อังกฤษเร่งกระชับมิตรอาเซียน
อังกฤษเร่งกระชับมิตรอาเซียน ยันฟื้นสัมพันธ์ยุโรปไม่กระทบยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก
7-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า รัฐบาลพรรคแรงงานชุดใหม่ของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) กำลังพยายามสร้างความมั่นใจให้แก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ความพยายามในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศในทวีปยุโรป จะไม่เกิดขึ้นโดยแลกกับความสำคัญของภูมิภาคนี้ หลังจาก นายเอด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร เลือกร่วมการประชุมสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) ณ กรุงมะนิลา (Manila) เป็นจุดหมายปลายทางในการเยือนต่างประเทศเป็นแห่งแรก
นายเอด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก นายแอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการต่างประเทศอาเซียน เพียงประมาณ 48 ชั่วโมงหลังจากดำรงตำแหน่ง ซึ่งบรรดาผู้สังเกตการณ์มองว่า การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนถึงความต่อเนื่องของนโยบายการมีส่วนร่วมกับกลุ่มอาเซียนหลังเบร็กซิต (Brexit) มากกว่าจะเป็นการยกเลิกนโยบายเดิม
บรรดานักวิเคราะห์ระบุเสริมว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ยังช่วยเน้นย้ำถึงเหตุผลที่อาเซียนมีความสำคัญทวีคูณต่อกรุงลอนดอน ทั้งในด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานหลังการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ความมั่นคงทางทะเลและภูมิภาค ตลอดจนผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มมหาอำนาจขนาดกลาง ในการรักษาพื้นที่ทางการทูตท่ามกลางแรงกดดันจากการแข่งขันของมหาอำนาจยุคใหม่
การประชุม ณ กรุงมะนิลา (Manila) ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสครบรอบ 5 ปี หลังจากสหราชอาณาจักร (UK) ได้รับสถานะเป็นพันธมิตรคู่เจรจาอย่างเป็นทางการของกลุ่มอาเซียน (ASEAN) อีกด้วย
นายเอด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) กล่าวต่อหน้าบรรดารัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของกลุ่มอาเซียนว่า ตนรู้สึกว่าการเดินทางมาร่วมการประชุมรัฐมนตรีการต่างประเทศอาเซียนโดยทันที มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อแสดงมิตรภาพและความเป็นเอกภาพกับประเทศในอาเซียน รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่สหราชอาณาจักรมีต่อหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นี้
รัฐมนตรีการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ย้ำถึงความกว้านหน้าและพันธกิจของประเทศต่ออาเซียนในระยะยาว ซึ่งยังคงมีความเข้มแข็งและแน่วแน่ทั้งสำหรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับในยุคของนายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าและตัวเขาเอง
การเดินทางเยือนดังกล่าวยังมีการอนุมัติรับรองแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ระหว่างสหราชอาณาจักร (UK) และอาเซียน (ASEAN) ซึ่ง นายเอด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) ระบุว่าจะทำหน้าที่เป็นแนวทางขับเคลื่อนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไปจนถึงปี ค.ศ. 2031 ควบคู่ไปกับการแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (ASEAN Outlook on the Indo-Pacific) ที่ยืนยันความมุ่งมั่นในการยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการรับมือกับความท้าทายร่วมกัน
นายเอด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) ระบุเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางการเกษตรและพลังงาน ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยีใหม่ อนาคตจะถูกกำหนดโดยการทำงานร่วมกันในรูปแบบพหุภาคีมากยิ่งขึ้น
ด้าน นางลอรา เซาท์เกต (Laura Southgate) อาจารย์ด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยแอสตัน (Aston University) วิเคราะห์ว่า จังหวะเวลาและจุดหมายปลายทางของการเดินทางของ นายเอด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) มีความสำคัญไม่แพ้วาระการประชุมอย่างเป็นทางการ
นางลอรา เซาท์เกต (Laura Southgate) ประเมินว่า การปรากฏตัวของ นายเอด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) ในการประชุมรัฐมนตรีการต่างประเทศอาเซียน ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ล่วงหน้าถึงการให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายแอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโด-แปซิฟิกโดยรวม
นางลอรา เซาท์เกต (Laura Southgate) ชี้ว่า ตัวของ นายเอด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) ได้ยืนยันถึงพันธกิจที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องต่ออาเซียนและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน พร้อมกับตั้งเป้าสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งการตัดสินใจเลือกประชุมอาเซียนเป็นการเยือนต่างประเทศนัดแรก ถือเป็นการส่งสัญญาณตั้งใจ แต่ก็สะท้อนถึงความต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อนมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่ นายบิล เฮย์ตัน (Bill Hayton) นักวิชาการสมทบจากโครงการเอเชียแห่งสถาบันแธทแทมเฮาส์ (Chatham House) ให้ทัศนะว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงมุมมองของสหราชอาณาจักรที่เห็นว่า มีจุดยืนร่วมกันกับอาเซียนในฐานะกลุ่มประเทศมหาอำนาจขนาดกลางที่กำลังบริหารจัดการกับสภาวะแวดล้อมโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น
นายบิล เฮย์ตัน (Bill Hayton) ระบุว่า สหราชอาณาจักร (UK) ต้องการแสดงให้เห็นถึงการมีตัวตนในเวทีสากล โดยไม่ได้จมอยู่กับประเด็นในสหภาพยุโรป (EU) เพียงอย่างเดียว
การรักษาสมดุลดังกล่าวมีความสำคัญทวีคูณ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักร (UK) และอาเซียน (ASEAN) ในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพิสูจน์ว่า การดึงความสัมพันธ์กับทวีปยุโรปให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไม่ได้หมายถึงการถอนตัวออกจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ทั้งนี้ สหราชอาณาจักร (UK) ได้เข้าเป็นพันธมิตรคู่เจรจาของอาเซียนในปี ค.ศ. 2021 ซึ่งเป็นสถานะที่สร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ หลังจากที่สหราชอาณาจักรตัดสินใจถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) และแสวงหาบทบาท "โกลบอล บริเตน" (Global Britain) ที่มีความกว้างขวางยิ่งขึ้น
บรรดาผู้สังเกตการณ์ระบุว่า เหตุการณ์เบร็กซิต (Brexit) ทำให้การยกระดับความสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นภารกิจที่มีความสำคัญเร่งด่วนสูง แม้ว่าจะไม่ใช่เหตุผลเดียวทั้งหมดสำหรับการดำเนินนโยบายของกรุงลอนดอนก็ตาม
นางลอรา เซาท์เกต (Laura Southgate) ให้ความเห็นเสริมว่า สหราชอาณาจักร (UK) ได้เริ่มเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนปี ค.ศ. 2016 แล้ว แต่เบร็กซิตได้เข้ามาเร่งความจำเป็นด้วยการบีบให้ต้องประเมินนโยบายต่างประเทศใหม่ และผลักดันยุทธศาสตร์ "โกลบอล บริเตน" (Global Britain) ที่มุ่งเน้นภายนอกมากยิ่งขึ้น
ผลที่ตามมาคือ อาเซียน (ASEAN) และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเป้าหมายระดับโลกของสหราชอาณาจักร รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า การเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และการรักษาสถานะพันธมิตรคู่เจรจาของอาเซียน
อย่างไรก็ตาม นางลอรา เซาท์เกต (Laura Southgate) ชี้ว่า เบร็กซิตทำหน้าที่เป็นตัวเร่งมากกว่าจะเป็นผู้สร้างการมีส่วนร่วมนี้ขึ้นมาใหม่ และในปัจจุบันความสนใจรวมถึงทรัพยากรของสหราชอาณาจักรยังคงถูกแบ่งออกระหว่างภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และพันธกรณีความยึดมั่นในทวีปยุโรป
ด้าน นายบิล เฮย์ตัน (Bill Hayton) กล่าวว่า เบร็กซิตยังคงเป็นปัจจัยกำหนดรูปแบบนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักรอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบันประเทศต้องพึ่งพาตนเอง และต้องจัดทำนโยบายต่างประเทศด้วยตนเองเป็นหลัก โดยนโยบายการค้าของประเทศมีความเป็นอิสระโดยสิ้นเชิง และการเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ทำให้ประเทศมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในการดึงความสัมพันธ์กับสมาชิก CPTPP รายอื่นให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
นายบิล เฮย์ตัน (Bill Hayton) อธิบายว่า รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมชุดก่อนได้หันหลังให้กับสหภาพยุโรป (EU) และเดิมพันอย่างหนักกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ขณะที่วันแรกๆ ของ นายแอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่ชัดเจนในการซ่อมแซมความสัมพันธ์กับยุโรป โดยไม่ทอดทิ้งความสนใจในภูมิภาคที่กว้างขวางกว่า
รายงานจากทำเนียบนายกรัฐมนตรี ณ ถนนดาวนิง (Downing Street) ระบุว่า นายแอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) ได้ใช้โอกาสในการหารือทางโทรศัพท์กับ นางอูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน (Ursula von der Leyen) ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ นายอันโตนิโอ คอสตา (Antonio Costa) ประธานสภาตระหนักยุโรป เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสุดยอดร่วมกันในช่วงปลายปีนี้
นายบิล เฮย์ตัน (Bill Hayton) ระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปและทวีปยุโรป แต่ก็กระตือรือร้นที่จะแสดงให้เห็นว่านั่นไม่ได้หมายถึงการละทิ้งทวีปเอเชีย ซึ่งการที่รัฐมนตรีการต่างประเทศตัดสินใจเดินทางมาร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนหลังรับตำแหน่งเพียงสองถึงสามวัน ถือเป็นสิ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน การเข้าหาอาเซียนของสหราชอาณาจักรถูกหล่อหลอมด้วยตำแหน่งทางการเมืองในฐานะมหาอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) มากยิ่งขึ้น แม้ว่าอดีตบทบาทเจ้าอาณานิคมจะยังคงมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์กับบางพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ตาม
นางลอรา เซาท์เกต (Laura Southgate) ชี้ให้เห็นว่า สหราชอาณาจักร (UK) ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีที่แข็งแกร่งกับอดีตอาณานิคม เช่น ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) และ ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกเครือจักรภพ ตลอดจนการคงอยู่ของฐานทัพทางทหารผ่านข้อตกลงการป้องกันร่วมห้าประเทศ (Five Power Defence Arrangements: FPDA) และการมีกองกำลังทหารประจำการถาวรใน ประเทศบรูไน (Brunei)
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งในฐานะมหาอำนาจขนาดกลางหมายความว่า การมีส่วนร่วมในปัจจุบันขึ้นอยู่กับการปรึกษาหารือ ความเป็นหุ้นส่วน และความร่วมมือในทางปฏิบัติ มากกว่าการใช้อิทธิพลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สหราชอาณาจักรจะต้องระมัดระวังต่อประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคม และให้ความเคารพต่อลำดับความสำคัญ บทบาท และความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
นางลอรา เซาท์เกต (Laura Southgate) กล่าวสรุปว่า การประชุมอาเซียนของ นายเอด มิลลิแบนด์ (Ed Miliband) แสดงให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรไม่ได้มองกลุ่มอาเซียนผ่านมุมมองด้านยุทธศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่มองเป็นหุ้นส่วนในการสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยมและกฎหมายระหว่างประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางและประเทศยูเครน (Ukraine) ควบคู่ไปกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น
ขณะที่ นายบิล เฮย์ตัน (Bill Hayton) ทิ้งท้ายว่า สหราชอาณาจักรนำเสนอตัวเองในฐานะมหาอำนาจขนาดกลางที่สามารถสนับสนุนความสัมพันธ์แบบพหุภาคี และช่วยปกป้องความเป็นอิสระของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่ โดยมองว่าอาเซียนเป็นองค์กรภูมิภาคที่มีความสำคัญ และมีอำนาจในการรวบรวมและดึงดูดความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3363155/why-uk-doubling-down-asean-ties-amid-european-reset?module=top_story&pgtype=homepage