.
พิษจากสงครามที่ทรัมป์ก่อ บีบดอกเบี้ยโลกพุ่งสูงลากยาวหลายปี นับจากนี้ไป
7-7-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า แม้ว่าสงครามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กับประเทศอิหร่าน (Iran) จะคลี่คลายลงสู่ข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ทว่าผลกระทบเชิงลบต่อโยบายทางการเงินระดับโลก (Global Monetary Policy) จะยังคงฝังรากลึกต่อไปอีกเป็นเวลานาน รายงานวิเคราะห์ล่าสุดจาก Bloomberg Economics (BE) ระบุว่า เส้นทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก 23 แห่ง ซึ่งคุมระบบเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 90% ของโลก มีแนวโน้มจะถูกตรึงไว้ในระดับที่สูงกว่าเดิมราวครึ่งเปอร์เซ็นต์ (0.50%) หรือมากกว่านั้น ลากยาวไปจนถึงปี 2028 เมื่อเทียบกับกรอบคาดการณ์เดิมในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง
ชนวนเหตุสำคัญมาจากภาวะช็อกทางพลังงาน (Energy Shock) หลังเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในช่วงสงคราม ซึ่งทำให้ราคาต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับช่วงเวลาของระบบสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยบ้าน (Mortgages) ที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจมี รัช (Jamie Rush) ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์โลกของ Bloomberg Economics ชี้ว่า แบงก์ชาติต่างๆ ได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดจากเงินเฟ้อช่วงหลังโควิด-19 จึงยังคงรักษาท่าทีและถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวในลักษณะสายเหยี่ยว (Hawkish) เอาไว้ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเริ่มปรับตัวผ่อนคลายลงแล้วก็ตาม
ส่องทิศทางนโยบาย 4 แบงก์ชาติมหาอำนาจตะวันตก
สหรัฐฯ (Federal Reserve - Fed): ดำเนินเข้าสู่ยุคของ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ ที่ประเดิมส่งสัญญาณเดินหน้าสู้เงินเฟ้ออย่างเต็มตัว บีบให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2026 นี้ ยิ่งไปกว่านั้น Fed ยังได้ปรับลดแนวทางการส่งสัญญาณนโยบายล่วงหน้า (Forward Guidance) ทำให้ตลาดคาดเดาทิศทางได้ยากขึ้น โดย BE คาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยระดับสูงไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และจะเริ่มปรับลดลงได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2027 เมื่อปัจจัยเงินเฟ้อผ่อนคลายและเทคโนโลยี AI เริ่มช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต
กลุ่มยูโรโซน (European Central Bank - ECB): แม้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน (US-Iran Talks) จะช่วยฉุดราคาน้ำมันดิบดิ่งลงและช่วยชะลอเงินเฟ้อลงมา แต่ คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ยังคงสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 25 Basis Points ในเดือนกันยายนนี้ เพื่อสกัดผลกระทบต่อเนื่องที่อาจกระตุ้นให้ภาคแรงงานออกมาเรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าการขึ้นครั้งนี้จะเป็นจุดสิ้นสุดของวงรอบนโยบายเข้มงวดในระยะสั้น
สหราชอาณาจักร (Bank of England - BOE): ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ดิ่งลง ช่วยลดแรงกดดันต่อผู้ว่าการ แอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey) ในการปรับขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับตลาดแรงงานที่เริ่มอ่อนแอลง คาดว่าจะบีบให้ BOE เลือกใช้วิธีคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับคงที่ตลอดปี 2026 และอาจปรับลดลงได้เพียงครั้งเดียวจำนวน 25 Basis Points ในปี 2027
แคนาดา (Bank of Canada - BoC): ระบบเศรษฐกิจกำลังเผชิญลมต้านรุนแรงจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ (US Tariffs) และสัญญาณภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Recession) ส่งผลให้ผู้ว่าการ ทิฟฟ์ แมคเลม (Tiff Macklem) ต้องลดท่าทีสายเหยี่ยวลงเพื่อหันไปประคองตลาดที่อยู่อาศัยที่อ่อนแอ โดยคาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.25% สู่ระดับ 2.5% ในช่วงสิ้นปี และรอดูความชัดเจนของข้อตกลง USMCA ในช่วงครึ่งปีหลัง
ความเคลื่อนไหวทางฝั่งเอเชียและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
จีน (People’s Bank of China - PBOC): เผชิญภาวะเศรษฐกิจสองระดับความเร็ว โดยภาคการส่งออกและการผลิตยังเติบโตได้ดี แต่อุปสงค์และการบริโภคภายในประเทศซบเซาหนัก ภายใต้การนำของผู้ว่าการ พาน กงเซิ่ง (Pan Gongsheng) คาดว่า PBOC จะเลือกผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบไม่ดุดันนัก โดยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียง 10 Basis Points สู่ระดับ 1.3% ในครึ่งปีหลังนี้ และลดอัตราส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ลงอีก 25 Basis Points
ญี่ปุ่น (Bank of Japan - BOJ): ผู้ว่าการ คาซูโอะ อุเอดะ (Kazuo Ueda) ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลหลังค่าเงินเยนดิ่งลงรุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งจะดันต้นทุนสินค้านำเข้าให้พุ่งสูง แม้ว่ารัฐบาลของนายกฯ ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) จะหนุนการผ่อนคลายการเงิน แต่คาดว่า BOJ จะถูกบีบให้ปรับนโยบายสู่ระดับปกติเร็วกว่าที่คาด โดยจะปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% ในเดือนธันวาคม
อินเดีย (Reserve Bank of India - RBI): นำโดยผู้ว่าการ ซันเจย์ มัลโฮตรา (Sanjay Malhotra) แม้ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่จากปัญหาภัยแล้งและปริมาณน้ำฝนที่ขาดแคลนถึง 40% จากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งเสี่ยงดันเงินเฟ้อทะลุเพดาน 6% จนบีบให้ RBI ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสะสมรวม 50 Basis Points ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป
รัสเซีย (Bank of Russia): ผู้ว่าการ เอลวิรา นาบีอูลลินา (Elvira Nabiullina) ต้องบริหารนโยบายขัดแย้งกับระบบเศรษฐกิจในภาวะสงคราม ยอดขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงจากการเพิ่มงบการทหารในยูเครน (Ukraine) ประกอบกับเหตุโดรนยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันจนเกิดวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิง ส่งผลให้ธนาคารกลางรัสเซียเหลือพื้นที่ในการผ่อนคลายหรือปรับลดดอกเบี้ยน้อยลงอย่างมาก
ภาพรวมมาตรการของธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก
สำหรับธนาคารกลางอื่นๆ ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศก้าวหน้า ได้แก่:
บราซิล (Banco Central do Brasil - BCB): นำโดย กาเบรียล กาลิโปโล (Gabriel Galípolo) ปรับลดดอกเบี้ยมาตรฐาน (Selic) ลงสู่ระดับ 14.25% แต่เตือนว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดี ลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ก่อนการเลือกตั้งเดือนตุลาคม จะเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อและบีบให้ต้องคงดอกเบี้ยสูงไปจนถึงสิ้นปี
แอฟริกาใต้ (South African Reserve Bank - SARB): นำโดยผู้ว่าการ เลเซตจา คานยาโก (Lesetja Kganyago) ปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 7% เพื่อตรึงความคาดหวังเงินเฟ้อที่ดีดตัวเกินเป้าหมาย 3%
เม็กซิโก (Bank of Mexico - Banxico): นำโดยผู้ว่าการ วิกตอเรีย โรดริเกซ เซฮา (Victoria Rodriguez Ceja) ประกาศคงดอกเบี้ยไว้ที่ 6.5% และส่งสัญญาณหยุดพักการลดดอกเบี้ยยาวไปจนถึงปี 2027
อินโดนีเซีย (Bank Indonesia - BI): ภายใต้ผู้ว่าการ เพอร์รี วาร์จิโย (Perry Warjiyo) และรัฐบาลประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) แม้ค่าเงินรูเปียห์จะเริ่มแข็งค่าต่ำกว่าระดับ 18,000 ต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายแทรกแซงคลังทำให้ยังคงต้องตรึงดอกเบี้ยสูงในครึ่งปีหลัง
ตุรกี (Central Bank of the Republic of Turkey - CBRT): นำโดย ฟาติห์ คาราฮัน (Fatih Karahan) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย Repo ไว้ที่ 37% จนถึงสิ้นปีเนื่องจากความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน
ไนจีเรีย (Central Bank of Nigeria - CBN): นำโดย โอลาเยมิ คาร์โดโซ (Olayemi Cardoso) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 26.5% ก่อนจะเริ่มทยอยปรับลดลงได้ในเดือนกันยายนตามทิศทางเงินเฟ้อที่เริ่มลดลง
เกาหลีใต้ (Bank of Korea - BOK): นำโดยผู้ว่าการ ชิน ฮยอน ซง (Shin Hyun Song) เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 Basis Points ในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ และคาดว่าจะขึ้นอีก 3 ครั้งสู่ระดับ 3.5% ภายในครึ่งแรกของปี 2027 เพื่อควบคุมหนี้ครัวเรือนและฟองสบู่ในตลาดหุ้น
ออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia - RBA): ภายใต้ผู้ว่าการ มิเชล บูลล็อก (Michele Bullock) ยังคงรักษาท่าทีสายเหยี่ยว (Hawkish Hold) และมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินสด (Cash Rate) สู่ระดับ 4.7% เพื่อดักทางเงินเฟ้อจากวิกฤตพลังงาน
อาร์เจนตินา (Central Bank of the Argentine Republic - BCRA): ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มิเลย์ (Javier Milei) แม้เงินเฟ้อรายเดือนจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.1% แต่อัตราดอกเบี้ยระยะข้ามคืน (ON Rate) จะยังคงถูกตรึงไว้ในโซน 20% ระดับต่ำไปจนถึงสิ้นปี ก่อนจะไต่ระดับสูงขึ้นเหนือ 30% ในปี 2027
สวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank - SNB): นำโดยประธาน มาร์ติน ชเลเกล (Martin Schlegel) ยังคงรักษาสถานะรอดูท่าทีและตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับศูนย์เปอร์เซ็นต์ (0%) เนื่องจากภาวะช็อกราคาน้ำมันส่งผลกระทบเบาบาง และพร้อมแทรกแซงหากเงินฟรังก์แข็งค่าเกินไป
สวีเดน (Riksbank): นำโดยผู้ว่าการ อีริก เธดีน (Erik Thedeen) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2027 เพื่อประคองค่าเงินโครนาสวีเดนที่อ่อนค่าที่สุดในกลุ่ม G10
นอร์เวย์ (Norges Bank): ภายใต้ผู้ว่าการ อีดา วอลเดน บาเช (Ida Wolden Bache) มีโอกาสเท่าๆ กันที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 Basis Points ในเดือนสิงหาคมหรือกันยายนนี้ หลังเผชิญแรงกดดันราคาในประเทศที่ฝังลึก
นิวซีแลนด์ (Reserve Bank of New Zealand - RBNZ): นำโดยผู้ว่าการ แอนนา เบรแมน (Anna Breman) คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ neutral level ที่หรือเหนือระดับ 3% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 เพื่อสกัดปัญหาเงินเฟ้อฝังตัว
โปแลนด์ (Narodowy Bank Polski - NBP): นำโดยผู้ว่าการ อดัม กลาปินสกี (Adam Glapinski) ส่งสัญญาณชี้ว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันนั้น "สูงเพียงพอแล้ว" และแนวโน้มระยะยาวเริ่ม tilt ไปทางขาลงหลังรัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันเบนซินสำเร็จ
เช็ก (Czech National Bank - CNB): นำโดยผู้ว่าการ อาเลส มิชล์ (Ales Michl) เพิ่งปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหลักขึ้น 25 Basis Points ในเดือนมิถุนายน โดยยืนยันที่จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและดอกเบี้ยสูงเพื่อชะลอเงินเฟ้อพื้นฐาน แม้จะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองจากนายกรัฐมนตรีมหาเศรษฐี อันเดรย์ บาบิส (Andrej Babis) ก็ตาม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-05/trump-s-war-means-higher-global-interest-rates-for-years-to-come?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy