รายงานชี้อิหร่านจ่อเสริม จรวดประทับบ่ายิงMANPADS
รายงานชี้อิหร่านจ่อเสริม จรวดประทับบ่ายิงMANPADS จากจีน–รัสเซีย หวังใช้สกัดฝูงบิน-โดรนสหรัฐฯ
8-8-2026
Asia Times รายงานว่า อิหร่าน (Iran) อาจจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบประทับบ่ายิง หรือ MANPADS จากจีน (China) กำลังทำให้เกิดความกังวลว่า น่านฟ้าระดับต่ำในสงครามอาจกลายเป็นสมรภูมิแห่งการบั่นทอนกำลังที่สร้างต้นทุนสูงต่อกำลังทางอากาศของสหรัฐฯ (US) และอิสราเอล (Israel) รายงานจากสื่อหลายแห่งระบุว่า อิหร่านอาจได้รับการส่งมอบระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบประทับบ่ายิง QW-12 และ FN-16 ที่ผลิตโดยจีน ล็อตแรกภายในไม่กี่สัปดาห์ ภายใต้ข้อตกลงมูลค่า 60-70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับระบบจำนวน 300-400 ชุด
MANPADS ที่รายงานว่าอิหร่านจัดหาจากจีน มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ของอิหร่าน หลังการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา เผยให้เห็นจุดอ่อนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางทหารแบบประจำที่ของอิหร่าน
ตามรายงาน แผนการส่งมอบดังกล่าวมี Zhongqing Baoshang International Investment ซึ่งมีฐานอยู่ในฮ่องกง (Hong Kong) เป็นคนกลาง โดยมิสไซล์นำวิถีอินฟราเรดจะถูกส่งจากเมืองอุรุมชี (Urumqi) ทางตะวันตกของจีน ผ่านปากีสถาน (Pakistan) ก่อนลำเลียงต่อไปยังอิหร่านทางอากาศหรือทางบก
หากมีการส่งมอบจริง อาวุธดังกล่าวจะเปิดทางให้กองกำลังอิหร่านสามารถจัดวางทีมป้องกันภัยทางอากาศเคลื่อนที่เร็วขนาดเล็ก กระจายตัวรอบจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และมีลายเซ็นเรดาร์ต่ำ จึงยากต่อการตรวจจับ อย่างไรก็ตาม รายงานการซื้ออาวุธดังกล่าวก่อให้เกิดแรงเสียดทานทางการทูตแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจีนปฏิเสธรายงาน โดยระบุว่าไม่มีมูล ขณะที่หน่วยงานประชาสัมพันธ์กองทัพปากีสถานออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้านโลจิสติกส์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ ระบุว่า การส่งมอบอาวุธในลักษณะดังกล่าวจะขัดแย้งโดยตรงกับคำยืนยันส่วนตัวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน ที่ให้ไว้ว่าบริษัทจีนจะไม่จัดส่งอาวุธแก่อิหร่าน
เสริม MANPADS รัสเซีย
รายงานระบุว่า การจัดหา MANPADS จากจีน หากเกิดขึ้นจริง จะเสริมกับข้อตกลงก่อนหน้านี้ระหว่างอิหร่านกับรัสเซีย (Russia) โดย Asia Times รายงานว่า อิหร่านลงนามข้อตกลงมูลค่า 591 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนธันวาคม 2025 เพื่อจัดซื้อเครื่องยิง Verba MANPADS จำนวน 500 ชุด และมิสไซล์ 2,500 ลูก โดยกำหนดส่งมอบต่อเนื่องจนถึงปี 2029
ฐานข้อมูล ODIN ของกองทัพบกสหรัฐฯ ระบุว่า QW-12 ติดตั้งหัวรบแรงระเบิดสูงน้ำหนัก 1.42 กิโลกรัม ซึ่งบรรจุสะเก็ดโลหะผสมทังสเตนที่เตรียมขึ้นรูปไว้ล่วงหน้า
มิสไซล์ประทับบ่ายิงรุ่นดังกล่าวสามารถโจมตีเป้าหมายในระยะ 0.5-6 กิโลเมตร และระดับความสูง 10 เมตรถึง 4 กิโลเมตร โดยหัวค้นหาเป้าหมายด้วยอินฟราเรดอาจตรวจจับเครื่องบินไอพ่นได้จากระยะเกิน 9 กิโลเมตร อีกทั้งมีการอ้างว่าระบบมีโอกาสสังหารเป้าหมายด้วยการยิงเพียงนัดเดียวสูงกว่า 80%
ส่วน FN-16 ซึ่งใช้ระบบนำวิถีอินฟราเรดเช่นกัน ออกแบบเพื่อโจมตีอากาศยาน เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (UAV) ที่บินในระดับต่ำ โดย ODIN ระบุว่า ระยะโจมตีที่มีประสิทธิภาพแตกต่างกันไปตามประเภทเป้าหมาย ซึ่งเฮลิคอปเตอร์และโดรนมีความเสี่ยงสูงในระยะใกล้กว่า
บีบภารกิจให้บินต่ำ
อแลง แซร์แวส์ (Alain Servaes) เขียนใน Army Recognition เมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลด้วยเครื่องบิน B-2, F-35 และ F-15 ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ และระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูงและระดับกลางของอิหร่านไปเป็นส่วนสำคัญ ทำให้การรณรงค์ทางอากาศเปลี่ยนสู่การกดดันเป้าหมายที่เหลืออยู่อย่างต่อเนื่อง
เขาระบุว่า ระยะนี้จำเป็นต้องใช้ภารกิจข่าวกรอง เฝ้าตรวจ และลาดตระเวน หรือ ISR การประเมินความเสียหายจากการรบ การยืนยันเป้าหมาย การสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และภารกิจค้นหา–กู้ภัยในพื้นที่การรบ หรือ CSAR ซึ่งเป็นภารกิจที่อาจบีบให้อากาศยานต้องปฏิบัติการในระดับความสูงต่ำ
แม้ MANPADS มีพิสัยจำกัดและไม่อาจคุกคามอากาศยานที่บินในระดับสูงหรือระดับกลางได้มากนัก แต่ยังเป็นภัยร้ายแรงต่ออากาศยานที่ต้องบินใกล้พื้นดิน
คริส กอร์ดอน (Chris Gordon) และสตีเฟน โลซีย์ (Stephen Losey) เขียนใน Air & Space Forces Magazine เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ว่า อาวุธที่ใช้ระบบตรวจจับเป้าหมายแบบอิเล็กโทรออปติกและอินฟราเรดแบบพาสซีฟ ให้สัญญาณเตือนจากเรดาร์น้อยมากหรือแทบไม่มีเลย จึงเอื้อให้เกิดการโจมตีฉับพลันแบบ “pop-up” ต่อโดรนและอากาศยานที่บินต่ำ
ต่างจากระบบป้องกันภัยทางอากาศขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ยานพาหนะหลายคัน เช่น S-300 และ Bavar-373 ระบบ MANPADS สามารถควบคุมโดยทีมขนาดเล็ก กระจายกำลัง เคลื่อนย้ายและซ่อนเร้นได้รวดเร็ว ทำให้ตรวจหาและทำลายได้ยากกว่า
โดรน–เฮลิคอปเตอร์เสี่ยงสูง
ABC News รายงานเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ว่า นับตั้งแต่เริ่ม Operation Epic Fury อิหร่านยิงโดรน MQ-9 Reaper ตกแล้วราว 30 ลำ ซึ่งสะท้อนถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นต่ออากาศยานไร้คนขับ
Washington Times รายงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ว่า หากนับรวมความสูญเสียจากการสู้รบในเยเมน (Yemen) ตั้งแต่ปี 2017 สหรัฐฯ สูญเสียโดรน Reaper ไปแล้วราวหนึ่งในสามของฝูงบิน 135 ลำที่มีอยู่ก่อนสงคราม อีกทั้งสายการผลิต Reaper มีรายงานว่าปิดลงในปี 2025 ทำให้การสูญเสียโดรนที่มีมูลค่าลำละ 56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยากที่จะทดแทนได้โดยรวดเร็ว
ความสูญเสียดังกล่าวอาจผลักดันให้สหรัฐฯ หันไปใช้อากาศยานรุ่นเก่า โดย The War Zone (TWZ) รายงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) อาจนำโดรน Predator กลับเข้าประจำการ ซึ่งบรรทุกอาวุธได้น้อยกว่า Reaper
Reaper และ Predator ได้รับการพัฒนาขึ้นในยุคที่สหรัฐฯ เชื่อว่าตนมีอำนาจครองอากาศเกือบโดยสมบูรณ์ การออกแบบจึงเน้นระยะเวลาบินและขีดความสามารถในการบรรทุกสัมภาระ มากกว่าความเร็วและความคล่องตัว
แม้โดรนทั้งสองรุ่นสามารถบินเหนือพิสัยโจมตีของ MANPADS ได้ แต่เมื่อภารกิจทำให้ต้องเข้าใกล้พื้นดิน ก็ย่อมมีความเสี่ยงจากระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้
การสูญเสีย Reaper แต่ละลำยังลดขีดความสามารถด้าน ISR และการประเมินความเสียหายจากการรบ หากอิหร่านยังสร้างความสูญเสียได้อย่างต่อเนื่อง ผลกระทบอาจขยายเกินกว่าสงครามปัจจุบัน โดยเฉพาะหากสหรัฐฯ และพันธมิตรจำเป็นต้องใช้ฝูงอากาศยานที่มีอยู่อย่างจำกัดชุดเดียวกัน รับมือสถานการณ์ฉุกเฉินบนคาบสมุทรเกาหลี (Korean Peninsula) หรือช่องแคบไต้หวัน (Taiwan Strait)
เฮลิคอปเตอร์มีความเสี่ยงเป็นพิเศษเมื่อบินระดับต่ำ Defense Security Asia รายงานเมื่อเดือนเมษายน 2026 ว่า MANPADS ของอิหร่านโจมตีเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย HH-60W ของสหรัฐฯ ระหว่างปฏิบัติภารกิจช่วยนักบิน F-15E ที่ถูกยิงตก
สำนักข่าวเดียวกันรายงานว่า MANPADS ของอิหร่านยังสร้างความเสียหายต่อเครื่องบิน A-10 ที่บินต่ำเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัย แม้อากาศยานลำดังกล่าวสามารถบินกลับฐานทัพในจอร์แดน (Jordan) ได้
ก่อนหน้านั้น เมื่อเดือนมีนาคม 2026 เครื่องบิน F/A-18 Hornet ของสหรัฐฯ ถูก MANPADS ของอิหร่านโจมตีระหว่างปฏิบัติภารกิจกราดยิงเป้าหมายในระดับต่ำ โดยส่วนหางและพื้นที่เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย แต่เครื่องบินยังสามารถกลับฐานได้
หากอากาศยานลำใดถูกยิงตกและลูกเรือถูกจับกุม การเจรจาเพื่อปล่อยตัวอาจสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลทรัมป์ และเปิดทางให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โดยสรุป รายงานการส่งมอบ MANPADS จากจีนอาจเพิ่มศักยภาพของอิหร่านในการทำสงครามบั่นทอนกำลังทางอากาศ ด้วยการท้าทายการปฏิบัติการในน่านฟ้าระดับต่ำ อาวุธเหล่านี้ไม่อาจหยุดการโจมตีจากระดับสูงหรือการโจมตีจากระยะไกลได้ แต่สามารถทำให้ภารกิจระยะต่อไปซับซ้อนขึ้น โดยบีบให้สหรัฐฯ ต้องตามล่าทีมยิงมิสไซล์ที่กระจายตัว พร้อมป้องกันโดรน เฮลิคอปเตอร์ และอากาศยานสนับสนุนที่ต้องบินใกล้พื้นดิน
สหรัฐฯ อาจครองความได้เปรียบในน่านฟ้าระดับสูงของอิหร่าน แต่ในระดับต่ำ อิหร่านอาจเพิ่มต้นทุนต่อการรณรงค์โจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ได้มากขึ้น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/08/chinas-manpads-for-iran-could-cost-us-airpower-dearly/