.
อินเดียจะก้าวขึ้นเป็นโรงงานแห่งใหม่ของโลกได้หรือไม่?
31-7-2026
กว่า หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้ผลักดันหนึ่งในโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่ประเทศประชาธิปไตยยุคใหม่เคยดำเนินการมา โครงการ "Make in India" ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อสร้างงานเท่านั้น แต่เป็นความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนอินเดียจากประเทศที่เป็นที่รู้จักในด้านภาคบริการ ให้กลายเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตที่สามารถท้าทายความเป็นผู้นำของจีนในห่วงโซ่อุปทานโลก
ความทะเยอทะยานนี้สมควรได้รับความสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ เมื่อโครงการ Make in India เปิดตัวในปี 2014 ภาคการผลิตคิดเป็นประมาณ 16% ของเศรษฐกิจอินเดีย เป้าหมายมีความชัดเจน คือ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ สร้างภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพิ่มการส่งออก และสร้างงานที่ใช้ทักษะสูงหลายล้านตำแหน่งสำหรับประชากรวัยหนุ่มสาว ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
นับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการจูงใจด้านการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เภสัชกรรม ยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานหมุนเวียน กลาโหม โทรคมนาคม และอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ อีกจำนวนมาก
รัฐบาลได้อนุมัติโครงการผลิตหลายร้อยโครงการภายใต้โครงการ Production Linked Incentive (PLI) ซึ่งครอบคลุม 14 อุตสาหกรรมหลัก ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์อินเดีย โครงการเหล่านี้ก่อให้เกิดการลงทุนมากกว่า 2.16 ล้านล้านรูปี และสร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่า 1.4 ล้านตำแหน่ง
แทบไม่มีประเทศใดพยายามสร้างขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมในระดับนี้มานานหลายทศวรรษ ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดคือ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อินเดียได้ก้าวขึ้นเป็น ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ทั้งที่เมื่อเพียงสิบปีก่อนแทบไม่มีบทบาทในตลาดนี้
บริษัทอย่าง Apple, Foxconn, Samsung, Tata Electronics และผู้ผลิตชิ้นส่วนอีกหลายราย ยังคงขยายกำลังการผลิตในอินเดียอย่างต่อเนื่อง
ในสัปดาห์นี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติโครงการวงเงิน 62,500 ล้านรูปี ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มกำลังการผลิตโทรศัพท์มือถือ การส่งออก และการจ้างงานโดยเฉพาะ
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลนิวเดลีไม่มีความตั้งใจที่จะชะลอยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศแต่อย่างใด
ในช่วง ครึ่งแรกของปี 2026 การนำเข้าจากจีนของอินเดียมีมูลค่าเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกของอินเดียไปยังจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน การเติบโตของภาคการผลิตเองกำลังผลักดันความต้องการเครื่องจักรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมจากจีน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อินเดียกำลังแข็งแกร่งขึ้น ขณะเดียวกันก็พึ่งพาประเทศที่เป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของโลกมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะที่มักเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
นักการเมืองจำนวนมากยังคงพูดถึงเรื่อง "การแยกตัวออกจากห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling)" ราวกับว่าประเทศต่าง ๆ สามารถถอนตัวออกจากห่วงโซ่อุปทานโลกได้โดยง่าย แต่ประวัติศาสตร์ไม่เคยดำเนินไปในลักษณะนั้น
สหราชอาณาจักรเคยนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ขณะที่ครองความเป็นผู้นำด้านการผลิตของโลก สหรัฐอเมริกาก็พึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศตลอดช่วงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ส่วนจีนเองก็อาศัยเงินทุนและเทคโนโลยีจากชาติตะวันตกอย่างมากในช่วงการเติบโตทางเศรษฐกิจ
มหาอำนาจอุตสาหกรรมเกิดใหม่ทุกประเทศล้วนต้องผ่านช่วงเวลาของการพึ่งพาผู้อื่น ก่อนที่จะสามารถสร้างห่วงโซ่การผลิตแบบครบวงจรได้
อินเดียดูเหมือนจะเข้าใจความเป็นจริงข้อนี้ดีกว่ารัฐบาลตะวันตกหลายประเทศ แทนที่จะพยายามแยกตัวออกจากระบบโลก รัฐบาลนิวเดลีกลับสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติเข้ามาผลิตสินค้าในอินเดีย พร้อมกับค่อย ๆ ขยายการผลิตชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงภายในประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐได้หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาการผลิต ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การบรรจุเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Packaging) แบตเตอรี่ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม ภายในประเทศ มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการประกอบสินค้าขั้นสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม อินเดียยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก ความมั่นคงของระบบไฟฟ้ายังแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ยังสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย การปฏิรูปกฎหมายแรงงานยังดำเนินไปอย่างไม่สม่ำเสมอในแต่ละรัฐ และแม้ว่าระบบราชการจะพัฒนาขึ้นมาก แต่ก็ยังเป็นอุปสรรคสำหรับนักลงทุนอยู่
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อต้นปีว่า โครงการ Production Linked Incentive (PLI) บางโครงการไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเดิมได้ และประสบปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินอุดหนุน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านโยบายอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพได้
ศูนย์กลางการผลิตไม่ได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นภายในวาระการเลือกตั้งหนึ่งหรือสองสมัย แต่ต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคน เงินทุนมักไหลเข้าสู่ประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง พลังงานที่เชื่อถือได้ แรงงานที่มีทักษะ และความมั่นใจว่าการลงทุนจะได้รับการคุ้มครอง
อินเดียมีความก้าวหน้าอย่างน่าประทับใจในหลายด้าน แต่กระบวนการดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การผลิตจะไม่กระจุกตัวอยู่ในประเทศเดียวอีกต่อไป แต่จะกระจายตัวเป็นภูมิภาคมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติมากกว่าประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด อินเดียกำลังวางตำแหน่งตัวเองเพื่อเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หากยังคงเดินหน้าสร้างฐานอุตสาหกรรมและเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศต่อไป เรื่องราวความสำเร็จครั้งใหญ่ด้านการผลิตในอนาคตอาจไม่ใช่การเข้ามาแทนที่จีน แต่อาจเป็นการสร้าง ทางเลือกที่แท้จริงเป็นครั้งแรก ให้กับโลกนอกเหนือจากจีน.
ที่มา https://www.armstrongeconomics.com/international-news/india/can-india-become-the-next-factory-of-the-world/