ไทยเปิดยุทธศาสตร์ Siam Silica ลุยเซมิคอนดักเตอร์
ไทยเปิดยุทธศาสตร์ Siam Silica ลุยเซมิคอนดักเตอร์ เร่งปั้นระบบนิเวศชิปสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานอาเซียน เร่งไล่ตามมาเลเซีย-สิงคโปร์ ซึ่งนำหน้าไทยมานานหลายปี
10-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ประเทศไทย (Thailand) ได้เปิดตัวกรอบยุทธศาสตร์ สยาม ซิลิกา (Siam Silica Framework) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแผนที่เดินทางระดับชาติที่ประกาศปักหมุดส่วนแบ่งของประเทศในศึกการแข่งขันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ผ่านการสร้างระบบนิเวศภายในประเทศ และวางตำแหน่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกันของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN)
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีภารกิจหนักที่ต้องเร่งไล่ตาม เนื่องจากยังคงเดินตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศสิงคโปร์ (Singapore) และประเทศมาเลเซีย (Malaysia) อยู่หลายก้าว
ในการเปิดตัวยุทธศาสตร์โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวย้ำว่า การพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็น "วาระเร่งด่วนระดับชาติ"
กรอบยุทธศาสตร์ สยาม ซิลิกา (Siam Silica Framework) จะมุ่งเน้นใน 5 สาขาเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ การผลิตโฟโทนิกส์ (Photonics Fabrication), การบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging), การออกแบบซิลิกอน (Silicon Design), ควอนตัมโฟโทนิกส์ (Quantum Photonics) และอุปกรณ์กำลังไฟฟ้า (Power Devices)
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะจัดตั้งบริษัทออกแบบวงจรรวม (IC Design) จำนวน 8 แห่ง, โรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Fabrication Plant) จำนวน 1 แห่ง และโรงงานบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงอีก 2 แห่งภายในปี 2030
นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังได้ประกาศเปิดตัวหลักสูตรปริญญาแบบ แซนด์บ็อกซ์ (Higher Education Sandbox) สำหรับสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเร่งรัดการสร้างความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep-Tech) และพัฒนาสมรรถนะระดับสูงของบุคลากร
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มการวางแผนและพัฒนาบุคลากร หรือ สเตมพลัส (STEMPlus) ของกระทรวงฯ จะทำหน้าที่เฟ้นหาและสรรหาคณาจารย์และนักวิทยาศาสตร์จำนวน 152 คน, นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และวิศวกรระดับสูงจำนวน 950 คน, วิศวกรทักษะสูงจำนวน 553 คน ตลอดจนช่างเทคนิคอีกจำนวน 1,330 คน เพื่อป้อนเข้าสู่โครงการ
สำหรับเป้าหมายของประเทศไทย ยังครอบคลุมถึงการจัดตั้ง ศูนย์สังเกตการณ์แรงงานอาเซียน (ASEAN Talent Observatory) เพื่อคาดการณ์ความต้องการกำลังคนในตลาด, การผลักดันเทคโนโลยีโฟโทนิกส์และแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เข้าสู่แผนที่เดินทางเซมิคอนดักเตอร์อาเซียน ตลอดจนการขยายแพลตฟอร์ม ไทแลนด์ สกิล บริดจ์ เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
หนังสือพิมพ์ บางกอกโพสต์ (Bangkok Post) รายงานอ้างคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์ คำฝอย (Surin Khamfoi) รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หรือ NXPO ว่า ประเทศไทยควรผลักดันการรวมตัวกันที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในระดับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) เพื่อให้กลุ่มบล็อกสามารถเสริมสร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มอำนาจการต่อรองในระดับภูมิภาค ท่ามกลางภาวะหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์ ยังเสนอว่า ประเทศไทยควรมุ่งเน้นไปที่การผลิตชิปควบคุมพลังงาน (Power Control Chips), ชิปโฟโทนิกส์ (Photonics Chips) และชิปเซนเซอร์ (Sensor Chips) เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความต้องการของตลาดสูง แต่ยังมีจำนวนผู้เล่นในตลาดน้อย
แผนการที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็วๆ นี้ สะท้อนถึงความทะเยอทะยานที่มีมาอย่างยาวนานของประเทศไทย ในการขยับขยายไปสู่ห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การออกแบบชิปและการผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication)
ก่อนหน้านี้ในปี 2024 ประเทศไทยได้จัดตั้ง คณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Board) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างกระทรวง เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมทั้งยกระดับตำแหน่งของประเทศในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับศึกหนักและภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง
ศาสตราจารย์ ดร. ภวิดา ปานะนนท์ (Pavida Pananond) ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจระหว่างประเทศ จากธรรมศาสตร์ธุรกิจศาสตรบอร์ด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ( ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวThis Week in Asia ว่า "มันเป็นเป้าหมายที่ยากมากด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรกคือ ประเทศไทยเป็นผู้มาทีหลัง (Latecomer) ในห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และมาเลเซีย การประกาศแผนที่เดินทางเพื่อสร้างระบบนิเวศภายในปี 2030 ให้ทัดเทียมกับสิ่งที่เพื่อนบ้านทั้งสองใช้เวลาสร้างมาหลายทศวรรษนั้น มีความแตกต่างจากการลงมือทำให้สำเร็จจริงอย่างสิ้นเชิง"
"ประการที่สอง ประเทศไทยยังคงตามหลังในขอบเขตความหลากหลายของกิจกรรมทางเซมิคอนดักเตอร์ที่สามารถทำได้" ศาสตราจารย์ ดร. ภวิดา กล่าวเสริม
ในปี 2024 มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทยอยู่ที่ 4.36 แสนล้านบาท (ราว 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในขณะที่มูลค่ารวมของประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ในปีเดียวกันสูงถึง 9.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าไทยเกือบ 7 เท่า
นายโรเบิร์ต วอล์กเกอร์ (Robert Walker) นักวิจัยจากสถาบัน โลวี อินสติทิวต์ (Lowy Institute's Indo-Pacific Development Centre) กล่าวว่า "ไทยส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ในมูลค่าที่น้อยกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์มากในแต่ละปี ไทยจะต้องเพิ่มยอดการส่งออกขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพื่อที่จะวิ่งให้ทัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงนักในระยะสั้นนี้"
บทบาทดั้งเดิมของประเทศไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงงานขั้นปลาย (Back-end) เช่น การประกอบ การบรรจุภัณฑ์ และการทดสอบ ตามการวิเคราะห์ของ ศาสตราจารย์ ดร. ภวิดา
"การขยายไปสู่การผลิตชิปขั้นต้น และการออกแบบ จำเป็นต้องใช้มากกว่าเพียงแค่มาตรการจูงใจทางการเงินหรือการผลักดันจากภาครัฐเพื่อดึงดูดการลงทุน" ศาสตราจารย์ ดร. ภวิดา กล่าว "ทั้งการออกแบบและการผลิตขั้นต้นต้องใช้เทคโนโลยีและทักษะที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีพร้อมในประเทศไทยในปัจจุบันเหมือนที่มีในสิงคโปร์และมาเลเซีย"
นายโรเบิร์ต วอล์กเกอร์ มองว่า แม้นโยบายของไทยจะดู "ถูกออกแบบมาอย่างดี" ตลอดจน "มีความทะเยอทะยานและอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงที่เหมาะสม" แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องเป็น "ยุทธศาสตร์ระยะยาวหลายทศวรรษ" โดยเฉพาะหากไทยต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นชั้นนำในภูมิภาค
"เป้าหมายของ Siam Silica ในเรื่องการสร้างท่อส่งทักษะกำลังคน การจัดระเบียบกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐ และการพยายามใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในภูมิภาค ทั้งหมดนี้ดูเป็นสัญญาณบวก ไทยคงไม่สามารถแซงหน้าผู้นำอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ได้ แต่ก็ยังสามารถสร้างตัวเองให้กลายเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคได้" นายโรเบิร์ต วอล์กเกอร์ กล่าว
[การบริหารจัดการความคาดหวังและทางรอดในตลาด AI]
ศาสตราจารย์ ดร. ภวิดา ชี้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมองความคาดหวังตามความเป็นจริง "ประเทศไทยกำลังพยายามสร้างระบบนิเวศนี้ในปี 2026 ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) และประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ได้เริ่มต้นเส้นทางนี้ไปแล้วเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน และทั้งสองประเทศก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่" ศาสตราจารย์ ดร. ภวิดา กล่าว
"ดังนั้น มีงานที่ต้องเร่งไล่ตามให้ทัน และกระทั่งการก้าวกระโดด อีกมากที่ไทยจำเป็นต้องทำ หากต้องการกลายเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคที่เชื่อมโยงกัน"
ปรดิษฐา วีระสกุล (Pradittha Werasakun) และ พิริยะ พิริยะกฤต (Piriya Piriyakrit) นักวิเคราะห์ระดับสูงจากบริษัท บาวเออร์กรุ๊ปเอเชีย (BowerGroupAsia) มองว่า ความสำเร็จของ สยาม ซิลิกา จะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการนำไปปฏิบัติจริง
แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขั้นปลายน้ำ แต่ยังต้องแก้ปัญหาสำคัญ เช่น ขีดความสามารถอันจำกัดในการผลิตแผ่นเวเฟอร์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง เพื่อสร้างระบบนิเวศที่จำเป็นในการรองรับเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค
นักวิเคราะห์จาก BowerGroupAsia ให้สัมภาษณ์ว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่อาจเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่าเรื่องทางเทคนิค
"ข้อเสนอแนะนี้ต่อยอดมาจากแรงขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้แสดงขีดความสามารถในการระดมการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยยุทธศาสตร์ Siam Silica กำลังถูกผลักดันต่อโดย ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อว. ในฐานะวาระแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี"
"เมื่อพิจารณาถึงพลวัตของรัฐบาลผสมในไทยที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นักลงทุนจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ข้อเสนอนี้จะยังคงเป็นวาระสำคัญที่สอดคล้องกันทั่วทั้งรัฐบาล หรือจะกลายเป็นโครงการที่ผูกติดอยู่กับผู้นำทางการเมืองหรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นการเฉพาะ"
นอกจากนี้ แนวทางของประเทศไทยในการทำงานร่วมกับอาเซียน อาจต้องชนเข้ากับความทะเยอทะยานเชิงชาตินิยมของแต่ละประเทศ
"ประเทศในกลุ่มอาเซียน 6 ประเทศที่มีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าเซมิคอนดักเตอร์ ต่างต้องการยึดครองส่วนที่สร้างมูลค่าสูงสุดไว้กับตัวเองทั้งสิ้น พลวัตดังกล่าวอาจจบลงด้วยการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันกลายเป็นการแข่งขันมากกว่าการส่งเสริมซึ่งกันและกัน" ศาสตราจารย์ ดร. ภวิดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายโรเบิร์ต วอล์กเกอร์ เชื่อว่า หากมีความอดทนเพียงพอ ประเทศไทยก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นชั้นนำในภูมิภาคได้
"ไทยมีระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่ง และมีศักยภาพด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งมีกำลังแรงงานที่ได้รับการศึกษาค่อนข้างดี เมื่อประกอบกับระดับค่าจ้างที่แข่งขันได้ ประเทศไทยจึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการผลักดันยุทธศาสตร์เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ขึ้นในภูมิภาค" นายโรเบิร์ต วอล์กเกอร์ กล่าว
ขณะที่ ปรดิษฐา และ พิริยะ จาก BowerGroupAsia เห็นพ้องกันว่า แทนที่จะเปิดศึกแข่งขันโดยตรง ประเทศไทยควรวางตัวเป็นผู้ส่งเสริมช่วยเหลือ "ความได้เปรียบทางการแข่งขันของไทย อยู่ที่การเติมเต็มและส่งเสริม มากกว่าการเลียนแบบจุดแข็งของศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ ในอาเซียน"
ยุทธศาสตร์ Siam Silica ถูกยกร่างขึ้นเพื่อ "ดึงดูดบริษัทต่างๆ ให้เข้ามาช่วยไทยสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่เพื่อลงไปแข่งขันตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าในระยะเริ่มต้นนี้"
ศาสตราจารย์ ดร. ภวิดา กล่าวเสริมว่า ด้วยการต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ ประเทศไทยสามารถเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) เพื่อมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าที่กว้างขึ้นของเศรษฐกิจดิจิทัลได้
"จุดสว่างจุดหนึ่งคือความโดดเด่นของประเทศในการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ซึ่งกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ และศูนย์ข้อมูล มีความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลความจุสูงในราคาประหยัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" ศาสตราจารย์ ดร. ภวิดา กล่าว
"มันอาจจะไม่ได้ดูหรูหราเท่ากับการผลิตชิปขั้นสูง แต่มันทำให้ไทยมีเส้นทางที่แตกต่าง นั่นคือการเป็นฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทาน AI ในขณะที่ค่อยๆ สร้างระบบนิเวศและกำลังแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้นตามกาลเวลา"
ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์จาก BowerGroupAsia สรุปว่า ดัชนีชี้วัดที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า คือการที่บริษัทต่างๆ มองว่าการมีส่วนร่วมของประเทศไทยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถขาดได้หรือไม่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/hxhu0?utm_source=copy-link&utm_campaign=3363312&utm_medium=share_widget