.
ทำไม'ทรัมป์' ยอมช่วยญี่ปุ่นพยุงเงินเยนร่วง? 'คำตอบอยู่ที่พันธบัตรสหรัฐฯ $1.114 ล้านล้าน' ในมือญี่ปุ่น 'ป้องกันหนี้สหรัฐฯ พุ่ง -แรงกดดันดอกเบี้ยวอลล์สตรีท'
7-8-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า รัฐบาลประเทศสหรัฐฯ (US) และรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น (Japan) ได้เปิดฉากปฏิบัติการร่วมมือแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราครั้งประวัติศาสตร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อยับยั้งการร่วงลงอย่างรุนแรงของค่าเงินเยน (Yen) หลังจากสกุลเงินของประเทศญี่ปุ่น (Japan) ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
แม้การที่ทางการของประเทศหนึ่งจะก้าวเข้ามาช่วยพยุงค่าเงินของอีกประเทศหนึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งในระบบการเงินโลก แต่เนื่องจากเงินเยนครองสถานะเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ความผันผวนและการอ่อนค่าอย่างหนักของเงินเยนจึงส่งผลกระทบสะเทือนกว้างไกลเกินกว่าเพียงภายในขอบเขตของประเทศญี่ปุ่น (Japan)
การแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา (Currency Intervention) เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลหรือธนาคารกลางดำเนินนโยบายเข้าซื้อหรือขายสกุลเงินตราต่างประเทศในปริมาณมหาศาลเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่คุณค่าสกุลเงินของตนเอง
ในกรณีนี้ ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศญี่ปุ่น (Japan) ได้ประสานพลังร่วมกันเพื่อผลักดันมูลค่าเงินเยนให้ฟื้นตัวขึ้น หลังจากร่วงลงไปแตะระดับ 163 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986
ปฏิบัติการแทรกแซงเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) เริ่มต้นการขายเหรียญยูโร (Euro) เพื่อเข้าซื้อเงินเยน ในขณะที่ทางการประเทศญี่ปุ่น (Japan) ก็ได้เข้าซื้อเงินเยนอย่างหนักหน่วงพร้อมกัน ซึ่งส่งผลให้ในเวลาต่อมาเพียงไม่กี่วัน ค่าเงินเยนเริ่มแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 157 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันพุธ
ทั้งนี้ ครั้งสุดท้ายที่ประเทศสหรัฐฯ (US) เคยร่วมมือแทรกแซงค่าเงินกับประเทศญี่ปุ่น (Japan) ต้องย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2011 เมื่อค่าเงินเยนผันผวนแข็งค่าอย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิโทโฮกุ รวมถึงเคยยื่นมือช่วยเหลือสกุลเงินญี่ปุ่นในช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินในภูมิภาคเอเชียเมื่อปี ค.ศ. 1998
สาเหตุหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างหนัก เป็นผลมาจากทับซ้อนของความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เรื้อรังยาวนาน ประกอบกับแรงกดดันใหม่ที่เกิดขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับประเทศอิหร่าน (Iran)
ประเทศญี่ปุ่น (Japan) เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซามานับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan: BOJ) พยายามกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาด้วยนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นพิเศษ หรือแม้กระทั่งอัตราดอกเบี้ยติดลบ ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงเรื่อยๆ
แม้ว่าเงินเยนที่อ่อนค่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ประเทศเป็นประวัติการณ์และทำให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลง แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับสร้างความย่อยยับให้แก่ครัวเรือนเนื่องจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น
แม้กรุงโตเกียว (Tokyo) จะทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 เพื่อปกป้องค่าเงินเยน แต่นโยบายเศรษฐกิจของผู้นำญี่ปุ่นหลายยุคสมัย รวมถึง นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) คนปัจจุบัน กลับบั่นทอนความพยายามเหล่านั้น
โดย นายคริส เทอร์เนอร์ (Chris Turner) หัวหน้าฝ่ายตลาดระดับโลกแห่งสถาบันการเงินไอเอ็นจี (ING) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ว่า "นางทาคาอิจิต้องการทุกอย่าง ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ นโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และเสถียรภาพของเงินเยน แต่นโยบายผสมผสานเหล่านั้นกลับนำไปสู่เงินเยนที่อ่อนค่าลง และกลายเป็นชนวนก่อปัญหาเงินเฟ้อตามมา"
สำหรับการที่ประเทศสหรัฐฯ (US) ต้องการเห็นค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นนั้น แม้ว่าประเทศญี่ปุ่น (Japan) จะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิด แต่การยื่นมือเข้ามาของกรุงวอชิงตัน (Washington) เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของสหรัฐฯ เองไม่แพ้ประโยชน์ของโตเกียว
ตามคำวิเคราะห์ของ นายมาซาฮิโกะ ลู (Masahiko Loo) นักยุทธศาสตร์อาวุโสด้านตราสารหนี้แห่งสถาบัน สเตท สตรีท อินเวสต์เมนต์ เมเนจเมนต์ (State Street Investment Management) ในกรุงโตเกียว (Tokyo) ที่ระบุกับสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ว่า "วอชิงตันไม่ได้พยายามทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นเพื่อเห็นแก่ญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการดิ่งลงอย่างไร้ระเบียบ ซึ่งอาจลุกลามไปสู่ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สภาพคล่องทางการเงินทั่วโลก และเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวม เพราะการดิ่งลงอย่างเสรีของเงินเยนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ ณ จุดหนึ่ง มันจะกลายเป็นปัญหาสภาพคล่องและเสถียรภาพทางการเงินระดับโลก ซึ่งเป็นเหตุผลที่วอชิงตันต้องก้าวเข้ามา"
หนึ่งในความกังวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงวอชิงตัน (Washington) คือแนวโน้มที่ประเทศญี่ปุ่น (Japan) อาจจำเป็นต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury securities) ที่ตนเองถือครองอยู่ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1.114 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือนพฤษภาคม
โดยหากค่าเงินเยนยังคงดิ่งลงไม่หยุด ทางการโตเกียวจะถูกบีบให้ต้องขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อถือครองเงินสดไว้ใช้สำหรับการแทรกแซงและปกป้องค่าเงินของตนเอง
การเทขายพันธบัตรดังกล่าวจะส่งผลกดดันให้ดันอัตราดอกเบี้ยในประเทศสหรัฐฯ (US) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนในการชำระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและปัจจุบันพุ่งสูงเกินกว่า 39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าไปอีก
ด้าน นายชิเกโตะ นากาอิ (Shigeto Nagai) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศญี่ปุ่นแห่งสถาบัน ออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) ได้ระบุในรายงานวิเคราะห์ว่า "ต้นทุนทางการเงินของการแทรกแซงสำหรับสหรัฐฯ นั้นต่ำมาก และเมื่อพิจารณาว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ชื่นชอบดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าอยู่แล้ว ต้นทุนทางการเมืองภายในประเทศจึงมีน้อยมาก การแทรกแซงแบบประสานความร่วมมือจึงเป็นวิธีการที่คุ้มค่า เนื่องจากช่วยให้สหรัฐฯ ได้ทำคุณประโยชน์ครั้งใหญ่แก่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรที่ซื่อสัตย์และมีค่าในภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกันก็ช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ"
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่ว่าการแทรกแซงครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า แม้การแทรกแซงร่วมจะช่วยพยุงเงินเยนได้ในระยะสั้น แต่ประเทศญี่ปุ่น (Japan) จำเป็นต้องดำเนินมาตรการขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญมากกว่า เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มมูลค่าเงินเยนในระยะยาวอย่างยั่งยืน
เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับ 1.0% แม้จะเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 แต่ก็ยังคงต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจชั้นนำอื่นๆ รวมถึงประเทศสหรัฐฯ (US) อย่างมาก ซึ่งส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างขวางระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นนี้เองที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เงินเยนอ่อนค่าอย่างเรื้อรัง
โดย นายเดเรก แทงก์ (Derek Tang) นักเศรษฐศาสตร์และประธานเจ้าหน้าที่บริหารแห่งบริษัทวิจัย มอนีตารี พอลิซี แอนาไลติกส์ (Monetary Policy Analytics) สหรัฐฯ ชี้ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำของญี่ปุ่น การแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนล่าสุดก็เป็นเพียง "การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ"
โดยเขากล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ว่า "ในท้ายที่สุด... แรงดึงดูดทางปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจจะเข้าครอบงำและเอาชนะความพยายามในการแทรกแซงอย่างแน่นอน ถึงกระนั้น ญี่ปุ่นก็ดูลังเลอย่างมากที่จะคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อขึ้นอัตราดอกเบี้ยของตนเองและปล่อยให้สกุลเงินแข็งค่าขึ้นในลักษณะนั้น ดังนั้น สภาวะเช่นนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในระยะเวลานี้"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/0t316i