.
จีนโต้แนวคิด เรย์ ดาลิโอ หลังชี้เอเชียเข้าสู่ “ระเบียบโลกแบบบรรณาการ” สวนกลับเป็นตรรกะแบบเจ้าอำนาจตะวันตก บิดเบือนประวัติศาสตร์จีน ดันศัพท์-ทฤษฎีของตนสู้กรอบคิดตะวันตก
11-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า รัฐบาลจีนกำลังยกระดับความพยายามครั้งสำคัญในการท้าทายแนวคิดของชาติตะวันตกเกี่ยวกับ "ระบบบรรณาการ (tribute system)" โดยโต้แย้งว่า กรอบความคิดที่สร้างโดยนักวิชาการตะวันตกตั้งแต่อดีตได้บิดเบือนการทูตจีนโบราณอย่างรุนแรง และฉายภาพการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจโลกของจีนในปัจจุบันอย่างผิดเพี้ยน
ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การแย่งชิง "อำนาจในการกำหนดวาทกรรม (narrative power)" ของกรุงปักกิ่ง เพื่อนำเสนอปรัชญาและแนวคิดการต่างประเทศผ่านภาษาและกรอบทางสังคมศาสตร์ฉบับดั้งเดิมของตนเอง แทนที่จะมองผ่านเลนส์ทางความคิดของชาติตะวันตก
ชนวนเหตุ: คำเตือนจาก 'เรย์ ดาลิโอ' เรื่องระเบียบโลกใหม่
ประเด็นดังกล่าวกลับมาเป็นที่ถกเถียงรุนแรงอีกครั้ง หลังจากที่ เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) มหาเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกันและผู้ก่อตั้งบริษัท บริดจ์วอเตอร์ แอสโซซิเอทส์ (Bridgewater Associates) หนึ่งในกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เขียนบทความลงบนแพลตฟอร์ม Substack เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระเบียบรูปแบบระบบบรรณาการในภูมิภาคเอเชียและพื้นที่ที่ไกลออกไป”
เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ชี้ว่า ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและการที่สหรัฐฯ ลดบทบาทการปกป้องพันธมิตร บรรดาผู้นำโลกที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพบกับ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน ต่างกำลังพยายาม "สร้างความสัมพันธ์ในลักษณะบรรณาการ" กับมหาอำนาจเอเชียแห่งนี้
คำกล่าวดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ทางการจีน โดย หลิน เจี้ยน (Lin Jian) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาตอบโต้อย่างเป็นทางการว่า:
"สิ่งที่เรียกว่าระบบบรรณาการ เป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกฉายโดยตรรกะการครอบงำของตะวันตกลงบนการทูตจีน"
กำเนิดทฤษฎี 'Tribute System': เลนส์ตะวันตกที่จีนมองว่าสร้างอคติ
ทฤษฎี "ระบบบรรณาการ" ถูกบัญญัติขึ้นในช่วงทศวรรษ 1940 โดย จอห์น คิง แฟร์แบงก์ (John King Fairbank) นักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ร่วมกับ ซู่หยู เทิง (Ssu-yu Teng) เพื่อใช้อธิบายโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง (Sinocentric) ก่อนศตวรรษที่ 19
ในมุมมองของตะวันตก ทฤษฎีนี้ระบุว่าจักรพรรดิจีนมองตนเองอยู่บนยอดสูงสุดของอารยธรรม และมองชนชาติอื่นว่าต้อยต่ำกว่า ซึ่งต้องเดินทางนำ "บรรณาการ" มามอบให้เพื่อแลกกับการค้าและสิทธิ์ในการปกครองตนเอง
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์จีนมองว่า การนำคำว่า Tribute มาใช้เป็นการกรอบความคิดที่แฝงอคติ เพราะในอดีต ชาติตะวันตกมักใช้นิยามนี้โจมตีว่า ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีนในปัจจุบัน คือความพยายามสร้างระบบบรรณาการยุคใหม่เพื่อขยายอิทธิพลครอบงำโลก
'เฉาจ้ง' vs 'Tribute': สงครามคำศัพท์และการตีความประวัติศาสตร์
บทความวิพากษ์วิจารณ์จาก เฉาหยาง เสี่ยวเซี่ย (Chaoyang Shaoxia) บัญชีสื่อสารมวลชนที่เชื่อมโยงกับกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดทางภาษาศาสตร์และการตีความประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้ง:
คำว่า 'Tribute' ของตะวันตก: มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินที่หมายถึง "ภาษีของจักรวรรดิโรมันที่จัดเก็บจากประชาชนในมณฑล" และการจ่ายเงินบังคับในยุคกลางให้แก่เจ้าขุนมูลนาย ซึ่งแฝงไปด้วยนัยของการบังคับ ขู่เข็ญ และการกดขี่ตักตวงฝ่ายเดียว
คำว่า 'เฉาจ้ง (Chao Gong)' ของจีน: เป็นแนวคิดการทูตโบราณที่ตั้งอยู่บนความ "สมัครใจ" และการแสดงมิตรไมตรี
หลักการ 'โหว หวาง โป๋ ไล่ (Hou Wang Bo Lai)': จีนโบราณยึดถือปรัชญา "การให้ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แต่รับกลับมาเพียงน้อยนิด" ซึ่งจักรพรรดิจีนจะส่งมอบสินค้าราคาแพงคืนแก่รัฐต่างๆ ในมูลค่าที่สูงกว่าของที่นำมามอบให้หลายเท่า ทำให้ระบบความสัมพันธ์นี้สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแก่ผู้เข้าร่วม ไม่ใช่การถูกสูบเลือดสูบเนื้อ
สื่อทางการจีนยังได้เสนอให้ใช้คำว่า "พันธสัญญาหยกและแพรพรรณ (jade-silk covenant)" หรือ "โมเดลเรือมหาสมบัติ (treasure ship model)" ซึ่งอ้างอิงถึงการเดินทางท่องมหาสมุทรรอบโลกของ เจิ้งเหอ (Zheng He) ในศตวรรษที่ 15 เพื่อแสดงถึงการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจอย่างสันติ การทูตแบบต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ (Win-Win) และความเท่าเทียมระหว่างประเทศ
ยุทธศาสตร์ 'สี จิ้นผิง': สร้างระบบทางปัญญา ปลดแอกจากตะวันตก
การออกมาตอบโต้ทฤษฎีระบบบรรณาการ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ที่ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน ได้สั่งการไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม เพื่อเร่งสร้าง "ระบบทางปัญญาแบบจีนในสาขาปรัชญาและสังคมศาสตร์" โดยมุ่งหวังสร้างทฤษฎีและองค์ความรู้ที่เป็นอิสระของตนเอง สามารถอธิบายแนวปฏิบัติของจีนให้โลกภายนอกรับรู้ได้ โดยไม่ต้องถูกผูกขาดหรือบิดเบือนโดยวาทกรรมของตะวันตก
เจิ้ง หยงเหนียน (Zheng Yongnian) นักรัฐศาสตร์ชั้นนำของจีน และ หลิว เหวินหมิง (Liu Wenming) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยครูแคปิตอล (Capital Normal University) ในกรุงปักกิ่ง ต่างเห็นพ้องว่า หากยังหาคำแปลภาษาอังกฤษที่ตรงตัวไม่ได้ ชาติสากลควรใช้คำทับศัพท์ภาษาจีนอย่าง "Chao Gong" ไปเลย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดทางประวัติศาสตร์
ศึกแย่งชิง 'อำนาจกำหนดนิยาม' (Power to Define) ในเวทีโลก
ประเด็นนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่อดีต แต่ส่งผลถึงกฎหมายและนโยบายปัจจุบันของจีน เช่น กฎหมายส่งเสริมความเอกภาพทางชาติพันธุ์ ซึ่งสื่อตะวันตกมักใช้คำว่า "การกลืนกลายทางวัฒนธรรม (Assimilate)" ขณะที่จีนใช้คำว่า "ความเอกภาพบนความเท่าเทียม (Unity)"
ติ้ง กัง (Ding Gang) บรรณาธิการอาวุธของหนังสือพิมพ์ พีเพิลส์เดลี (People's Daily) และนักวิจัยอาวุโสแห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมิน (Renmin University) ได้สรุปปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า:
"บนพื้นผิว สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาเรื่องการแปลภาษา แต่โดยแก่นแท้แล้ว มันคือคำถามที่ว่า ใครมีอำนาจในการกำหนดนิยาม (Power to Define) ในพื้นที่ความคิดเห็นสาธารณะระหว่างประเทศ"
"หากปราศจากแนวคิดตัวกลางที่สามารถได้รับการยอมรับในระบบการรับรู้ของอีกฝ่าย แม้แต่เรื่องราวที่จับใจที่สุดของจีน ก็จะยังคงล่องลอยอยู่ภายนอกกรอบความเข้าใจของพวกเขา และในที่สุดก็จะถูกตะวันตกนำไปรวบรวมและกำหนดนิยามใหม่ด้วยแนวคิดของพวกเขาเอง"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/maf2y?utm_source=copy-link&utm_campaign=3363558&utm_medium=share_widget