ ที่กองทัพ ผู้รับเหมาด้านกลาโหม และบริษัทสตาร์ทอัปกำลังเร่งแก้ไข รวมถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ระบบการสื่อสาร และระบบนำทางที่สามารถเอาชนะสงครามอิเล็กทรอนิกส์และการก่อกวนสัญญาณ GPS (GPS jamming) ได้
เมื่อถูกนำมาใช้งาน เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสมรภูมิที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลาหลายชั่วโมงของการลาดตระเวนสนามก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งระหว่างสงครามอิหร่าน นายทหาร โอ. (O.) ผู้บัญชาการเรือคอร์เวต กล่าวว่า วัตถุระเบิดที่พุ่งเป้ามายังโครงสร้างพื้นฐานสำคัญนั้นเป็นแบบระยะสั้น มีความเร็วสูง และมีความแม่นยำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยประเทศอิหร่าน (Iran) และกลุ่มตัวแทนมักจะคอยค้นหา "จุดอับ" (dead spots) ของกองทัพเรือ ทดสอบระบบป้องกันภัยทางอากาศ และปรับเปลี่ยนรูปแบบการยิงตอบโต้อย่างต่อเนื่อง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-27/israel-plans-to-expand-its-navy-to-secure-vulnerable-trade-routes?srnd=phx-politics