.
81 ปีหลังฮิโรชิมา-นางาซากิ โลกเผชิญความเสี่ยงนิวเคลียร์ทวีคูณ สู่ยุคแข่งขันอาวุธรอบใหม่หลัง New START หมดอายุ -NPT ล้มเหลว ฟินแลนด์-ลิทัวเนีย เปิดทางรับอาวุธนิวเคลียร์
8-8-2026
The Asahi Shimbun รายงานว่า 81 ปีภายหลังเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) และนางาซากิ (Nagasaki) โลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ
เป็นเวลา 81 ปีนับตั้งแต่เหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่ม เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) และ เมืองนางาซากิ (Nagasaki) ใน ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ทว่าโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับระดับความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าวิตก
รายงานประเมินอันน่าตกใจเมื่อ เดือนมกราคม (January) จาก วารสารจดหมายข่าวของนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ (Bulletin of the Atomic Scientists) ระบุว่า สังคมโลกกำลังขยับเข้าใกล้การมองว่าความเสี่ยงจากอาวุธทำลายล้างสูงนี้เป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะที่ นาฬิกาวันสิ้นโลก (Doomsday Clock) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความสุ่มเสี่ยงของมนุษยชาติต่อการถูกทำลายล้าง ได้ถูกปรับหมุนมาอยู่ที่ระดับ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่ใกล้จุดวิกฤตที่สุดนับตั้งแต่มีการตั้งนาฬิกานี้ขึ้นในปี 1947
สภาวะสุ่มเสี่ยงดังกล่าวทวีความเร่งด่วนยิ่งขึ้นใน เดือนกุมภาพันธ์ (February) หลังจาก สนธิภาวการณ์ลดอาวุธยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START) ซึ่งเป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่าง ประเทศสหรัฐฯ (US) และ ประเทศรัสเซีย (Russia) ได้หมดอายุลงอย่างเป็นทางการ
เพื่อรับมือกับภัยคุกคามโดยตรงจากรัสเซีย บรรดาประเทศในยุโรปต่างเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและป้องปรามทางนิวเคลียร์ของตนเองอย่างกะทันหัน
ประเทศฝรั่งเศส (France) ได้ประกาศเมื่อ เดือนมีนาคม (March) ว่าจะขยายร่มนิวเคลียร์เพื่อคุ้มครองพันธมิตรในยุโรป ขณะที่ ประเทศฟินแลนด์ (Finland) ซึ่งมีพรมแดนติดกับรัสเซีย ได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายใน เดือนมิถุนายน (June) เพื่อเปิดทางให้สามารถนำอาวุธนิวเคลียร์ของต่างชาติเข้ามาประจำการบนดินแดนตนเองได้
ขณะเดียวกัน สมาชิกรัฐสภาของ ประเทศลิทัวเนีย (Lithuania) ได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญใน เดือนกรกฎาคม (July) เพื่อยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับการครอบครองหรือประจำการอาวุธทำลายล้างสูงภายในประเทศ
ในอีกฟากหนึ่ง การขยายกำลังทางทหารของ ประเทศจีน (China) ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสัญญาณชะลอตัว โดยเมื่อ เดือนกรกฎาคม (July) กองทัพจีนได้เปิดฉากทดสอบยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์จากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายคลังแสงที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 620 หัวรบในปัจจุบัน สู่ระดับ 1,000 หัวรบภายในปี 2030
การแข่งขันสะสมอาวุธรอบใหม่นี้กำลังส่งผลกระทบให้ความพยายามในการยับยั้งการขยายพันธุ์อาวุธนิวเคลียร์ที่เคยประสบความสำเร็จ ต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือลงไป
การประชุมทบทวน สนธิสัญญาไม่ขยายพันธุ์อาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ต้องล้มเหลวลงเป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกันใน เดือนพฤษภาคม (May) ท่ามกลางข้อขัดแย้งเกี่ยวกับ ประเทศอิหร่าน (Iran) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดการโจมตีร่วมระหว่าง ประเทศสหรัฐฯ (US) และ ประเทศอิสราเอล (Israel) ที่มุ่งเป้าการหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
นอกจากนี้ สนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (TPNW) ยังคงมีผลบังคับใช้ในวงจำกัด เนื่องจากกำลังจะเข้าสู่การประชุมทบทวนครั้งแรกใน เดือนพฤศจิกายน (November) โดยไร้การเข้าร่วมหรือลงนามจากประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์และชาติพันธมิตรแม้แต่รายเดียว
นายแดริล คิมบอลล์ (Daryl Kimball) ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมควบคุมอาวุธ (Arms Control Association) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ ระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตจากการขาดผู้นำในกลุ่มชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่จะผลักดันกระบวนการปลดอาวุธอย่างจริงจัง
นายคิมบอลล์ เตือนว่า ในขณะที่ไม่มีการเจรจาลดอาวุธใด ๆ ที่มีความก้าวหน้า แต่ละประเทศกลับทุ่มงบประมาณมหาศาลในการปรับปรุงและพัฒนายุทโธปกรณ์นิวเคลียร์ให้มีความทันสมัย และหากกลุ่มประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ร่วมกันกดดันชาติมหาอำนาจ โลกจะต้องเผชิญกับอนาคตที่อันตรายยิ่งขึ้น
จากข้อมูลสถิติล่าสุดของ ศูนย์วิจัยเพื่อการขจัดอาวุธนิวเคลียร์ (RECNA) แห่ง มหาวิทยาลัยนางาซากิ (Nagasaki University) ณ เดือนมิถุนายน 2026 (June 2026) ได้เผยให้เห็นตัวเลขหัวรบนิวเคลียร์ประจำการ (Active Nuclear Warheads) ทั้งในส่วนที่ติดตั้งพร้อมใช้งานและคลังสำรองทั่วโลกอย่างชัดเจน
ในกลุ่มประเทศสมาชิก NPT ประเทศรัสเซีย (Russia) ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ครองคลังนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวน 4,400 หัวรบ (เพิ่มขึ้น +54 หัวรบ เมื่อเทียบกับช่วงปี 2018–2026)
ขณะที่ ประเทศสหรัฐฯ (US) ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ที่ 3,700 หัวรบ (ลดลง -100 หัวรบ) ด้าน ประเทศจีน (China) ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) มีจำนวน 620 หัวรบ (เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง +380 หัวรบ)
ส่วน ประเทศฝรั่งเศส (France) ภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) มีหัวรบนิวเคลียร์คงที่อยู่ที่ 290 หัวรบ (ไม่มีการเปลี่ยนแปลง) และ สหราชอาณาจักร (UK) ภายใต้การนำของ นายแอนดี เบิร์นแฮม (Andy Burnham) มีจำนวน 225 หัวรบ (เพิ่มขึ้น +10 หัวรบ)
สำหรับกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก NPT สถิติระบุว่า ประเทศอินเดีย (India) มีหัวรบนิวเคลียร์ 190 หัวรบ (เพิ่มขึ้น +65 หัวรบ), ประเทศปากีสถาน (Pakistan) มีจำนวน 170 หัวรบ (เพิ่มขึ้น +30 หัวรบ), ประเทศอิสราเอล (Israel) ภายใต้การนำของ นายเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) มีจำนวน 90 หัวรบ (เพิ่มขึ้น +10 หัวรบ) และ ประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ซึ่งประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญาฝ่ายเดียว ภายใต้การนำของ นายคิม จองอึน (Kim Jong Un) มีหัวรบนิวเคลียร์สะสมอยู่ที่ 60 หัวรบ (เพิ่มขึ้น +45 หัวรบ)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.asahi.com/ajw/articles/16793672?utm_id=97758_v0_s00_e0_tv2_a1demo0edhdlao&fbclid=IwY2xjawTi03RwZG9mAWV4dG4DYWVtAjEwAGJyaWQRMVlSTGVSZEQxM1BkU1JEMERzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEeyHL16lzYnWNZkXibEP4r_jlx7BsIhZmPJ1ZuS3tPeTAyNeRyG6J60IjhzxU_aem_yNZ_UQHfodA5CDFTUp_Qrw