.
เอเชียพึ่งน้ำมันรัสเซียผ่าน ‘กองเรือเงา’ เดินหน้าซื้อน้ำมันราคาถูกพยุงเศรษฐกิจ เมินความเสี่ยงด้านความมั่นคง- ตึงเครียดกับตะวันตก
7-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ความต้องการพลังงานเร่งด่วนของเอเชีย (Asia) กำลังมีความสำคัญเหนือกว่าความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์จากการพึ่งพาน้ำมันดิบรัสเซีย (Russia) ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังไร้สัญญาณทางการเมืองที่จะต้านทานปริมาณน้ำมันของทำเนียบเครมลินที่ไหลผ่าน "กองเรือมืด" (Dark Fleet) ในฐานะภัยคุกคามความมั่นคง
สภาวะนี้เกิดขึ้นหลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) กับประเทศอิหร่าน (Iran) ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตั้งแต่เดือนมีนาคม แม้การเจรจาในวอชิงตัน (Washington) จะช่วยลดราคาลงมาอยู่ที่ราว 93 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปัจจุบันก็ตาม
ทว่า ค่าใช้จ่ายพลังงานที่พุ่งสูงจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจผู้นำเข้าในเอเชียอย่างหนัก การจัดหาพลังงานที่มั่นคงจึงกลายเป็นวาระสำคัญสูงสุด
แม้บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซียจะถูกสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) คว่ำบาตรจากกรณีรุกรานประเทศยูเครน (Ukraine) แต่รัสเซียยังหาลูกค้ารายใหม่และเดิมในเอเชียได้อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากบริษัทเค็ปเลอร์ (Kpler) ระบุว่า ประเทศอินเดีย (India) นำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียสูงถึง 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม 2569 (2026) เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจาก 768,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม 2565 (2022)
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) กำลังเร่งจัดทำกรอบข้อบังคับรองรับแผนนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซีย 150 ล้านบาร์เรลในปีนี้ หลังประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) หารือกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ณ ทำเนียบเครมลินเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งคิดเป็นเฉลี่ย 700,000 บาร์เรลต่อวัน แม้ข้อมูลทางการจะระบุว่าเพิ่งมีน้ำมันส่งถึงเพียงเที่ยวเรือเดียวก็ตาม
ด้านประเทศจีน (China) บริษัทเค็ปเลอร์ (Kpler) เผยว่า มีการนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซีย 1.92 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (2026) ก่อนชะลอตัวลงช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยจีนรับพลังงานผ่านท่อส่งเป็นหลัก ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก
กลุ่มเรือ "กองเรือมืด" หรือ "กองเรือเงา" (Shadow Fleet) ทำหน้าที่ขนส่งน้ำมันให้ชาติต่างๆ แต่นักวิเคราะห์ความมั่นคงเตือนว่า กองเรือนี้ยังเป็นที่มั่นทางภูมิยุทธศาสตร์นอกน่านน้ำ ผลวิเคราะห์ของนิตยสารลอยด์สลิสต์ (Lloyd's List) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 (2025) ชี้ว่า ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ได้กลายเป็นศูนย์กลางถ่ายลำน้ำมันคว่ำบาตร โดยพบการบิดเบือนสัญญาณ AIS มากกว่า 50 ครั้งต่อเดือนเพื่อปกปิดเส้นทางเดินเรือ
นอกจากนี้ เหตุเพลิงไหม้และน้ำมันรั่วไหลจากเรือเก่าไร้เครื่องหมายนอกชายฝั่งมาเลเซียถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับกองเรือมืด ขณะที่การตัดสายเคเบิลใต้ทะเลในยุโรปก็ถูกสงสัยว่าเกิดจากเรือกลุ่มนี้เช่นกัน
นายวิทอลด์ สตุปนิกกี (Witold Stupnicki) นักวิเคราะห์ระดับสูงจากสถาบันวิจัย ACLED (Armed Conflict Location & Event Data) เปิดเผยว่า แม้ยังไม่พบแบบแผนการก่อวินาศกรรมลูกผสม (Hybrid Sabotage) ในเอเชียชัดเจนเหมือนในทะเลบอลติก (Baltic Sea) แต่กองเรือกลุ่มนี้ก็แล่นในน่านน้ำเอเชียอยู่ทุกวัน
แม้น่ากังวล แต่นักวิเคราะห์คาดว่าอาเซียน (ASEAN) จะหลีกเลี่ยงการยกประเด็นรัสเซียขึ้นมา โดยให้ความสำคัญกับพลังงานเร่งด่วนเป็นหลัก ซึ่งนายโจชัว เคอร์แลนท์ซิก (Joshua Kurlantzick) จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations: CFR) อธิบายว่า รัสเซียมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับหลายชาติในภูมิภาค เมื่อเกิดวิกฤต ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงหันหารัสเซีย และด้วยกลไกการทำงานที่เชื่องช้าของอาเซียน พวกเขาจะมองข้ามปัญหานี้ให้ยาวนานที่สุด
อย่างไรก็ตาม นายกนิกกี้ โดมินิก ฟาริซาล (Nicky Dominique Fahrizal) จากศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS Jakarta) เตือนว่า การพึ่งพารัสเซียมาพร้อมเงื่อนไขแอบแฝง สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางการทูตเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากชาติตะวันตกรองรับรัสเซียเป็นภัยคุกคามเชิงระบบ วิกฤตทางการทูตก็อาจยกระดับไปสู่วิกฤตความมั่นคงเต็มรูปแบบ
รายงานของ ACLED ชี้เพิ่มเติมว่า กองเรือเงาเป็นแพลตฟอร์มที่อาจถูกใช้ก่อก่อเกสตรีทางทะเล ทั้งเหตุตัดสายเคเบิลใต้ทะเล โดรนป่วน การยึดเรือ และมาตรการตอบโต้ของรัสเซียในทะเลบอลติกและทะเลเหนือ แม้หลักฐานจะน่าวิตก แต่ นายวิทอลด์ สตุปนิกกี (Witold Stupnicki) ยอมรับว่าปัญหาการระบุตัวตนผู้กระทำผิดทำให้การสอบสวนต้องปิดลงโดยไม่มีผลทางกฎหมาย และเปิดทางให้กิจกรรมนี้ดำเนินต่อไป
ทำเนียบเครมลินยังระบายน้ำมันออกสู่ตลาดโลกได้ต่อเนื่อง แม้สหภาพยุโรป (EU), สหราชอาณาจักร (UK) และสหรัฐฯ (US) จะยกระดับมาตรการคว่ำบาตร โดยรายงานของสภาผู้แทนราษฎรสหราชอาณาจักร (House of Commons) เมื่อวันที่ 30 เมษายน ระบุว่า สหราชอาณาจักรลงโทษบุคคล องค์กร และเรือไปแล้ว 3,252 รายการ ขณะที่ EU ดำเนินมาตรการกับบุคคลและองค์กรกว่า 2,700 ราย รวมถึงเรือเงาอีก 623 ลำ
ทว่า มาตรการคว่ำบาตรตะวันตกไม่ได้ให้อำนาจรัฐชายฝั่งเข้าตรวจค้นหรือยึดเรือโดยอัตโนมัติ เนื่องจากภายใต้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เจ้าหน้าที่ต้องมีหลักฐานความผิดทางอาญาชัดเจน หรือพิสูจน์ว่าเป็นเรือไร้สัญชาติ ช่องว่างนี้ทำให้กองเรือเงาของรัสเซียยังคงปฏิบัติการได้ต่อไป
นายโมฮัมหมัด ฮัซมี โมฮัมหมัด รุสลี (Mohd Hazmi Mohd Rusli) จากมหาวิทยาลัยไซนส์ อิสลาม มาเลเซีย (Universiti Sains Islam Malaysia: USIM) อธิบายว่า ชาติชายฝั่งอย่างมาเลเซียไม่สามารถขึ้นตรวจค้นเรือในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ระยะ 200 ไมล์ทะเล เพียงเพราะเรือถูกตะวันตกคว่ำบาตร โดยสิงคโปร์ (Singapore), มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างเผชิญข้อจำกัด UNCLOS เช่นเดียวกัน แม้สิงคโปร์จะมีระบบเฝ้าระวังและศักยภาพบังคับใช้กฎหมายในฐานะรัฐเจ้าของท่าเรือที่เข้มแข็งกว่าก็ตาม
หากพบเรือกองเรือเงาจอดใกล้น่านน้ำหรือสายเคเบิล เจ้าหน้าที่ทำได้เพียงเพิ่มการเฝ้าระวัง การเข้าดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต้องอาศัยหลักฐาน เช่น ภาวะไร้สัญชาติ การจดทะเบียนเท็จ ความเสี่ยงมลพิษ การบิดเบือนสัญญาณ AIS หรือการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล (STS) ที่น่าสงสัย
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีเครือข่ายสายเคเบิลใต้ทะเลสำคัญ เช่น ระบบ Asia-Pacific Gateway (APG) ยาว 10,400 กิโลเมตร เชื่อมต่อมาเลเซีย, สิงคโปร์, จีน, ประเทศญี่ปุ่น (Japan), ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea), ไต้หวัน (Taiwan) และประเทศเวียดนาม (Vietnam) นอกจากนี้ บริษัท โกลบ เทเลคอม (Globe Telecom) ยังเข้าร่วมกลุ่มสายเคเบิล Asia United Gateway East (AUG East) ยาว 8,900 กิโลเมตร เชื่อมต่อสิงคโปร์และญี่ปุ่น ผ่านประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines), ประเทศบรูไน (Brunei), มาเลเซีย, เกาหลีใต้ และไต้หวัน
เพื่อรับมือภัยคุกคามโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา 17 ประเทศได้ร่วมลงนามใน "ข้อตกลงหลักการชี้นำความร่วมมือคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานใต้ทะเล" (Guiding Principles for Underwater Infrastructure Defence Exchanges) ระหว่างการประชุมชางกรีลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ณ สิงคโปร์ โดยเป็นข้อตกลงสมัครใจที่ไม่ผูกพันทางกฎหมาย เน้นเคารพอธิปไตยภายใต้ UNCLOS
ข้อตกลงได้รับการรับรองโดย สิงคโปร์, บรูไน, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ประเทศไทย (Thailand), ประเทศออสเตรเลีย (Australia), ประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand), ประเทศกาตาร์ (Qatar), ประเทศเอสโตเนีย (Estonia), ประเทศฟินแลนด์ (Finland), ประเทศฝรั่งเศส (France), ประเทศอิตาลี (Italy), ประเทศลัตเวีย (Latvia), ประเทศลิทัวเนีย (Lithuania), ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands), ประเทศสวีเดน (Sweden) และสหราชอาณาจักร (UK) โดยไร้ชื่อของสหรัฐฯ และจีน
นายจัน ชุน ซิง (Chan Chun Sing) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ ได้ร่วมเปิดตัวข้อตกลงกับตัวแทน 16 ประเทศ อย่างไรก็ดี กิจกรรมน่าสงสัยของกองเรือมืดยังตกอยู่ในสภาวะความไม่แน่นอนทางกฎหมาย ซึ่งตราบใดที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เจ้าหน้าที่รัฐชายฝั่งทำได้เพียงยกระดับการลาดตระเวน แต่ไม่สามารถเข้าจับกุมหรือบังคับใช้กฎหมายโดยตรงได้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/economics/article/3355618/why-oil-hungry-asia-ignores-risks-linked-russias-dark-fleet?module=perpetual_scroll_2_AI&pgtype=article