.
การตอบโต้ทางการค้าระหว่างจีน–สหรัฐฯ จะกระทบความสัมพันธ์ถึงขั้นล้มซัมมิต 'สี–ทรัมป์' หรือไม่? อาจยังไม่ถึงจุดพลิกผัน ยกเว้นสหรัฐฯ ข้ามเส้นแดงปมไต้หวัน
7-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศระบุว่า มาตรการตอบโต้ทางการค้าและเทคโนโลยีรอบล่าสุดระหว่างกรุงปักกิ่งและกรุงวอชิงตัน แม้จะกลายเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ในความเป็นจริงเป็นเพียง "ลูกระนาดชะลอความเร็ว" บนเส้นทางไปสู่การประชุมสุดยอดระดับผู้นำระหว่าง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ผู้นำประเทศจีน (China) และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ผู้นำประเทศสหรัฐฯ (US) เท่านั้น
การประเมินดังกล่าวมีขึ้นหลังจากกระทรวงพาณิชย์ของประเทศจีน (China) ประกาศคว่ำบาตรองค์กรอเมริกันจำนวน 7 แห่ง พร้อมทั้งคุมเข้มการส่งออกโดรนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นในการปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้ จีนยังได้เปิดการสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติต่ออุปกรณ์สำนักงานประเภทการพิมพ์และสำเนาที่นำเข้า ซึ่งใช้ซอฟต์แวร์ที่ผลิตในต่างประเทศอีกด้วย
มาตรการของฝ่ายจีนถือเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เพิ่มรายชื่อบริษัทจีนจำนวน 43 แห่ง เข้าสู่บัญชีรายชื่อองค์กรภายใต้กฎหมายป้องกันการบังคับใช้แรงงานชาวอุยเกอร์ (Uygur Forced Labour Prevention Act) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ควบคู่ไปกับการที่คณะกรรมการการสื่อสารแห่งรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FCC) สั่งห้ามนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์หุ่นยนต์และอินเวอร์เตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ผลิตในต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จีนเป็นผู้นำในตลาดโลก
กระแสการตอบโต้ทางการค้าดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเตรียมการสำหรับการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน (Washington) ของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ โดยทั้งสองฝ่ายพยายามรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ หลังจากบรรลุผลการประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์ร่วมกัน ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
นายโดมินิก ชิว (Dominic Chiu) นักวิเคราะห์นักวิเคราะห์ระดับสูงจาก ยูเรเชีย กรุ๊ป (Eurasia Group) บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยง ให้ทัศนะว่า มาตรการล่าสุดของจีนจะเพิ่มความตึงเครียดขึ้นบ้าง แต่จะไม่ถึงขั้นขัดขวางการเดินทางเยือนของผู้นำจีน เนื่องจากกรุงปักกิ่งคำนวณมาตรการตอบโต้มาอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจให้อีกฝ่าย โดยไม่ถึงขั้นทำลายข้อตกลงหยุดยิงทางการค้าที่ทำไว้ร่วมกัน
นายโดมินิก ชิว (Dominic Chiu) ชี้ว่า มาตรการตอบโต้ของจีนสะท้อนถึงความพร้อมที่จะยกระดับการตอบโต้ในรูปแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อป้องปรามไม่ให้สหรัฐฯ ออกมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่จะสานสัมพันธ์และลดความตึงเครียด โดยการประชุมสุดยอดจะเกิดขึ้นในอีก 7 ถึง 8 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายยังมีเวลาเพียงพอในการปรับความสัมพันธ์ และการประชุมสุดยอดจะตกอยู่ในความเสี่ยงก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการที่ก้าวร้าวรุนแรงขึ้น เช่น การจำกัดโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีน หรือการจำกัดการเข้าถึงชิปประมวลผลคลาวด์
ขณะที่ นายเดวิด อาราส (David Arase) ศาตราจารย์ประจำด้านการเมืองระหว่างประเทศ จากศูนย์ฮอปกินส์-หนานจิง (Hopkins-Nanjing Centre) ซึ่งเป็นสถาบันร่วมระหว่างสหรัฐฯ และจีน ประเมินในทิศทางเดียวกันว่า มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดของสหรัฐฯ และการตอบโต้จากฝ่ายจีน ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าลูกระนาดชะลอความเร็ว บนเส้นทางไปสู่การประชุมสุดยอดระหว่าง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ระบุว่าตนได้เชิญ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) มาร่วมการประชุม ณ ทำเนียบขาว ในวันที่ 24 กันยายน ขณะที่ นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันเมื่อเดือนที่แล้วว่า แผนการเดินทางเยือนดังกล่าวยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิม
แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ (South China Morning Post: SCMP) ว่า ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าจีนจะดำเนินมาตรการตอบโต้ และทั้งสองฝ่ายต่างรับทราบดีว่าการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันจะยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการประชุมสุดยอด เว้นแต่ฝ่ายสหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับเกาะไต้หวัน (Taiwan)
กระทรวงพาณิชย์ของจีน ระบุในการประกาศมาตรการตอบโต้ว่า ท่าทีของจีนถือว่ามีความยับยั้งชั่งใจในภาพรวม พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนมาตรการที่ไม่เป็นธรรมออกไปในทันที และเตือนว่าจีนพร้อมที่จะดำเนินมาตรการตอบโต้เพิ่มเติมหากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าบังคับใช้ข้อจำกัดใหม่ๆ
ด้าน นายซุน เฉิงห่าว (Sun Chenghao) นักวิชาการจากศูนย์ความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยชิงหัว (Centre for International Security and Strategy, Tsinghua University) วิเคราะห์ว่า มาตรการของจีนมีแนวโน้มจะสร้างความร้อนแรงให้กับความขัดแย้งทางการค้า เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี แต่ยังคงเป็นมาตรการแบบจำกัดเป้าหมาย มากกว่าที่จะเป็นการพยายามยกระดับการเผชิญหน้าในวงกว้าง
นายซุน เฉิงห่าว (Sun Chenghao) อธิบายว่า การที่จีนนิยามมาตรการของตนเองว่ามีความยับยั้งชั่งใจ สะท้อนถึงเจตนาในการสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ทัดเทียมกัน มากกว่าจะเป็นการพยายามตัดขาดความสัมพันธ์ทางการค้าในทันที ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาคือ มาตรการเหล่านี้จะส่งผลให้บรรยากาศทางการเมืองก่อนการประชุมสุดยอดแย่ลง และทำให้การเจรจาในระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสั่นคลอนแผนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนในเดือนกันยายนนี้
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชิงหัว เสริมว่า การประชุมสุดยอดระดับผู้นำถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการความขัดแย้งที่สะสมมานาน และการเดินทางเยือนของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) จะหลุดออกจากเส้นทางก็ต่อเมื่อเกิดวงจรการตอบโต้ต่อเนื่องที่ต่างฝ่ายต่างเพิ่มมาตรการใส่กันไม่หยุดหย่อน โดยสิ่งที่สามารถจุดชนวนให้เกิดการประเมินยกเลิกการประชุมสุดยอดได้อย่างแท้จริง คือการกระทำขนาดใหญ่ที่กระทบต่อผลประโยชน์ความมั่นคงหลัก เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือความน่าเชื่อถือทางการเมืองระดับสูงของอีกฝ่าย เช่น การที่สหรัฐฯ กำหนดมาตรการคุมเข้มชิปประมวลผลขั้นสูง หรือโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีน หรือการคว่ำบาตรลำดับที่สอง (Secondary Sanctions) ต่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนก่อนการประชุม
นอกจากนี้ นายเดวิด อาราส (David Arase) ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การประชุมสุดยอดมีแนวโน้มสูงที่จะถูกยกเลิก หากรัฐบาลของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อนุมัติแพ็กเกจข้อตกลงขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (14,000 million USD) ที่ยังคงค้างอยู่ ซึ่งทางการปักกิ่งได้ส่งเตือนซ้ำหลายครั้งว่าการขายอาวุธดังกล่าวเป็นการก้าวข้าม "เส้นแดง" แห่งความอดทนทางยุทธศาสตร์ของจีน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากฝ่ายนิติบัญญัติในสหรัฐฯ ที่กดดันให้เร่งอนุมัติข้อตกลงดังกล่าวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ประเทศจีน (China) มองว่าเกาะไต้หวัน (Taiwan) เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตนเอง และไม่เคยประกาศละทิ้งการใช้กำลังทหารเพื่อรวมชาติ ขณะที่สหรัฐฯ แม้จะไม่ได้รับรองสถานะการเป็นรัฐอิสระของไต้หวันเช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ แต่ก็คัดค้านการใช้กำลังเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม และมีพันธกรณีตามกฎหมายในการจัดหาอาวุธเพื่อการป้องกันตนเองให้แก่ไต้หวัน
นายโดมินิก ชิว (Dominic Chiu) กล่าวสรุปว่า การประชุมสุดยอดขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถยับยั้งการใช้ทางเลือกที่ก้าวร้าวที่สุดเอาไว้ได้หรือไม่ในช่วงเวลาอีกสองเดือนข้างหน้า ขณะที่ นายซุน เฉิงห่าว (Sun Chenghao) เตือนว่า ความล้มเหลวในการสื่อสารประกอบกับการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด อาจเป็นอันตรายยิ่งกว่ามาตรการตอบโต้เฉพาะจุด โดยหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตีความมาตรการตอบโต้ของอีกฝ่ายเป็นการแตกหักทางยุทธศาสตร์ แล้วตอบโต้กลับด้วยมาตรการที่ใหญ่กว่า ก็อาจจุดชนวนให้เกิดการยกระดับความขัดแย้งบานปลายทั้งสองฝ่าย ซึ่งการประชุมสุดยอดจะดำเนินไปได้ด้วยดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าในสัปดาห์ข้างหน้า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถรักษาจังหวะการตอบโต้โดยไม่ก้าวข้ามเส้นแดงได้หรือไม่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3363156/will-latest-trade-speed-bump-slow-china-us-ties-or-even-stop-xi-trump-summit?module=top_story&pgtype=homepage