.
จีนทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ เตือนสหรัฐฯ-ไต้หวัน-ฟิลิปปินส์ถึงศักยภาพนิวเคลียร์ทางทะเล
29-7-2026
Geopolitical Monitor รายงานว่า การทดสอบขีปนาวุธเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ส่งสัญญาณชัดถึงพัฒนาการของศักยภาพโจมตีกลับทางนิวเคลียร์จากทะเลของจีนที่กำลังเติบโต แต่คำถามสำคัญคือใครคือเป้าหมายของสัญญาณดังกล่าว
เช้าวันที่ 6 กรกฎาคม เรือดำน้ำติดขีปนาวุธของจีนยิงขีปนาวุธจากใต้น่านน้ำทะเลจีนใต้ มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ทางตะวันตกของหมู่เกาะโซโลมอน ภายในไม่กี่ชั่วโมง รัฐบาลตั้งแต่วอเวลลิงตันถึงโตเกียวต่างแสดงความกังวล ก่อนที่เรื่องนี้จะกลับเข้าสู่รูปแบบคุ้นเคย คือจีนทดสอบขีปนาวุธ รัฐบาลในภูมิภาคคัดค้าน และปักกิ่งอธิบายว่าเป็นการทดสอบตามปกติ
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่การทดสอบซ้ำแบบเดือนกันยายน 2024 ซึ่งขีปนาวุธ DF-31B แบบยิงจากภาคพื้นดินบินจากไห่หนานไปยังน่านน้ำใกล้เฟรนช์โปลินีเซียราว 11,000 กิโลเมตร การยิงครั้งนั้นสะท้อนพิสัยการยิงของกองกำลังนิวเคลียร์ภาคพื้นดินของจีนจากจุดยิงที่ตายตัว ขณะที่การยิงเมื่อ 6 กรกฎาคมเกิดจากเรือดำน้ำในจุดที่ไม่เปิดเผย และปักกิ่งไม่ระบุชื่อเรือ จุดยิง หรือแม้แต่ชนิดของขีปนาวุธว่าเป็น JL-2 หรือ JL-3
ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะขีปนาวุธแบบยิงจากฐานปล่อยตายตัวพิสูจน์เรื่องจำนวนและพิสัย ส่วนขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำพิสูจน์เรื่องความอยู่รอดของระบบ คือความสามารถในการรับการโจมตีก่อนแล้วยังตอบโต้กลับได้ นักวิเคราะห์มองว่าการยิงครั้งนี้ยืนยันห่วงโซ่การตอบโต้ทั้งหมด ตั้งแต่การอนุมัติยิง การขับเคลื่อนออกจากใต้น้ำ ไปจนถึงการบินและการตกถึงเป้าหมายอย่างสำเร็จ
อย่างไรก็ดี จีนยังไม่ได้แสดงให้เห็นการยับยั้งทางทะเลแบบส่งกำลังประจำต่อเนื่องเหมือนสหรัฐฯ หรือรัสเซีย สิ่งที่จีนแสดงให้เห็นคือ องค์ประกอบสำคัญของขีดความสามารถลักษณะนี้สามารถทำงานร่วมกันได้ภายใต้เงื่อนไขที่ใกล้เคียงการยิงจริง ซึ่งเป็นข้อสรุปที่แคบกว่าการบอกว่ากองกำลังนิวเคลียร์ทางทะเลของจีน “สุกงอมเต็มที่”
อีกด้านหนึ่ง ควรแยกให้ออกระหว่างหลัก “stability-instability paradox” กับกรณีจีน-ไต้หวัน นักยุทธศาสตร์ยุคสงครามเย็น กลีนน์ สไนเดอร์ (Glenn Snyder) เคยอธิบายว่า เมื่อสองมหาอำนาจนิวเคลียร์มีขีดความสามารถโจมตีกลับที่น่าเชื่อถือแล้ว ความมั่นคงในระดับนิวเคลียร์อาจเปิดช่องให้เกิดความไม่มั่นคงในระดับล่าง แต่แนวคิดนี้ใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ เช่น จีนกับสหรัฐฯ และโดยปริยายรวมถึงญี่ปุ่นภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ไม่สามารถนำมาใช้โดยตรงกับจีนและไต้หวันซึ่งไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
นัยที่ยังถูกวิเคราะห์ไม่มากพอคือผลต่อฟิลิปปินส์ โดยจากประกาศเตือนการเดินเรือและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ไต้หวัน ขีปนาวุธบินผ่านฟิลิปปินส์ก่อนตกทางตะวันตกของหมู่เกาะโซโลมอน ขณะที่นักวิเคราะห์ของ CSIS เสนอว่าเส้นทางดังกล่าวอาจมีนัยเชิงสัญญาณแฝงอยู่ อีกทั้งเมื่อต้นปีนี้ หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์เพิ่งกลายเป็นหน่วยยามฝั่งต่างชาติหน่วยแรกที่เข้าร่วมการฝึก RIMPAC ซึ่งนำโดยสหรัฐฯ
หากการตีความนี้ถูกต้อง การทดสอบในอนาคตควรถูกจับตาว่าจีนจะยังจัดเส้นทางผ่านใกล้น่านฟ้าฟิลิปปินส์หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะในช่วงที่มะนิลาร่วมมือใกล้ชิดขึ้นกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่นหรือไม่ เหตุการณ์เดียวอาจยังพิสูจน์อะไรไม่ได้มาก แต่หากรูปแบบเดิมเกิดซ้ำ ก็จะบ่งชี้ถึงการส่งสัญญาณที่มุ่งไปยังมะนิลา มากกว่าจะเป็นเรื่องภูมิศาสตร์ล้วนๆ
ด้านไต้หวัน โจเซฟ อู๋ (Joseph Wu) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติไต้หวัน โพสต์ว่า ขีปนาวุธได้บินผ่านเส้นทางใกล้ฟิลิปปินส์ และเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการยั่วยุที่บ่อนทำลายเสถียรภาพในอินโด-แปซิฟิก อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นการสื่อสารเชิงการเมือง ไม่ใช่หลักฐานว่าการประเมินภัยคุกคามหรือการวางแผนป้องกันของไต้หวันเปลี่ยนไปในเชิงสาระ
คำถามที่สำคัญกว่าคือ การที่จีนมีศักยภาพโจมตีกลับทางนิวเคลียร์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว จะเปลี่ยนการคำนวณของวอชิงตันต่อการแทรกแซงในนามไต้หวันหรือไม่ เพราะความมั่นคงของไต้หวันพึ่งพาความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ เป็นหลัก และจีนอาจเชื่อว่าวอชิงตันจะระมัดระวังขึ้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งเพียงพอจะลดต้นทุนของมาตรการบีบบังคับที่ต่ำกว่าการบุกเต็มรูปแบบ
ตัวชี้วัดที่ควรจับตาคือถ้อยแถลงหรือสมุดปกขาวฉบับถัดไปของกระทรวงกลาโหมไต้หวัน ว่าจะระบุการพัฒนาขีดความสามารถทางทะเลของจีนหรือไม่ หากถ้อยคำยังไม่เปลี่ยน ก็สะท้อนว่าไทเปมองเหตุการณ์ 6 กรกฎาคมเป็นเพียงข้อมูลหนึ่งในแนวโน้มระยะยาว มากกว่าจะเป็นพัฒนาการใหม่ที่ต้องตีความต่างออกไป
ท้ายที่สุด การประณามต่อสาธารณะอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด เพราะญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ออกแถลงการณ์แข็งกร้าวที่สุด ขณะที่ฟิลิปปินส์และไต้หวันซึ่งตอบสนองต่อสาธารณะเบากว่า อาจเป็นสองรัฐบาลที่กำลังปรับการคำนวณในเชิงลึกมากกว่า ดังนั้น ผู้สังเกตการณ์จึงต้องจับตาว่าปฏิกิริยาบนเวทีสาธารณะกับการปรับยุทธศาสตร์ในเบื้องหลังจะสวนทางกันเมื่อใด
---
IMCT NEWS
ที่มาhttps://www.geopoliticalmonitor.com/china-fired-a-missile-in-the-pacific-now-what/