.
วิกฤตฮอร์มุซจุดชนวนเปลี่ยน ภูมิรัฐศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย จับตาสหรัฐฯ–จีนเปิดศึกชิงความได้เปรียบ เส้นทางค้า-โลจิสติกส์โลก ตั้งแต่ 'ช่องแคบบับ อัล‑มันเดบ ถึงมะละกา'
4-7-2026
สำนักข่าว TRT WORLD รายงานว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้สหรัฐฯ (US) จะเคยปรับทิศยุทธศาสตร์ขนานใหญ่ไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) เพื่อรับมือการขยายอิทธิพลของประเทศจีน (China) และลดการให้ความสำคัญกับสมรภูมิดั้งเดิมอย่างแอตแลนติก-เมดิเตอร์เรเนียนที่ใช้สกัดประเทศรัสเซีย (Russia) มานาน แต่ความตึงเครียดและเจตนาของประเทศอิหร่าน (Iran) ในการคุกคามช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้เพิ่มมิติความซับซ้อนใหม่ เนื่องจากเป็นน่านน้ำที่เป็นเส้นทางเดินเรือตู้คอนเทนเนอร์มากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของโลก ส่งผลให้กลุ่มนักวิเคราะห์โต้แย้งว่า การสู้รบและแข่งขันในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean) อาจส่งผลกระทบชี้ชะตาต่อดุลอำนาจโลกมากกว่าสมรภูมิแปซิฟิก (Pacific) ที่องค์การนาโต (NATO) และสหรัฐฯ ประเมินว่าเป็นสมรภูมิหลัก
วิกเตอร์ บรูโน (Victor Bruno) นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เปิดเผยกับ TRT World ว่า มหาสมุทรอินเดียคือน่านน้ำที่สำคัญที่สุดในโลกควบคู่กับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพราะเชื่อมต่อโดยตรงกับช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) ทะเลจีนใต้ (South China Sea) และทะเลแดง (Red Sea) โดยภูมิภาคนี้ทำหน้าที่เป็นเส้นทางเดินเรือหลักในการค้าและการพาณิชย์โลกมาหลายศตวรรษ ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้าชื่อ เมลิสซา (Melissa) กำลังเคลื่อนตัวผ่านน่านน้ำใกล้กรุงมาเล (Male) เมืองหลวงของประเทศมัลดีฟส์ (Maldives) ตามเส้นทางการค้าสากล ซึ่งวิกเตอร์ บรูโน (Victor Bruno) ชี้ว่า การชิงอำนาจเพื่อเข้าควบคุมมหาสมุทรอินเดียระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความคล้ายคลึงอย่างน่าทึ่งกับ "The Great Game" (เกมอันยิ่งใหญ่) ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ระหว่างจักรวรรดิรัสเซียและจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งอังกฤษอาศัยสิทธิ์การควบคุมประเทศอินเดีย (India) "ยอดมงกุฎแห่งจักรวรรดิอังกฤษ" (Jewel in the Crown) และน่านน้ำนี้สกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียจนทำให้รัฐบาลลอนดอน (London) ได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม พลวัตในยุคปัจจุบันชี้ว่าไม่มีมหาอำนาจเดี่ยวรายใดจะสามารถขึ้นมาครองอำนาจนำในภูมิภาคนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ นำไปสู่สภาวะความไร้เสถียรภาพที่รุนแรงขึ้น
ในมิติการทหาร แม้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะกลับมาแสดงความสนใจที่จะเข้าครอบครองหมู่เกาะชาโกส (Chagos Islands) ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารร่วมดีเอโกการ์เซีย (Diego Garcia) ของสหรัฐฯ-อังกฤษ แต่ฝั่งจีนก็ได้จัดตั้งฐานทัพอย่างเป็นทางการในประเทศจิบูตี (Djibouti) ชายขอบทะเลแดง และขยายอิทธิพลผ่านโครงการข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative) โดยเป็นผู้บริหารท่าเรือกวาดาร์ (Gwadar port) ของประเทศปากีสถาน (Pakistan) และท่าเรือแฮมบันโตตา (Hambantota port) ของประเทศศรีลังกา (Sri Lanka)
เฟรเดอริซ กราเร (Frederiz Grare) นักวิจัยอาวุโสแห่งวิทยาลัยความมั่นคงแห่งชาติของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (Australian National University's National Security College) และผู้เขียนร่วมของหนังสือ "The Indian Ocean as a New Political and Security Region" ร่วมกับ ฌอง-ลูป ซามอง (Jean-Loup Samaan) เผยว่า มหาสมุทรอินเดียไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่เส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea Lines of Communication หรือ SLOC) อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในตัวเองนับตั้งแต่จีนเปิดฐานทัพในจิบูตี ส่งผลให้อินเดียซึ่งมีข้อพิพาทเขตแดนกับจีนและมีแสนยานุภาพทางเรือที่แข็งแกร่งร่วมกับประเทศฝรั่งเศส (France) และประเทศออสเตรเลีย (Australia) ต้องหันมากระชับพันธมิตรกับประเทศเกาะขนาดเล็กอย่างประเทศมอริเชียส (Mauritius) ขณะเดียวกัน ความพยายามแบ่งเบาภาระความมั่นคงของสหรัฐฯ ให้ชาติพันธมิตรช่วยรักษาเสถียรภาพเพิ่งประสบความสำเร็จเพียงบางส่วน และสงครามกับอิหร่านก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในบทบาทของสหรัฐฯ จนบีบให้หลายประเทศสะสมยุทโธปกรณ์ใหม่และเกิดสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคงระลอกใหม่
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความตึงเครียดที่ทับซ้อน โดยกลุ่มฮูตี (Houthis) ในประเทศเยเมน (Yemen) ที่สนับสนุนโดยอิหร่าน ได้ข่มขู่ที่จะสกัดเส้นทางการค้าผ่านช่องแคบบับอัลมันเดบ (Bab al Mandeb Strait) ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดียและรองรับปริมาณการค้าโลกถึง 10 ถึง 14 เปอร์เซ็นต์ เพื่อตอบโต้กรณีสงครามของประเทศอิสราเอล (Israel) ในฉนวนกาซา (Gaza) ควบคู่ไปกับความตึงเครียดระหว่างประเทศโซมาเลีย (Somalia) และอิสราเอล จากกรณีที่อิสราเอลกระชับความสัมพันธ์กับโซมาลิแลนด์ (Somaliland) ดินแดนแยกตัวยุทธศาสตร์จะงอยแอฟริกา (Horn of Africa) ส่งผลให้ประเทศตุรกี (Türkiye) พันธมิตรใกล้ชิดของโซมาเลียที่คัดค้านนโยบายแบ่งแยกดินแดน ได้เข้าลงนามข้อตกลงทหารและเศรษฐกิจครั้งใหญ่กับรัฐบาลโมกาดิชู (Mogadishu) และอังการา (Ankara) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์
อับดินอร์ ดาฮีร์ (Abdinor Dahir) นักวิเคราะห์ชาวโซมาเลีย เผยว่า ระเบียบโลกใหม่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พหุภาคีที่แตกแยกและลัทธิชาตินิยมเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีผู้เล่นหลายฝ่ายทั้งอินเดีย กลุ่มประเทศอาหรับ และตุรกีเข้ามาขยายอิทธิพล สภาพแวดล้อมดังกล่าวบีบให้ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กอย่างประเทศเซเชลส์ (Seychelles) ประเทศมัลดีฟส์ และประเทศมอริเชียส ต้องกระจายความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงผ่านสมาคมแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association หรือ IORA) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่มีขั้วผลประโยชน์แตกต่างกันสิ้นเชิง เช่น อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออสเตรเลีย ประเทศเคนยา (Kenya) ฝรั่งเศส และอินเดีย
ในเชิงประวัติศาสตร์ น่านน้ำนี้เคยเป็นสมรภูมิเมื่อ 5 ศตวรรษก่อนระหว่างจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) มหาอำนาจทางเรือโลกมุสลิม และประเทศโปรตุเกส (Portugal) ผู้นำน่านน้ำยุโรป กูลีซาร์ มานาฟ อูลูดัก (Gulizar Manav Uludag) นักวิจัยประวัติศาสตร์ ระบุว่าการปะทะกันตั้งแต่ฮอร์มุซ บับอัลมันเดบ ถึงอ่าวเอเดน (Gulf of Aden) ในอดีตเป็นรากฐานของแนวคิด SLOC ในปัจจุบันที่ถูกขยายผลด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ แอนดรูว์ พีค็อก (Andrew Peacock) นักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์ (University of St Andrews) เสริมว่า น่านน้ำนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมทางทะเลที่เชื่อมจีนสู่ตะวันออกกลางและยุโรป และเป็นพื้นที่ชิงอิทธิพลของมหาอำนาจภายนอกและรัฐท้องถิ่นมาโดยตลอด ซึ่งสะท้อนผ่านการแข่งขันของจีน-สหรัฐฯ และอิหร่าน-สหรัฐฯ ในปัจจุบัน
พีค็อกระบุว่า มหาอำนาจมักพยายามควบคุมจุดยุทธศาสตร์ที่จำกัดเพื่อครอบครองพื้นที่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เช่น กรณีที่ ชาห์ อับบาสที่ 1 (Shah Abbas I) ยึดฮอร์มุซ (Hormuz) คืนจากโปรตุเกสในปี 1622 หรือการที่โปรตุเกสเคยยึดท่าเรือตั้งแต่มอมบาซา (Mombasa) ในเคนยา ไปจนถึงมะละกาบนคาบสมุทรมลายู ซึ่งการแย่งชิงหมู่เกาะชาโกสและการข่มขู่ปิดน่านน้ำของอิหร่านและกลุ่มฮูตีในยุคปัจจุบันถือเป็นกลยุทธ์เชิงประวัติศาสตร์ที่สืบทอดกันมา เพียงแต่วิทยาการทางทหารและอาวุธที่ทันสมัยในปัจจุบันทำให้การปิดล้อมช่องแคบยุทธศาสตร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าในอดีตมาก
กูลีซาร์ มานาฟ อูลูดัก (Gulizar Manav Uludag) กล่าวสรุปว่า ความพยายามดำเนินโครงการของจีนในแถบจะงอยแอฟริกาภายใต้โครงการข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง ควบคู่กับยุทธศาสตร์ทางทะเลของอินเดียที่มีศูนย์กลางอยู่ที่หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ (Andaman and Nicobar Islands) และพันธมิตรร่วมกับสหรัฐฯ ประเทศญี่ปุ่น (Japan) และออสเตรเลีย แสดงให้เห็นว่าน่านน้ำมหาสมุทรอินเดียได้กลายเป็นสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์แบบหลายมิติที่ไม่ได้จำกัดเพียงขีดความสามารถทางทหารเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนด้วยโครงการลงทุนท่าเรือ ระเบียงขนส่งพลังงาน เส้นทางคมนาคม ศูนย์กลางโลจิสติกส์ และระบบห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.trtworld.com/article/b8bc2f0baa1d