.
‘NATO อิสลาม’ จะสามารถควบคุมทั้งอิสราเอลและอิหร่านได้หรือไม่?
11-8-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า การลงนามในข้อตกลงป้องกันประเทศร่วม ณ นครเมกกะ (Mecca Joint Defense Agreement) โดย เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia), ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdogan) แห่งประเทศตุรกี (Turkey) และนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ (Shehbaz Sharif) แห่งประเทศปากีสถาน (Pakistan) ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุดท่ามกลางวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง โดยสนธิสัญญานี้จัดตั้งหลักการป้องกันร่วมกัน (collective defense) ที่กำหนดให้การโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง ให้ถือเป็นการโจมตีต่อทุกประเทศ ซึ่งเป็นการรวมเอาน้ำหนักการเงินและการเมืองของซาอุดีอาระเบีย ศักยภาพด้านอุตสาหกรรมทหารของตุรกี ตลอดจนกองทัพอันเกรียงไกรและสถานะมหาอำนาจนิวเคลียร์ของปากีสถานเข้าไว้ด้วยกันในนาม "นาโตอิสลาม (Islamic NATO)"
แม้ เจฟเดต ยิลมาซ (Cevdet Yilmaz) รองประธานาธิบดีตุรกี และ ราเยด คริมลี (Rayed Krimly) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายการทูตสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย จะออกมายืนยันว่าข้อตกลงนี้เป็นไปเพื่อการตั้งรับบริสุทธิ์ ไม่ได้มุ่งเป้าเป็นบล็อกทางการทหารเชิงรุกหรือจุดเริ่มต้นของการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม แต่ความสำคัญที่แท้จริงของสนธิสัญญานี้ เกิดขึ้นจากการที่การโจมตีประเทศอิหร่าน (Iran) โดยประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนร้ายแรงของการพึ่งพาร่มเงาความมั่นคงจากกรุงวอชิงตัน (Washington) แต่เพียงผู้เดียว การที่ขีปนาวุธอิหร่านพุ่งเป้าตกใส่กลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียและการปิดล้อมเส้นทางการขนส่งพลังงาน ได้พิสูจน์ว่าการจัดซื้ออาวุธอเมริกันมูลค่ามหาศาลและการมีฐานทัพสหรัฐฯ ไม่ได้ช่วยปกป้องระบบเศรษฐกิจจากผลกระทบได้เลย นำไปสู่การสร้าง "อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ (strategic sovereignization)" เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ที่มากเกินไป
ในมิติของการคานอำนาจ บูร์จู ออซเชลิก (Burcu Ozcelik) นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการศึกษากลาโหมแห่งราชวงศ์อังกฤษ (Royal United Services Institute: RUSI) ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงนี้มีเป้าหมายหลักในการยับยั้งการดำเนินมาตรการทางการทหารฝ่ายเดียวของประเทศอิสราเอล (Israel) ซึ่งปฏิบัติการขยายวงจากฉนวนกาซา เข้าสู่เลบานอน ซีเรีย และอิหร่าน การรวมพลังของทั้งสามมหาอำนาจจึงเป็นการเพิ่มต้นทุนและความไม่แน่นอนให้แก่อิสราเอล หากคิดจะยกระดับการโจมตีข้ามแดนในอนาคต ซึ่งแม้ว่าสำนักนายกรัฐมนตรีของ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ผู้นำอิสราเอล จะปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ความเงียบดังกล่าวมิอาจมองข้ามโครงสร้างป้องกันร่วมที่เชื่อมโยงมหาอำนาจนิวเคลียร์อย่างปากีสถานไว้ได้ ขณะเดียวกัน พันธมิตรนี้ยังทำหน้าที่เป็นกลไกคานอำนาจหากอิหร่านคิดสถาปนาอำนาจครอบงำภูมิภาค หรืออาจกลายเป็นเวทีดึงอิหร่านเข้ามาร่วมในระบบหลักประกันความมั่นคงในระยะยาว
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังเพิ่มความน่าจับตาแก่ประเทศอียิปต์ (Egypt) ซึ่งหากเข้าร่วมเป็นภาคี จะนำประชากรขนาดใหญ่ที่สุด กองทัพอันดับต้นๆ และการควบคุมคลองสุเอซ เข้ามาเสริมกับพันธมิตรเดิม ยิ่งไปกว่านั้น สถาปัตยกรรมความมั่นคงหลายขั้วที่มีเครือข่ายพันธมิตรทับซ้อนกัน (overlapping alignments) ยังเปิดโอกาสให้ประเทศรัสเซีย (Russia) นำเสนอขายระบบป้องกันทางอากาศ ขีปนาวุธ และเทคโนโลยีสงครามอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเปิดทางให้ประเทศจีน (China) เข้ามาขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูต เพื่อลดการพึ่งพาชาติตะวันตก ท้ายที่สุดแล้ว แนวคิด "นาโตตะวันออกกลาง (Middle Eastern NATO)" ที่นักยุทธศาสตร์อเมริกันเคยฝันถึง ได้ถือกำเนิดขึ้นจริงแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยกรุงวอชิงตันอีกต่อไป แต่ถูกออกแบบโดยมหาอำนาจในภูมิภาคเองเพื่อกำหนดดุลอำนาจแห่งอนาคต
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/644035-muslim-nato-iran-israel/