.
ทรัมป์ชี้สงครามอิหร่านจ่อจบ ผู้เชี่ยวชาญเตือนเกม ‘ขู่แล้วถอย’ บั่นทอนการเจรจา ขณะเตหะรานถกร่างห้ามเรือสหรัฐฯ–อิสราเอล ผ่านฮอร์มุซ
8-8-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้นำ ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าว ณ ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) เมื่อวันพฤหัสบดี โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และ ประเทศอิหร่าน (Iran) กำลังจะสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้ พร้อมให้คำมั่นว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะปรับตัวลดลงอย่างมากเมื่อความขัดแย้งยุติลง
ผู้นำสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ตนกำลังมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจากับรัฐบาลเตหะราน และเชื่อว่าสถานการณ์กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ดี ฝ่ายอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าไม่ได้มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ แต่มุ่งเน้นการหารือผ่าน ประเทศโอมาน (Oman) ในประเด็นการควบคุม ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เท่านั้น
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ของอิหร่าน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวสมาชิกรัฐสภาว่า คณะกรรมาธิการของรัฐสภาอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายเบื้องต้น ซึ่งจะมีผลสั่งห้ามเรือรบและเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ ประเทศอิสราเอล (Israel) รวมถึงประเทศที่เป็นศัตรู เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ความเคลื่อนไหวทางกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ประเทศอิหร่าน (Iran) และ ประเทศโอมาน (Oman) ประกาศตกลงเรื่องพิกัดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซร่วมกันเมื่อวันพฤหัสบดี โดยทั้งสองประเทศกำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับการบริหารจัดการน่านน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คิดเป็น 1 ใน 5 ของการบริโภคทั่วโลก
ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์สัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้สั่งยกเลิกปฏิบัติการโจมตีทางทหารขนาดใหญ่ต่ออิหร่านในนาทีสุดท้าย โดยอ้างว่าเตหะรานและประเทศในภูมิภาคได้ร้องขอให้ระงับการโจมตีเนื่องจากความตกลงทางการทูตใกล้นวัตกรรมสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้แสดงความโกรธเคืองต่อรายงานของสื่อมวลชนสหรัฐฯ ที่ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนคลังขีปนาวุธในภูมิภาค
นายไมเคิล สตีเฟนส์ (Michael Stephens) นักวิจัยอาวุโสจาก สถาบันรอยัล ยูไนเต็ด เซอร์วิสเซส (Royal United Services Institute - RUSI) เปิดเผยกับ สำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ว่า รายงานข่าวตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนจรวดสกัดกั้นอย่างหนัก และสถานการณ์จะยิ่งทรุดโทรมลงหากสงครามยังคงยืดเยื้อ
นายสตีเฟนส์ ชี้ว่า การขาดแคลนขีปนาวุธทำให้บุคลากรทางการทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตกอยู่ในความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมาก อีกทั้งยังสร้างแรงกดดันและส่งผลกระทบต่อภารกิจของกองบัญชาการสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอีกด้วย
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ จะยืนยันมานานหลายเดือนว่าอิหร่านพ่ายแพ้แล้วและสงครามใกล้อวสาน แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านกลับเน้นย้ำว่ากองทัพเตหะรานเตรียมพร้อมสำหรับสงครามระยะยาว โดยพฤติกรรมของทรัมป์ที่ขู่จะโจมตีขนาดใหญ่แล้วถอยหลังจากนั้น ได้กลายเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 เมษายน ประธานาธิบดีทรัมป์ เคยขู่ว่า "อารยธรรมทั้งหมดจะถูกทำลายล้างในคืนนี้" หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เมื่อเหลือเวลาอีกเพียง 2 ชั่วโมงตามคำขาด ทรัมป์กลับยกเลิกคำขู่และประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์แทน
นายตรีตา ปาร์ซี (Trita Parsi) รองประธานบริหาร สถาบันควินซีเพื่อการกำกับดูแลรัฐอย่างมีความรับผิดชอบ (Quincy Institute for Responsible Statecraft) วิจารณ์ว่า พฤติกรรมยกระดับและยกเลิกการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าของทรัมป์ ได้ทำลายโอกาสในการบรรลุข้อตกลงผ่านการเจรจาอย่างรุนแรง และทำให้ความน่าเชื่อถือทางการทูตของสหรัฐฯ ลดลงจนหมดสิ้น
ทางด้าน นายอลัน แอร์ (Alan Eyre) นักวิจัยด้านการทูตจาก สถาบันตะวันออกกลาง (Middle East Institute) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่า การเจรจาที่มีความสำคัญในขณะนี้เกิดขึ้นระหว่างอิหร่านและโอมานเท่านั้น เนื่องจากอิหร่านตระหนักว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ เพราะไม่สามารถยึดถือคำสัญญาใดๆ จากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เลย
นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ คาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาและหัวหน้าทีมเจรจาของอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม เอ็กซ์ (X) วิจารณ์ทรัมป์อย่างดุเดือดว่า กำลังดำเนินนโยบาย "การทูตละครฉากใหญ่" (Theater Diplomacy) ที่วนลูปไม่สิ้นสุด พร้อมระบุว่าการใช้การข่มขู่ คำสัญญาที่ถูกละเมิด และข่าวปลอมเป็นเครื่องมือทางการเมือง คือยุทธศาสตร์ที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ในส่วนของสถานการณ์การพาณิชย์นาวี สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานสถิติการเดินเรือระบุว่า จำนวนเรือพาณิชย์ที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกอิหร่านสั่งปิดมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมหลังถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตี ได้ลดลงเหลือเพียง 33 ลำ ในช่วงวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จากเดิม 50 ลำในสัปดาห์ก่อนหน้า
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเคยลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อเปิดช่องแคบให้เดินเรือเสรีเป็นเวลา 60 วัน แต่ถ้อยคำที่คลุมเครือได้นำไปสู่ความขัดแย้งเรื่องเส้นทางเดินเรือ จนเกิดเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงใส่เรือพาณิชย์ที่ใช้เส้นทางที่สหรัฐฯ และโอมานเห็นชอบ และนำไปสู่การที่สหรัฐฯ เริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง
ปัจจุบันการเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมานกำลังดำเนินไปเพื่อสรุปข้อตกลงขั้นสุดท้าย หลังจากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบพิกัดเส้นทางเดินเรือ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดไม่ให้เรือส่วนใหญ่ผ่าน และสหรัฐฯ ได้กลับมารีบปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่านอีกครั้ง
เป้าหมายสูงสุดของอิหร่านคือการรักษาอำนาจควบคุมการเดินเรือผ่านน่านน้ำอาณาเขตของตนในช่องแคบฮอร์มุซ และการสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอนาคต ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันแข็งกร้าวว่าอิหร่านจะต้องไม่มีอำนาจควบคุมและห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่า สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องยอมผ่อนปรนข้อเรียกร้อง เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเลอีกครั้ง โดย นายเดวิด เดส โรเชส (David Des Roches) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายกิจการคาบสมุทรอาหรับ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (US Department of Defense) สรุปว่า ข้อตกลงสุดท้ายจะสะท้อนความเป็นจริงที่ว่า อิหร่านจะไม่ยินยอมให้มีการเดินเรือเสรีระหว่างประเทศในพื้นที่น่านน้ำอาณาเขตของตนอย่างแน่นอน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/wfofnj