.
UN เผชิญจุดเปลี่ยน ศึกชิงเก้าอี้เลขาธิการเข้าสู่โค้งสุดท้าย จับตาจีน–สหรัฐฯ–P5 ต่อรองเคาะผู้นำใหม่ ท่ามกลางสงคราม-รอยร้าวภูมิรัฐศาสตร์
8-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า การแข่งขันอย่างเป็นทางการเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ (UN) คนที่ 10 ในประวัติศาสตร์ 8 ทศวรรษ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเข้มข้น ในช่วงเวลาที่องค์กรกำลังเผชิญวิกฤตการดำรงอยู่ ทั้งปัญหาทางการเงิน โครงสร้างที่บกพร่อง ระบบราชการที่เทอะทะ และความขัดแย้งภายใน
นายริชาร์ด โกวัน (Richard Gowan) ผู้อำนวยการด้านประเด็นระดับโลกและสถาบันจาก สถาบันวิจัยวิกฤตการณ์นานาชาติ (International Crisis Group - ICG) เปิดเผยว่า ความเสี่ยงในครั้งนี้สูงเป็นประวัติการณ์ และมีความรู้สึกร่วมกันทั่วทั้ง UN ว่าเลขาธิการคนใหม่อาจเป็นผู้กำหนดชะตากรรมว่าจะฟื้นฟูหรือทำลายองค์กรแห่งนี้
แม้ตามทฤษฎีแล้ว การตัดสินใจเลือกผู้นำคนใหม่จะมาจากประเทศสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ แต่เสนออำนาจที่แท้จริงกลับตกอยู่กับสมาชิกถาวร 5 ประเทศของ คณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council - UNSC) หรือกลุ่ม P5 ซึ่งประกอบด้วย ประเทศจีน (China) ประเทศสหรัฐฯ (US) ประเทศรัสเซีย (Russia) ประเทศฝรั่งเศส (France) และ ประเทศสหราชอาณาจักร (UK)
กระบวนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนที่แล้ว ประกอบด้วยการลงคะแนนลับด้วยกระดาษสี โดยเสียงที่มีน้ำหนักมากที่สุดตกเป็นของผู้บริจาครายใหญ่อย่างรัฐบาลปักกิ่งและรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งเมื่อกลุ่ม P5 บรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ ประเทศสมาชิกอื่นๆ ก็มักจะยินยอมตาม และจะได้เลขาธิการคนใหม่มารับตำแหน่งวาระ 5 ปีภายในสิ้นปีนี้
ทางด้าน นางเอลิซาเบธ คูเซนส์ (Elizabeth Cousens) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ มูลนิธิสหประชาชาติ (UN Foundation) ระบุว่า ทุกการเลือกตั้งเลขาธิการ UN เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกมีความผันผวนและคาดเดาได้ยากลำบากอย่างยิ่ง
วิกฤตการณ์รอบโลก ทั้งสงครามกับ ประเทศอิหร่าน (Iran) ที่กำลังดุเดือด เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาพลิกผันสังคม ภารกิจรักษาสันติภาพที่ล้มเหลว และงบประมาณความช่วยเหลือมนุษยธรรมที่กำลังเหือดหาย ต่างเรียกร้องผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเข้มแข็ง เพื่อนำพาประชาคมโลกผ่านการปฏิรูปโครงสร้างอันเจ็บปวด
อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ จีน และ รัสเซีย ยินยอมเห็นชอบร่วมกัน ท่ามกลางผลประโยชน์ส่วนตนและความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ อาจทำให้ได้เพียงผู้สมัครที่เป็นกลางและไม่มีใครคัดค้านรุนแรง ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่าอาจไม่ใช่สูตรสำเร็จในการแก้ปัญหาวิกฤตของ UN
นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส (Antonio Guterres) เลขาธิการ UN คนปัจจุบัน ซึ่งเคยสัญญาว่าจะสร้าง "การทูตที่พุ่งทะยานเพื่อสันติภาพ" กลับกลายเป็นผู้นำที่ระมัดระวังตัวและเน้นหนักเฉพาะการบรรเทาทุกข์ทางมนุษยธรรม โดยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในการตัดลดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เช่น เบี้ยเลี้ยงโรงเรียนเอกชนและการเดินทางชั้นธุรกิจของเจ้าหน้าที่
สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ มีผู้สมัครเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพียง 7 คน ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ 13 คนในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2016 โดยมีผู้สมัคร 1 คนถอนตัวหลังผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ และมีผู้สมัครรายใหม่เพิ่งตัดสินใจ เข้าร่วมการแข่งขัน
ตามธรรมเนียมปฏิบัติของ UN ตำแหน่งนี้ควรตกเป็นของสตรี และถึงวาระของตัวแทนจากภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน แม้ว่าจะไม่ใช่กฎระเบียบบังคับอย่างเป็นทางการก็ตาม โดย ประเทศจีน (China) ได้แสดงท่าทีสนับสนุนผู้สมัครที่เป็นสตรีและมาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South)
นายหวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้กล่าว ณ นครนิวยอร์ก (New York) เมื่อเดือนพฤษภาคม โดยระบุว่าจีนต้องการผู้นำที่มีความยึดมั่นในกฎบัตร UN มีความสามารถโดดเด่น มีความซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม และพร้อมที่จะลุกขึ้นมารับผิดชอบ
นักวิเคราะห์ประเมินว่า จีนต้องการเลขาธิการที่จะสนับสนุนให้ชาวจีนดำรงตำแหน่งระดับสูงใน UN มากขึ้น ส่งเสริมบทบาทการรักษาสันติภาพของจีน และผลักดันการบูรณาการ ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative - BRI) รวมถึงข้อริเริ่มด้านความมั่นคง การพัฒนา และอารยธรรมระดับโลก เข้ากับโครงสร้างของ UN
ขณะเดียวกัน รัฐบาลของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ กำลังมองหาผู้นำที่ยอมรับนโยบายต่างประเทศแบบฝ่ายเดียว (Unilateralism) ของสหรัฐฯ สามารถปรับปรุงผลงานการคลี่คลายความขัดแย้ง และพร้อมนำการปฏิรูปทางการเงินอย่างเด็ดขาด
ปัจจุบัน สหรัฐฯ มี ยอดหนี้ค้างชำระ ต่อ UN สูงถึง 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (US$4 Billion) ในส่วนของการดำเนินงานหลักและภารกิจรักษาสันติภาพ ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด และเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ UN ประสบวิกฤตทางการเงินอย่างหนักในปัจจุบัน
นายแดเนียล ฟอร์ติ (Daniel Forti) ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการ UN ของ ICG ชี้ว่า สหรัฐฯ มีผลประโยชน์ที่ยึดแน่น และไม่ต้องการให้เลขาธิการคนใหม่เข้ามาขัดขวางยุทธศาสตร์ โดยฝ่ายบริหารของทรัมป์มองการทำงานในลักษณะ "ต้องทำตามทางของฉันเท่านั้น"
อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์ของ สหรัฐฯ และ จีน มีส่วนที่สอดคล้องกันในการสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้าง UN อย่างจริงจัง เนื่องจากสหรัฐฯ รับภาระจ่ายงบประมาณทั่วไป 22% ขณะที่จีนรับภาระ 20% ทำให้ผู้สมัครทุกคนต้องบรรจุวาระการปฏิรูปไว้ในนโยบายหลัก
นายแดน เนเกรีย (Dan Negrea) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (ECOSOC) ระบุว่า หลายประเทศรวมถึงจีน มีความคิดไปในทิศทางเดียวกันว่า การปฏิรูปองค์กรแห่งนี้ล่าช้ามานานเกินไปแล้ว
นายมาร์ก ลิมอน (Marc Limon) ผู้อำนวยการบริหาร Universal Rights Group วิจารณ์ว่า สหรัฐฯ ได้ทำลายความสัมพันธ์ทางการทูตไปมาก ขณะที่จีนขยายอิทธิพลเข้ามาได้อย่างชาญฉลาด โดยฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ มักคิดเพียงแค่ว่าการส่งเสียงข่มขู่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมทำตามความต้องการ
เมื่อเหลียวมองประวัติศาสตร์ยุทธศาสตร์ P5 ในปี 1996 สหรัฐฯ เคยใช้วีโต้ขัดขวางการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของ นายบุตรอส บุตรอส-กาเลีย (Boutros Boutros-Ghali) จาก ประเทศอียิปต์ (Egypt) ขัดต่อความต้องการของจีน จนนำไปสู่การเลือก นายโคฟี อันนัน (Kofi Annan) จาก ประเทศกานา (Ghana) และในปี 1981 สหรัฐฯ เคยสนับสนุน นายเคิร์ต วาลด์ไฮม์ (Kurt Waldheim) ให้ดำรงตำแหน่งสมัยที่สาม แม้จะมีประวัติพัวพันกับนาซี แต่ถูกจีนคัดค้านอย่างหนัก จนต้องมีการลงคะแนนถึง 16 รอบ ก่อนจะได้ นายฮาเวียร์ เปเรซ เด กูเอยาร์ (Javier Perez de Cuellar) จาก ประเทศเปรู (Peru) เป็นผู้สมัครประนีประนอม
สำหรับผู้สมัครทั้ง 7 คนในครั้งนี้ ประกอบด้วย นางมิเชล บาเชเลต (Michelle Bachelet) อดีตประธานาธิบดี ประเทศชิลี (Chile) และอดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN, นางเรเบกา กรินสแปน (Rebeca Grynspan) จาก ประเทศคอสตาริกา (Costa Rica) เลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) และ นายราฟาเอล มาเรียโน กรอสซี (Rafael Mariano Grossi) นักการทูตจาก ประเทศอาร์เจนตินา (Argentina) ผู้อำนวยการใหญ่ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งได้รับการคาดหมายว่าได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เนื่องจากความสัมพันธ์กับรัฐบาลขวาจัดของอาร์เจนตินา
ส่วนผู้สมัครที่เหลือ ได้แก่ นายแม็กกี ซอลล์ (Macky Sall) อดีตประธานาธิบดี ประเทศเซเนกัล (Senegal), นางมาเรีย เฟอร์นันดา เอสปิโนซา การ์เซส (Maria Fernanda Espinosa Garces) อดีตรัฐมนตรีกลาโหมและการต่างประเทศ ประเทศเอกวาดอร์ (Ecuador), นางแคโรลิน โรดริเกส เบอร์เกตต์ (Carolyn Rodrigues Birkett) อดีตรัฐมนตรีการต่างประเทศ ประเทศกายอานา (Guyana) และ นายโอรารา โอตุนนู (Olara Otunnu) อดีตรองเลขาธิการ UN จาก ประเทศอูกันดา (Uganda)
ในบรรดาผู้สมัครทั้งหมด มี 5 คนที่มาจากภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน และเป็นสตรี 4 คน ขณะที่แอปพลิเคชันเดิมพัน Kalshi ประเมินโอกาสชนะของ นางเรเบกา กรินสแปน ไว้ที่ 49%, นายราฟาเอล มาเรียโน กรอสซี 42% และ นางมิเชล บาเชเลต 8%
ผลการลงคะแนนหยั่งเสียงลับ (Straw Poll) รอบแรกเมื่อวันที่ 30 กุมภาพันธ์ พบว่า นางเรเบกา กรินสแปน มีคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย นางแคโรลิน โรดริเกส เบอร์เกตต์ ในอันดับสอง และ นายราฟาเอล มาเรียโน กรอสซี ในอันดับสาม
นอกจากนี้ ยังมีกระแสคาดการณ์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ อาจใช้มาตรการกดดันทางการเงินเพื่อผลักดันผู้สมัครที่ตนเองชื่นชอบ หรืออาจฉวยโอกาสประกาศชื่อผู้ชนะล่วงหน้าในการประชุม G20 ณ เมืองไมอามี (Miami) ในช่วงกลางเดือนธันวาคม โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยเสนอชื่อ นายจานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธาน สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (FIFA) หลังจากได้รับรางวัลสันติภาพจากองค์กรดังกล่าว
เลขาธิการคนใหม่จะต้องเข้ามาแบกรับภาระงานอันหนักหน่วงของ UN ซึ่งมีภารกิจ รายงาน คณะทำงาน และกลุ่มศึกษามากถึง 40,000 รายการ ครอบคลุมองค์กรระหว่างรัฐบาล 400 แห่ง และต้องมีการจัดประชุมสูงถึง 27,000 ครั้งต่อปี
พร้อมกันนี้ ยังต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่าสมาชิกถาวร P5 อย่าง สหรัฐฯ และ รัสเซีย ต่างละเมิดกฎบัตร UN ในการใช้กำลังทหารต่อชาติอื่น รวมถึงโครงสร้าง P5 ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ไม่สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องขอเข้าร่วมจาก ประเทศอินเดีย (India) ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ประเทศบราซิล (Brazil) และ ประเทศไนจีเรีย (Nigeria)
ตำแหน่งเลขาธิการ UN ซึ่งมีอัตราเงินเดือน 227,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (US$227,000) จะต้องผ่านกระบวนการสัมภาษณ์ การจัดเวทีแสดงวิศัยทัศน์ การเดินสายเยือนเมืองหลวงของมหาอำนาจ และการลงคะแนนหยั่งเสียงลับหลายรอบ จนกว่าจะมีผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อย 9 จาก 15 เสียงใน Security Council โดยไม่มีการใช้วีโต้จากกลุ่ม P5
นายมาร์ก ลิมอน สรุปเตือนในทิ้งท้ายว่า หากผู้นำคนใหม่ไม่ใช้วิกฤตครั้งนี้ในการปฏิรูปและสร้างความเปลี่ยนแปลง องค์การสหประชาชาติก็อาจจะต้องเผชิญกับการล่มสลาย และมีชะตากรรมไม่ต่างจาก สันนิบาตชาติ (League of Nations) ในอดีต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/p4s5q?utm_source=copy-link&utm_campaign=3363269&utm_medium=share_widget