.
เกาหลีเหนือฝ่าคว่ำบาตร โกยรายได้ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ หนุนคลังนิวเคลียร์-เทคโนโลยีทหาร จากดีลอาวุธรัสเซีย-แฮกเกอร์คริปโทฯ ชี้ไม่เจรจา สหรัฐฯ-เกาหลีใต้
11-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า คิม จองอึน (Kim Jong Un) ผู้นำสูงสุดแห่งประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) กำลังมีเงินสดอยู่ในครอบครองมากกว่าช่วงเวลาใดๆ ตลอดระยะเวลา 15 ปีของการก้าวขึ้นสู่อำนาจ
ระบอบการปกครองแบบเผด็จการกวาดรายได้จากต่างประเทศมากถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงระหว่างปี 2022 ถึง 2025 ตามการวิเคราะห์ของ บลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ (Bloomberg Economics) ที่รวบรวมจากตัวเลขการค้าของรัฐบาล ข่าวกรอง และงานวิจัยภายนอกเกี่ยวกับแหล่งรายได้หลักของกรุงเปียงยาง (Pyongyang)
ขุมทรัพย์ก้อนโตเป็นประวัติการณ์นี้คิดเป็นเกือบ 4 เท่าของจำนวนเงินที่สะสมได้ในช่วง 4 ปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากประเทศสหรัฐฯ (US) สามารถโน้มน้าวให้ประเทศจีน (China) และประเทศรัสเซีย (Russia) ร่วมลงนามในมาตรการคว่ำบาตรขององค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงเงินตราต่างประเทศในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ทว่านับตั้งแต่มาตรการจำกัดเหล่านั้นถูกบังคับใช้ คิม จองอึน (Kim Jong Un) ยังคงสามารถยกระดับศักยภาพในการป้องปรามทางนิวเคลียร์ กระชับความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางการทูตหลัก และขยายแหล่งรายได้ของตนได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้นำเกาหลีเหนือบรรลุผลสำเร็จทั้งหมดนี้ได้โดยปฏิเสธไม่รับเงินความช่วยเหลือจากต่างประเทศมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเคยเป็นปัจจัยช่วยค้ำจุนรัฐบาลในยุคของบิดาและอัยกาของเขา ขอบฟ้าของกรุงเปียงยาง (Pyongyang) กำลังถูกพลิกโฉมด้วยการก่อสร้างตึกสูงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถนนสายต่างๆ ที่เคยว่างเปล่าเต็มไปด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลจากประเทศจีน (China) ขณะเดียวกัน คิม จองอึน (Kim Jong Un) ได้เดินหน้าระดมอวดอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงเรืออัปสปายกวนขนาดใหญ่ 2 ลำ
"เกาหลีเหนืออยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งกว่าช่วงเวลาใดๆ ในรอบ 35 ปีที่ผ่านมา" อันเดรย์ ลานคอฟ (Andrei Lankov) ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีศึกษาและผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษา โคเรีย ริสก์ กรุ๊ป (Korea Risk Group) กล่าว พร้อมเสริมว่า เงินสดจากการขายอาวุธให้แก่ประเทศรัสเซีย (Russia) เปรียบเสมือน "การถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่" ขณะที่การสนับสนุนรอบใหม่จาก สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน ก็เปรียบได้กับ "เงินบำนาญ" ที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ ประกอบกับรัฐบาลของ คิม จองอึน (Kim Jong Un) และพันธมิตรได้ดำเนินมาตรการเพื่อปิดบังการค้าที่ผิดกฎหมาย ตัวเลขรายได้ดังกล่าวจึงเป็นการประเมินขั้นสูงซึ่งอาจต่ำหรือสูงกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้ รายได้จำนวนมากยังคงตกค้างอยู่นอกพรมแดนเกาหลีเหนือเนื่องจากถูกปิดกั้นจากระบบธนาคารสากล ขณะที่การชำระเงินอื่นๆ เชื่อว่าอยู่ในรูปแบบของสินค้าและการถ่ายโอนเทคโนโลยี
ถึงกระนั้น ตัวเลขดังกล่าวยังคงสะท้อน ภาพชัดเจนของระบอบการปกครองที่ก้าวข้ามการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระดับเล็ก เช่น การปลอมแปลงธนบัตรหรือการลักลอบขนส่งยาสูบ ไปสู่การดำเนินธุรกิจที่สร้างผลกำไรมหาศาลยิ่งกว่า ส่งผลให้ประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) มีความมั่งคั่งขึ้นและมีศักยภาพที่จะสร้างภัยคุกคามขนาดใหญ่ขึ้นต่อโลก
การเติบโตทางเศรษฐกิจของ คิม จองอึน (Kim Jong Un) ถือเป็นการพลิกผันสถานการณ์อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ผู้นำเกาหลีเหนือต้องอับอายขายหน้าจากการเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอด ณ นครฮานอย (Hanoi) ร่วมกับ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โดยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อผ่อนคลายมาตรการจำกัดขององค์การสหประชาชาติ (UN) ได้
ปีต่อๆ มาได้นำมาซึ่งความทุกข์ทรมานที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรที่เสียหายนำไปสู่วิกฤตความอดอยากภายในประเทศ ขณะที่การปิดพรมแดนในช่วงโรคระบาดโควิด-19 ได้ตัดขาดการค้ากับประเทศจีน (China) ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก ส่งผลให้ความโดดเดี่ยวทางการทูตของ คิม จองอึน (Kim Jong Un) ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยในระหว่างการกล่าวปาฐกถาต่อหน้าสาธารณชนในปี 2020 ผู้นำสูงสุดถึงกับเสียน้ำตาพร้อมเอ่ยคำขอโทษต่อประชาชนที่ไม่อาจบริหารจัดการปัญหาเศรษฐกิจได้ดีพอ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อ วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) สร้างความตกตะลึงให้กับโลกด้วยการเปิดฉากบุกรุกประเทศยูเครน (Ukraine) ซึ่งกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงและห่วงชูชีพที่ไม่คาดคิดให้แก่ คิม จองอึน (Kim Jong Un)
เมื่อกรุงมอสโก (Moscow) เผชิญภาวะขาดแคลนยุทธภัณฑ์ จึงต้องหันไปพึ่งพากรุงเปียงยาง (Pyongyang) ในฐานะแหล่งกระสุนปืนใหญ่ยุคสหภาพโซเวียต ส่งผลให้คลังอาวุธภายในประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่ง คิม จองอึน (Kim Jong Un) สามารถแปลงสภาพเป็นเงินสด ความช่วยเหลือด้านอาหาร และเทคโนโลยีทางการทหารขั้นสูง
ภายในสิ้นปี 2025 ประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ได้จัดหากระสุนปืนใหญ่ขนาด 122 มม. และ 152 มม. คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50% ของความต้องการทั้งหมดของประเทศรัสเซีย (Russia) ตามการประเมินของหน่วยข่าวกรองยูเครน นอกเหนือจากการส่งมอบกระสุนปืนใหญ่ คิม จองอึน (Kim Jong Un) ยังได้ส่งกำลังพลทหารเข้าร่วมสู้รบจำนวนระหว่าง 16,000 ถึง 22,000 นาย โดยได้รับค่าตอบแทนประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อเดือน ตามการประเมินของทางการเกาหลีใต้และศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (Center for Strategic and International Studies: CSIS)
"ความร่วมมือทางการทหารระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการทูตหรือความมั่นคงอีกต่อไป" คัง แดซิก (Kang Daesik) สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านของประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ซึ่งดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการกลาโหม กล่าว "แต่มันได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักที่ค้ำจุนระบบเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ"
ธนาคารแห่งเกาหลี (Bank of Korea) ประเมินว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านขยายตัวร้อยละ 3.5 ในปี 2025 ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่สาม แม้ว่าอัตราการเติบโตจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งเป็นปีที่เกาหลีเหนือทำสถิติเติบโตแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่มาตรการคว่ำบาตรถูกยกระดับเข้มงวดขึ้น
ด้านประเทศจีน (China) เริ่มกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่ความสัมพันธ์กับกรุงเปียงยาง (Pyongyang) เย็นชาลงไปหลายปีเนื่องจากความสัมพันธ์ที่หยั่งลึกระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซีย โดยในระหว่างการสวนสนามทางการทหาร ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว คิม จองอึน (Kim Jong Un) ได้ยืนเคียงข้าง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) และ วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) เพื่อแสดงมิตรภาพระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ โดยมี คิม จูแอ (Kim Ju Ae) บุตรสาววัยรุ่น ร่วมปรากฏตัว ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเธออาจเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากเขา
สภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของ คิม จองอึน (Kim Jong Un) ดูเหมือนจะค่อยๆ กระจายไปสู่พื้นที่บางส่วนของประเทศ โดยในเดือนมิถุนายน มูลค่าการค้ากับประเทศจีน (China) พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการคว่ำบาตร โดยชาวเกาหลีเหนือนำเข้าเฉพาะสินค้าสันทนาการและกีฬาคิดเป็นมูลค่าถึง 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งลูกปิงปอง วอเตอร์สกี วิดีโอเกม และอุปกรณ์กีฬา ซึ่งล้วนเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่เคยถูกจำกัดโดยมาตรการขององค์การสหประชาชาติ (UN) นอกจากนี้ สื่อของรัฐยังรายงานการก่อสร้างบ้านเรือนหลังใหม่ทั่วประเทศทุกเดือน
ชาวเกาหลีเหนือในเมืองหลวงสามารถใช้แอปพลิเคชันดิจิทัลบนระบบอินทราเน็ตภายในประเทศเพื่อสั่งซื้ออาหารหรือเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ได้แล้ว โดย โรแวน เบียร์ด (Rowan Beard) จากบริษัททัวร์ ยัง ไพโอเนียร์ ทัวร์ส (Young Pioneer Tours) ซึ่งเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง (Pyongyang) หลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2012 ระบุว่า "การเพิ่มขึ้นของการใช้สมาร์ตโฟนเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง"
คิม จองอึน (Kim Jong Un) ได้นำเงินทุนที่ไหลเข้ามาไปอัดฉีดการขยายคลังนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้เขามีแนวโน้มที่จะมีปริมาณนิวเคลียร์ทัดเทียมกับคลังสะสมของประเทศฝรั่งเศส (France) ในทศวรรษหน้า โดยประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ย้ำหลายครั้งว่าอาวุธดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันประเทศจากการโจมตีของประเทศสหรัฐฯ (US) โดยอ้างอิงบทเรียนจากประเทศอิรัก (Iraq) และประเทศลิเบีย (Libya)
นอกเหนือจากอาวุธนิวเคลียร์ เกาหลีเหนือได้เผยโฉมเรืออัปสปายกวนขนาด 5,000 ตัน จำนวน 2 ลำ ซึ่งเป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยอย่างน้อยหนึ่งลำได้รับการติดตั้งระบบป้องกันทางอากาศระยะสั้น แพนท์เซียร์-เอ็ม (Pantsir-M) ของประเทศรัสเซีย มูลค่าราว 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นระบบที่ทันสมัยกว่าระบบระยะสั้นใดๆ ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ
การถ่ายโอนเทคโนโลยีจากรัสเซียช่วยให้เกาหลีเหนือ "ย่อระยะเวลาในการพัฒนาอาวุธลง" เจ้าหน้าที่กองกำลังสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ (United States Forces Korea) ระบุ นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังได้ร่วมกันผลิตโดรนโจมตี (UAVs) ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงระยะยาวต่อความมั่นคงในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือไม่ได้พึ่งพาเฉพาะงบสงครามของรัสเซียเท่านั้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คิม จองอึน (Kim Jong Un) ได้สร้างกองทัพขบวนการโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี (crypto thieves) ที่สามารถสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของการโจรกรรมคริปโทฯ ทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 30 ในปี 2017 ตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน ทีอาร์เอ็ม แลบส์ (TRM Labs) โดยเงินที่ถูกโจรกรรมส่วนใหญ่จะถูกฟอกผ่านกลุ่มอาชญากรรมจัดตั้งในประเทศจีน (China)
นอกจากนี้ คิม จองอึน (Kim Jong Un) ยังได้สร้างเครือข่ายทางการทูตเพื่อลดการพึ่งพาประเทศรัสเซีย (Russia) โดยมีผู้แทนระดับสูงจากประเทศสิงคโปร์ (Singapore), ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia), ประเทศเบลารุส (Belarus) และประเทศเวียดนาม (Vietnam) เดินทางเยือนกรุงเปียงยาง (Pyongyang) ตลอดปีที่ผ่านมา
ผู้นำเกาหลีเหนือซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกโลกตะวันตกมองว่าเป็นผู้นำเอาแน่เอานอนไม่ได้ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่มีความยืดหยุ่นของมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่เติบโตขึ้น
เจนนี ทาวน์ (Jenny Town) นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันวิจัยสติมสัน (Stimson Center) สรุปว่า ประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ไม่มี ความจำเป็นเร่งด่วนใดๆ อีกต่อไปที่จะต้องเปิดการเจรจากับประเทศสหรัฐฯ (US) หรือประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ "กรุงเปียงยางได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวต่อมาตรการคว่ำบาตรที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อกฎหมายรวมถึงบรรทัดฐานระหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอนลง เกาหลีเหนือก็ได้พบกับมิตรภาพในการต่อต้านเหล่านั้น"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/graphics/2026-north-korea-windfall/