.
'ทรัมป์' ยันการเจรจา 'อิหร่าน' ดำเนินอยู่ขณะนี้ ชี้เป็นโอกาสสุดท้ายของเตหะราน ขณะอิหร่านย้ำยังไม่มีการเจรจาใดๆ กับสหรัฐฯ
4-8-2026
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ได้เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การเจรจากับประเทศอิหร่าน (Iran) "กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้" พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า การเจรจาดังกล่าวถือเป็น "โอกาสสุดท้าย" ของกรุงเตหะราน (Tehran) ในการลงนามในข้อตกลงที่ดี ทว่าในช่วงเช้าวันเดียวกัน หลังจากที่ประเทศอิหร่าน (Iran) ออกมายืนยันว่าไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ออกมาโจมตีกลุ่มผู้นำอิหร่านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรม "ตลบแตลงอย่างไม่น่าเชื่อ" (unbelievably duplicitous)
"พวกเขากำลังเจรจาอยู่ตอนนี้" ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อถูกถามถึงสถานะของการเจรจา โดยอ้างว่าทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันตามคำร้องขอของประเทศอิหร่าน (Iran), ประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia), ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และประเทศกาตาร์ (Qatar) รวมถึงประเทศอื่นๆ
กระนั้นทางการอิหร่านได้ออกมายืนยันในวันจันทร์ว่า ไม่มีการเจรจาใดๆ ดำเนินอยู่กับประเทศสหรัฐฯ (US) และไม่มีแผนการจัดการประชุมใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ใช้อ้างอิงว่าการเจรจาที่จะเกิดขึ้นในบ่ายวันนั้นคือเหตุผลในการสั่งยกเลิกการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน
พฤติกรรมดังกล่าวในช่วงสุดสัปดาห์ของประธานาธิบดีทรัมป์ สะท้อนถึงรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา นั่นคือการประกาศแผนการสั่งโจมตีครั้งใหญ่ (massive attacks) ต่อประเทศอิหร่าน (Iran) แต่กลับสั่งยกเลิกในนาทีสุดท้าย
"ถามว่าผมอยากทำข้อตกลงมากกว่าไหม? ผมไม่ได้ต้องการฆ่าคน" ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวก่อนหน้านั้นขณะอยู่บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน (Air Force One) เมื่อวันอาทิตย์ "สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือการพูดคุยกับพวกเขารูปแบบของการเจรจา ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้ช่วงบ่าย" โดยในขณะนั้นเขาสกัดการให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่จัดประชุมหรือผู้ที่จะเข้าร่วมการเจรจา
อย่างไรก็ตาม นายเอสมาอีล บาฆาอี (Esmaeil Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน (Iranian Ministry of Foreign Affairs) ได้ปฏิเสธแถลงการณ์ดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยย้ำว่าไม่มีการเจรจาใดๆ กับประเทศสหรัฐฯ (US) เกิดขึ้น และไม่มีกำหนดการประชุมใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมเสริมว่าอิหร่านไม่มีแผนที่จะเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนต่างชาติ หรือส่งตัวแทนเจรจาเดินทางไปต่างประเทศในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้
นายบาฆาอีกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะผู้แทนเจรจาทั้งหมดของอิหร่านยังคงพำนักอยู่ในประเทศ ยกเว้น นายอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศอิรัก (Iraq) โดยระบุว่าการเจรจาเพียงหนึ่งเดียวที่กำลังดำเนินอยู่ คือการหารือกับประเทศโอมาน (Oman) ในประเด็นการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เท่านั้น
นอกจากนี้ แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านยังได้เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) โดยยืนยันตรงกันว่าไม่มีแผนการเจรจาใดๆ และนายอารักชีจะไม่สะดวกเข้าร่วมการหารือใดๆ อย่างน้อยจนกว่าจะถึงช่วงปลายสัปดาห์
ต่อมาในวันจันทร์ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล (Truth Social) โจมตีกลุ่มผู้นำอิหร่านว่า "ตลบแตลงอย่างไม่น่าเชื่อ" โดยอ้างว่าฝ่ายอิหร่านเป็นผู้ร้องขอให้มีการประชุมเอง และการเจรจาเพิ่มเติมได้ถูกกำหนดไว้ใน "อนาคตอันใกล้นี้" พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ย้ำคำอ้างเดิมว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) สามารถเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งช่องแคบนี้เคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 1 ใน 5 ของอุปทานโลกก่อนเกิดความขัดแย้ง
"กำแพงเหล็กแห่งสหรัฐอเมริกา! (The United States Wall of Steel!) ไม่มีอะไรผ่านไปถึงอิหร่านได้ เว้นแต่เราจะยินยอม และจะไม่มีอะไรผ่านไปได้ทั้งสิ้น จนกว่าข้อตกลงหรือการยอมจำนนอย่างสมบูรณ์จะบรรลุผล" ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุในโพสต์
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันจันทร์ถือเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับพฤติการณ์นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มเปิดฉาก "ปฏิบัติการเอพิก ฟิวรี" (Operation Epic Fury) ร่วมกับประเทศอิสราเอล (Israel) เมื่อกว่า 5 เดือนก่อน ซึ่งในหลายโอกาส ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาระบุคำขู่ว่าจะใช้กำลังทหาร ก่อนจะอ้างเหตุผลเรื่องการติดต่อทางการทูตเพื่อเป็นข้ออ้างในการถอยทัพ
ในทางกลับกัน ประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ปฏิเสธการเจรจากับกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่บันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้ง ได้ล่มสลายลงในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม จนถึงปัจจุบัน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่เขากำหนดไว้เมื่อเริ่มสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการรื้อถอนโปรแกรมนิวเคลียร์ของอิหร่าน การสกัดกั้นขีดความสามารถในการโจมตีประเทศคู่แข่งในภูมิภาค หรือการสร้างเงื่อนไขเพื่อให้ชาวอิหร่านก่อการโค่นล้มระบอบการปกครองของผู้นำศาสนา
นอกจากนี้ การยกระดับความรุนแรงของสหรัฐฯ ในแต่ละครั้ง ได้ถูกตอบโต้ด้วยการยกระดับการโจมตีจากฝั่งอิหร่านต่อกองกำลังสหรัฐฯ ในภูมิภาค กลุ่มชาติอ่าวอาหรับที่เป็นพันธมิตรของวอชิงตัน รวมถึงเรือขนส่งสินค้า ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจบลงด้วยการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องยอมถอยทัพทุกครั้งไป
ข้อพิพาทเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังคงเป็นประเด็นความขัดแย้งหลัก โดยวอชิงตันอ้างว่าบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดือนมิถุนายนกำหนดให้อิหร่านต้องเปิดเส้นทางน้ำที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์นี้ ขณะที่เตหะรานโต้แย้งว่า ตัวบทในข้อตกลงระบุไว้อย่างชัดเจนว่ายังคงรักษาอำนาจของอิหร่านในการควบคุมการจราจรทางเรือเอาไว้ ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้เตหะรานมีอำนาจต่อรองเหนือช่องแคบมากกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม และถูกมองว่าความล้มเหลวในการบีบบังคับให้อิหร่านคลายการกุมอำนาจเหนือเส้นทางน้ำ ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นและดันราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวทางการเมืองอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงในวันจันทร์ หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจชะลอการปฏิบัติการทางการทหาร โดยสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าสายพันธุ์เบรนท์ (Brent) ร่วงลงประมาณร้อยละ 5 ดิ่งลงสู่ระดับราว 83.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.reuters.com/world/asia-pacific/trump-says-iran-talks-take-place-monday-sets-no-deadline-deal-2026-08-02/
https://www.reuters.com/world/middle-east/trump-says-talks-with-iran-are-going-right-now-2026-08-03/