ซีเรีย-รัสเซีย ปรับบทบาท 2 ฐานทัพยุทธศาสตร์
ซีเรีย-รัสเซีย ปรับบทบาท 2 ฐานทัพยุทธศาสตร์ 'รัสเซีย' ในเมดิเตอร์เรเนียนเป็นศูนย์ฝึกทหารร่วม หลังผู้นำซีเรียพบทรัมป์
11-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทางการประเทศซีเรีย (Syria) เปิดเผยว่า ฐานทัพทางการทหาร 2 แห่งของประเทศรัสเซีย (Russia) ที่ตั้งอยู่ในประเทศจะถูกเปลี่ยนสถานะไปเป็นศูนย์ฝึกอบรมร่วม หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในการปรับนิยามบทบาทของที่ตั้งทางทหารดังกล่าว ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญที่มอบอิทธิพลทางการทหารในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) ให้แก่กรุงมอสโก (Moscow)
ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding) ซึ่งได้รับการประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็น "ศูนย์ฝึกอบรมและยกระดับศักยภาพร่วม (joint training and qualification centers)" ภายในระยะเวลา 3 เดือน ตามรายงานของสำนักข่าวอาหรับซีเรีย หรือ ซานา (Syrian Arab News Agency: SANA) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลซีเรีย โดยอ้างอิงจากแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศซีเรีย (Syrian Foreign Ministry)
แม้ว่าฐานทัพอากาศเหมมิม (Hmeimim air base) ในเมืองลาตาเกีย (Latakia) และท่าเรือตาร์ตุส (Tartus port) ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) จะเคยขยายขอบเขตอิทธิพลทางการทหารของประเทศรัสเซีย (Russia) เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) และทวีปแอฟริกา (Africa) แต่สถานะของฐานทัพทั้งสองแห่งกลับตกอยู่ในความไม่แน่นอน นับตั้งแต่ อดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad) ผู้นำที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานและเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทำเนียบเครมลิน (Kremlin) ถูกยึดอำนาจและพ้นจากตำแหน่งในปี 2024
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้กำหนดให้ประเทศซีเรีย (Syria) เป็นผู้บริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกภาคพลเรือน ซึ่งรวมถึงสนามบินเหมมิม (Hmeimim airport) และท่าเทียบเรือเชิงพาณิชย์ (commercial berth) ณ ท่าเรือตาร์ตุส (Tartus port) โดยข้อตกลงนี้จะจัดระเบียบการประจำการของกรุงมอสโก (Moscow) บริเวณชายฝั่งซีเรียใหม่ และมีเป้าหมายเพื่อ "ปกป้องผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ" ตามการรายงานของสำนักข่าวซานา (SANA)
กระทรวงการต่างประเทศซีเรีย (Syrian Foreign Ministry) ระบุว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็น "ความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเปิดการเจรจาเมื่อประมาณ 18 เดือนที่แล้ว" พร้อมกล่าวเสริมว่า ข้อตกลงดังกล่าว "เปิดทางไปสู่เฟสใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างซีเรียและรัสเซีย" ขณะที่ทำเนียบเครมลิน (Kremlin) ยังไม่ได้ออกมาตอบรับต่อคำร้องขอความคิดเห็นในทันที
ทางด้าน ประธานาธิบดีอะห์หมัด อัล-ชารา (Ahmed Al-Sharaa) แห่งประเทศซีเรีย (Syria) ซึ่งเป็นผู้นำการก่อฝ่าด่านยึดอำนาจของกลุ่มอิสลามิสต์ที่โค่นล้มระบอบอัสซาด ได้เคยเข้าพบ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งประเทศรัสเซีย (Russia) ณ กรุงมอสโก (Moscow) เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ในขณะที่ทั้งสองประเทศพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยโฆษกทำเนียบเครมลินระบุในขณะนั้นว่า อนาคตของฐานทัพรัสเซียอยู่ในวาระการหารือด้วยเช่นกัน และประธานาธิบดีอะห์หมัด อัล-ชารา (Ahmed Al-Sharaa) ได้เดินทางเยือนกรุงมอสโก (Moscow) อีกครั้งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอะห์หมัด อัล-ชารา (Ahmed Al-Sharaa) ยังได้เข้าพบ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) มากกว่าหนึ่งครั้งนับตั้งแต่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำในปี 2025 โดยสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่เคยบังคับใช้ต่อประเทศซีเรีย (Syria) ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของประเทศสหรัฐฯ (US) คือการสร้างความมั่นใจว่าประเทศซีเรีย (Syria) จะไม่หวนกลับไปอยู่ภายใต้วงโคจรอิทธิพลของประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบอบของบาชาร์ อัล-อัสซาด
ในอดีต ประเทศรัสเซีย (Russia) ได้ให้การสนับสนุน บาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad) เมื่อสงครามกลางเมืองซีเรียเริ่มต้นขึ้นในปี 2011 โดยเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่พื้นที่ของกลุ่มกบฏ ซึ่งในเวลาต่อมาคณะทำงานขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ระบุว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม ทว่ากรุงมอสโก (Moscow) กลับไม่ได้เข้าแทรกแซงในระหว่างการก่อการปฏิวัติขับไล่อำนาจของเขาในปี 2024 ส่งผลให้ บาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad) และครอบครัวต้องหลบหนีไปลี้ภัยยังเมืองหลวงของประเทศรัสเซีย (Russia) หลังจากฝ่ายกบฏสามารถโค่นล้มระบอบการปกครองของเขาได้สำเร็จ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-09/syria-says-russian-mediterranean-bases-to-shift-to-joint-control?srnd=phx-politics