ตระกูล ‘ทรัมป์’ ลุยตั้งธนาคารใหม่
ตระกูล ‘ทรัมป์’ ลุยตั้งธนาคารใหม่ World Liberty Financial ดันสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ ‘USD1’
25-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ตระกูลของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จ่อบรรลุความสำเร็จในการจัดตั้งธนาคารของตนเอง หลังได้รับอนุมัติขั้นต้น (preliminary approval) จาก สำนักงานผู้กำกับดูแลตราสารเงินตราสหรัฐฯ หรือ OCC (Office of the Comptroller of the Currency) ท่ามกลางการผ่อนคลายกฎระเบียบ (deregulation) ที่ทำให้การขอใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์ระดับชาติ (national bank charter) ง่ายที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี
ข้อมูล OCC ระบุว่า ในช่วง 19 เดือนแรกของวาระที่สองภายใต้รัฐบาลทรัมป์ OCC อนุมัติใบอนุญาตไปแล้ว 22 ราย ซึ่งมากกว่ายอดรวม 5 ปีก่อนหน้ารวมกัน โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทฟินเทคและสินทรัพย์ดิจิทัล นับเป็นปริมาณการอนุมัติที่หาได้ยากนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 (2008 financial crisis) โดย นายโจนาธาน กูลด์ (Jonathan Gould) ผู้นำ OCC ที่ทรัมป์แต่งตั้ง ได้แถลงต่อสภาคองเกรสว่า "OCC พร้อมเปิดรับการดำเนินธุรกิจอีกครั้งแล้ว" ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2025 มีผู้ยื่นคำขอใหม่แล้วกว่า 40 บริษัท เท่ากับยอดรวม 13 ปีถอยหลังรวมกัน โดย OCC ตั้งเป้าพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน 120 วัน อย่างไรก็ดี กรอบเวลานี้อาจเผชิญความไม่แน่นอนจากการตรวจสอบของสภาคองเกรสหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
การทดลองของอุตสาหกรรม และเป้าหมายสเตเบิลคอยน์ USD1
การอนุมัติดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่อุตสาหกรรมการเงินได้ทดลองให้บริษัทนอกกรอบธนาคารดั้งเดิม เข้ามาดำเนินธุรกิจการธนาคาร โดยเน้นระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น สเตเบิลคอยน์ (Stablecoins) ซึ่งธนาคารดั้งเดิมกังวลว่าอาจกลายเป็นทางเลือกแทนเงินฝากที่สามารถสร้างดอกเบี้ยได้ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนชี้ว่าจะช่วยชดเชยการควบรวมกิจการของธนาคารยักษ์ใหญ่
ธนาคารของตระกูลทรัมป์ ดำเนินงานภายใต้ชื่อ เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล (World Liberty Financial) ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดร่วมกับผู้เล่นใหม่อย่าง บริษัท เซอร์เคิล (Circle), บริษัท นู โฮลดิ้งส์ จำกัด (Nu Holdings Ltd.) และ บริษัท คอยน์เบส โกลบอล (Coinbase Global Inc.) โดยเป้าหมายหลักคือการขยายการใช้งาน USD1 สเตเบิลคอยน์อ้างอิงดอลลาร์ การมีธนาคารเป็นของตนเองช่วยลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือ เปิดทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ หรือการอุ้มทางการเงินจากรัฐบาล (government bailout) ในยามวิกฤต ท่ามกลางความกังวลของพรรคเดโมแครตเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการเอื้อประโยชน์จากกฎระเบียบที่ผ่อนคลาย
ด้าน นายเดวิด แว็กซ์แมน (David Wachsman) โฆษก World Liberty ชี้แจงว่า บริษัทน้อมรับการกำกับดูแลจาก OCC และ Fed อย่างเคร่งครัดถาวร ทั้งข้อกำหนดป้องกันการฟอกเงิน (Anti-Money Laundering) และการตรวจสอบทุนสำรอง ขณะที่นักลงทุน 3 ราย รวมถึงบุตรชายของทรัมป์ และนักธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับราชวงศ์อาบูดาบี ได้ลงนามใน "ข้อตกลงการไม่แทรกแซง" (passivity commitments) เพื่อจำกัดอิทธิพลการบริหารแล้ว
ข้อกังวลเชิงความเสี่ยง บทเรียนวิกฤตการเงิน และประสบการณ์ผู้บริหาร
นายเจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค (JPMorgan Chase & Co.) และ นายแอรอน ไคลน์ (Aaron Klein) จาก สถาบันบรูคกิงส์ (Brookings Institution) เตือนว่า สเตเบิลคอยน์ไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝากเหมือนธนาคาร การเชื่อมโยงกับธนาคารอาจสร้างมายาคติให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าได้รับการค้ำประกันโดยรัฐบาล
นอกจากนี้ การกำกับดูแลที่ซับซ้อนทั้งจาก OCC, ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve), ฟินเซน (FinCEN) และ สถาบันคุ้มครองเงินฝากแห่งสหรัฐฯ (FDIC) มีขึ้นเพื่อป้องกันวิกฤต ซึ่งบทเรียนจาก วิกฤตสถาบันการเงินเงินออมและเงินกู้ (Savings-and-Loan crisis) ในทศวรรษ 1980 ที่สร้างความเสียหายสูงถึง 1.24 แสนล้านดอลลาร์ ชี้ว่าการบริหารงานที่ย่ำแย่เป็นสาเหตุหลักของการล้มละลาย นำไปสู่การประเมินสถานะธนาคารตามระบบ CAMELS ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพผู้บริหารอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการของ World Liberty ในช่วงยื่นคำขอยังขาด CFO และเสนอ นายแซคคารี วิตคอฟฟ์ (Zachary Witkoff) บุตรชายของ นายสตีเวน วิตคอฟฟ์ (Steven Witkoff) เป็นประธาน โดยมีกรรมการจากธุรกิจรถยนต์และนายหน้าหลักทรัพย์ ก่อนจะแต่งตั้ง นายแดเนียล ดิตเซล (Daniel Dietzel) อดีต CFO ของ บริษัท ฮิดเดน โรด พาร์ทเนอร์ส (Hidden Road Partners) ในภายหลัง ซึ่งทำให้กระบวนการอนุมัติแบบมีเงื่อนไขของ World Liberty ใช้เวลานานถึง 7 เดือน ต่างจาก ธนาคารเอเรบอร์ (Erebor Bank) ของ นายพาลเมอร์ ลักกี (Palmer Luckey) ที่ใช้เวลาเพียง 4 เดือน เนื่องจากมี นายไมค์ ฮาเกดอร์น (Mike Hagedorn) อดีต CFO ของธนาคาร เวลลีย์ แบงก์ (Valley Bank) ดำรงตำแหน่งประธาน
ผลประโยชน์ทับซ้อน การขยายอำนาจ OCC และทิศทางอนาคต
การอนุมัติครั้งนี้ทำให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีขณะดำรงตำแหน่งคนแรกที่บุตรชายจัดตั้งธนาคาร แม้ทำเนียบขาวโดย นางแอนนา เคลลี (Anna Kelly) และ OCC จะยืนยันว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ทว่าคำสั่งฝ่ายบริหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ให้ส่งกฎระเบียบการเงินให้ทำเนียบขาวตรวจก่อนประกาศ ทำให้ นางแม็กซีน วอเทอร์ส (Maxine Waters) ส.ส. เดโมแครต ประท้วงว่าทรัมป์อาจใช้ประโยชน์ล่วงหน้า ทั้งนี้ นางมิเชล อัลต์ (Michele Alt) จาก บริษัท คลารอส กรุ๊ป (Klaros Group) ระบุว่า OCC ได้กำหนดเกณฑ์เงินกองทุนของ World Liberty ไว้สูงกว่าปกติเพื่อควบคุมความเสี่ยง
นายทอดด์ เบเกอร์ (Todd Baker) จาก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) วิเคราะห์ว่า OCC มีธรรมชาติของการขยายอำนาจเกินขอบเขต โดยเฉพาะการยกเครื่องกฎระเบียบ "ใบอนุญาตรับฝากและดูแลทรัพย์สิน" (trust charters) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งผ่อนคลายหน้าที่ดูแลผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า (fiduciary duty) เปิดทางให้ตรัสต์ทำกิจกรรมขยายขอบเขตได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อตรัสต์ของ World Liberty อย่างไรก็ดี OCC ยังคงปฏิเสธคำขอตรัสต์ของ บริษัท ไวส์ พีแอลซี (Wise Plc) จากสหราชอาณาจักร เนื่องจากขาดความเข้าใจกฎหมายการเงินและ AML ของสหรัฐฯ
ภาพรวมแสดงให้เห็นว่า OCC ภายใต้ นายโจนาธาน กูลด์ (Jonathan Gould) กำลังเดินหน้าผลักดันสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ระบบธนาคารอย่างเต็มตัว ตามทิศทางนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งภาพถ่ายการมอบใบอนุญาตแก่ Erebor Bank ณ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ถือเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนของการเปิดรับสถาบันการเงินยุคดิจิทัลอย่างเป็นทางการ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/features/2026-08-23/trump-s-world-liberty-joins-boom-in-new-us-bank-charters