โมดีเตรียมพบปูตินบนเวที SCO
โมดีเตรียมพบปูตินบนเวที SCO ท่ามกลางแรงกดดันจากทรัมป์ หลังอินเดียซื้อน้ำมันดิบรัสเซียทุบสถิติ 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน รับแรงกดดันสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีสูงสุด 100%
1-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า นายนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศอินเดีย (India) ยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่มุ่งเน้นความมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic autonomy) ผ่านการพยายามรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศสหรัฐฯ (US) มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ภารกิจการรักษาดุลอำนาจดังกล่าวได้แปรสภาพกลายเป็นความท้าทายที่ยากลำบากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หวนคืนสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐฯ (US)
การดำเนินนโยบายการค้าและการต่างประเทศของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งเน้นย้ำความแข็งกร้าวและยากแก่การคาดเดา ได้ส่งผลให้ความไว้วางใจระหว่างรัฐบาลกรุงวอชิงตัน (Washington) และกรุงนิวเดลี (New Delhi) ลดถอยลง โดยคณะผู้บริหารของสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการกำแพงภาษีอัตราสูงเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับให้ประเทศอินเดีย (India) ยุติการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย (Russia) เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงินของรัฐบาลกรุงมอสโก (Moscow) ในศึกสงครามประเทศยูเครน (Ukraine) กระนั้นก็ตาม ประเทศอินเดีย (India) ยังคงเดินหน้าจัดซื้อพลังงานราคาถูกจากรัสเซียอย่างต่อเนื่องเพื่อประกันความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการนำเข้าสินค้าจำเป็นอื่นๆ เช่น ปุ๋ยและทองคำ
ท่ามกลางภาวะการคัดค้านแรงกดดันจากประเทศสหรัฐฯ (US) ของนายกรัฐมนตรี นายนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) สายสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างเขากับ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ผู้นำประเทศรัสเซีย (Russia) กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทั่วโลก ในขณะที่ผู้นำทั้งสองเตรียมเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ Shanghai Cooperation Organisation (SCO) ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้
รากฐานและมิติความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและรัสเซีย
นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากการเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษในปี 1947 (2490) ประเทศอินเดีย (India) มีความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งและเสถียรภาพกับประเทศรัสเซีย (Russia) มาโดยตลอด โดย นายสุพราหมัณยัม ไจศังการ (Subrahmanyam Jaishankar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย เคยขนานนามสายสัมพันธ์ทวิภาคีนี้ว่าเป็น "ปัจจัยเดียวที่คงที่และไม่เคยเปลี่ยนแปลงในมิติการเมืองโลกตลอดช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา"
ในช่วงสงครามเย็น ประเทศอินเดีย (India) ได้ดำรงความสัมพันธ์อันดีกับสหภาพโซเวียต (Soviet Union) ในขณะที่ประเทศสหรัฐฯ (US) ขยับเข้าใกล้ชิดกับประเทศปากีสถาน (Pakistan) ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของอินเดีย แม้ว่าทางการกรุงนิวเดลีจะประกาศนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-alignment) แต่การที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนปากีสถานในสงครามกลางเมืองปี 1971 (2514) ซึ่งนำไปสู่การประกาศเอกราชของประเทศบังกลาเทศ (Bangladesh) ก็กลายเป็นปัจจัยดึงดูดให้อินเดียเข้าใกล้ชิดกับรัฐบาลกรุงมอสโกมากยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ดังกล่าวยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทศวรรษต่อๆ มาผ่านความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรม อวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ และยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ ในระยะหลัง นายนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) พยายามรักษาความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์นี้ไว้ ควบคู่ไปกับการแสวงหาความร่วมมือเชิงลึกกับประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งอินเดียมองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญในการคานอำนาจจากการขยายอิทธิพลของประเทศจีน (China)
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีน (China) และประเทศรัสเซีย (Russia) ก็ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัสเซียแสวงหาช่องทางชดเชยการถูกโดดเดี่ยวจากชาติตะวันตก การที่ประเทศอินเดีย (India) ยังคงรักษาปฏิสัมพันธ์อันดีกับรัสเซียไว้ จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการช่วยคานและลดทอนอิทธิพลที่เพิ่มสูงขึ้นของจีนเช่นกัน
สำหรับสถานการณ์สงครามในประเทศยูเครน (Ukraine) ประเทศอินเดีย (India) ได้ดำเนินท่าทีอย่างระมัดระวัง โดยเรียกร้องให้มีการยุติการสู้รบ แต่หลีกเลี่ยงที่จะวิพากษ์วิจารณ์การบุกรุกของรัสเซียอย่างเปิดเผย และงดออกเสียงในการลงมติขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ประณามสงครามดังกล่าว ทั้งนี้ ในระหว่างการเดินทางเยือนอินเดียของ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) เมื่อเดือนธันวาคม ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันร่วมกันว่า สายสัมพันธ์อินเดีย-รัสเซีย "ยังคงมีความยืดหยุ่นและทนทานต่อแรงกดดันจากภายนอก"
ภาพรวมมิติด้านการค้าและปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ
ประเทศอินเดีย (India) และประเทศรัสเซีย (Russia) ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในห้าคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของกันและกันนับตั้งแต่ปี 2022 (2565) เมื่ออินเดียยกระดับการสั่งซื้อพลังงานจากรัสเซีย โดยมูลค่าการค้ารวมทวิภาคีในปีงบประมาณ 2026 ของอินเดีย อยู่ที่เกือบ 6.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (60 billion US dollars) ซึ่งปรับตัวลดลงราว 13% จากระดับสถิติสูงสุดในปีงบประมาณ 2025 อย่างไรก็ดี ทั้งสองประเทศได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้แตะระดับ 1.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้
ปัจจุบัน โครงสร้างการค้าของประเทศอินเดีย (India) เผชิญภาวะขาดดุลต่อประเทศรัสเซีย (Russia) อย่างมาก เนื่องจากอินเดียเน้นนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นหลัก ขณะที่สินค้าส่งออกของอินเดียไปยังรัสเซียครอบคลุมเวชภัณฑ์ทางการแพทย์และสินค้าเกษตร เช่น ข้าวและชา
ในฐานะประเทศผู้บริโภคน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสามของโลก ในอดีตประเทศอินเดีย (India) นำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในสัดส่วนที่น้อยมาก ทว่าหลังจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกบีบบังคับให้ผู้ส่งออกน้ำมันรัสเซียต้องเสนอส่วนลดราคาอย่างหนักเพื่อชดเชยการสูญเสียลูกค้ายุโรป โรงกลั่นน้ำมันของอินเดียจึงหันมาจัดซื้อน้ำมันดิบราคาถูกดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศรัสเซีย (Russia) ก้าวขึ้นเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของอินเดียมาตั้งแต่ปี 2023 (2566)
ทางด้านประเทศสหรัฐฯ (US) ได้พยายามใช้สถานะการเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดียในการบีบบังคับให้หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยมูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ และอินเดียในปีงบประมาณ 2026 มีมูลค่าสูงกว่า 1.41 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงยอดการส่งออกของอินเดียไปยังสหรัฐฯ มวลมูลค่ากว่า 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ประกาศเก็บภาษีเชิงลงโทษ 25% ต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย ผสมผสานกับภาษีตอบโต้ (Reciprocal levy) อีก 25% รวมเป็นอัตรากำแพงภาษีสูงถึง 50% ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นของอินเดีย เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เผชิญภาวะตึงเครียดหนัก และบั่นทอนเสน่ห์ของประเทศในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการส่งออก
แม้อินเดียจะเริ่มปรับลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลงบางส่วน ซึ่งช่วยให้สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์เพื่อลดอัตราภาษีลงเหลือ 18% และยกเลิกภาษีเชิงลงโทษ 25% ทว่าข้อตกลงทางการค้าดังกล่าวยังไม่ได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการ ประกอบกับวิกฤตสงครามอิหร่านได้ส่งผลให้การจัดหาพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางหยุดชะงักลง ประเทศอินเดีย (India) จึงหวนกลับมากว้านซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียเพิ่มขึ้น โดยในเดือนกรกฎาคม ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียพุ่งขึ้นทุบสถิติใหม่ที่ 2.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของยอดนำเข้าน้ำมันดิบรายเดือนทั้งหมดของอินเดีย ตามข้อมูลจาก Kpler
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากวุฒิสภาสหรัฐฯ (US Senate) ได้ผ่านร่างกฎหมายเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีได้สูงสุดถึง 100% ต่อสินค้าจากกลุ่มประเทศผู้ซื้อน้ำมันดิบรัสเซียรายใหญ่ 5 อันดับแรก ซึ่งรวมถึงประเทศอินเดีย (India) โดยร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (US House of Representatives) ซึ่งหากมีผลบังคับใช้ ย่อมส่งผลกระทบให้การลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ-อินเดียยุ่งยากซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกเหนือจากประเด็นความขัดแย้งเรื่องการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าทำงานประเภท H-1B สำหรับผู้เชี่ยวชาญ
มิติด้านความมั่นคงและยุทโธปกรณ์ทางการทหาร
ประเทศรัสเซีย (Russia) ถือเป็นผู้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่ที่สุดของประเทศอินเดีย (India) มานานหลายทศวรรษ ปัจจุบันกองทัพอินเดียมีเครื่องบินรบที่ผลิตในรัสเซียประจำการอยู่หลายร้อยลำ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศขีปนาวุธรุ่น S-400 ซึ่งถูกนำมาใช้งานในระหว่างเหตุความขัดแย้ง 4 วันกับประเทศปากีสถาน (Pakistan) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 (2568)
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ระบุว่า แม้อินเดียจะเพิ่มการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากประเทศสหรัฐฯ (US), ประเทศฝรั่งเศส (France) และประเทศอิสราเอล (Israel) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และ Congressional Research Service ของสหรัฐฯ ระบุว่าการค้าด้านการป้องกันประเทศได้กลายเป็น "เสาหลักสำคัญของความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย" นับตั้งแต่ปี 2008 ก็ตาม
กระนั้นก็ตาม รัฐบาลของ นายนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ยังคงยืนยันชัดเจนว่าจะรักษาความสัมพันธ์ทางการทหารอันยาวนานกับรัสเซียไว้ โดย นายราเชช กุมาร สิงห์ (Rajesh Kumar Singh) ปลัดกระทรวงกลาโหมอินเดีย ยืนยันว่า อินเดียจะยังคงจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางการทหารจากทั้งประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศสหรัฐฯ (US) ต่อไป โดยล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ประเทศอินเดีย (India) ได้บรรลุข้อตกลงมูลค่า 2.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเช่าเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จากรัสเซีย ภายหลังจากการเจรจาที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-31/modi-putin-meeting-how-trump-tariffs-test-india-s-russia-ties