.
'เลบานอน' อาจเป็นตัวชี้ชะตาข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐฯ?
22-6-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า การยกระดับความรุนแรงทางการทหารของประเทศอิสราเอล (Israel) ในประเทศเลบานอน (Lebanon) กำลังคุกคามและบ่อนทำลายข้อตกลงร่วมกันระหว่างกรุงเตหะราน (Tehran) และรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) พร้อมทั้งสร้างความเสี่ยงให้ภูมิภาคต้องเผชิญกับสภาวะไร้เสถียรภาพมากยิ่งขึ้นตามมุมมองของนักวิเคราะห์
โดยบันทึกความเข้าใจ หรือ MoU (Memorandum of Understanding) ระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนโดยไม่มีข้อสงสัย โดยประกาศให้มี “การยุติการปฏิบัติการทางทหารในทันทีและอย่างถาวรในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน” ระหว่างทั้งสองประเทศและพันธมิตร ยิ่งไปกว่านั้น ในข้อตกลงชั่วคราวที่ลงนามร่วมกันเมื่อวันพุธที่ผ่านมายังระบุเสริมว่า “ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะยืนยันการยุติสงครามอย่างถาวรในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน” ทว่าฝั่งอิสราเอลกลับแสดงท่าทีราวกับว่าไม่ได้รับทราบถึงบันทึกข้อตกลงดังกล่าว หรือเจตนาที่จะเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิง
การโจมตีเลบานอนของอิสราเอลยังคงดำเนินต่อไปใน ช่วงหลายวันนับตั้งแต่มีการลงนาม MoU ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศและทางบกของอิสราเอลเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พุ่งทะยานทะลุ 4,000 ราย ซึ่งการโจมตีที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนี้ ส่งผลให้อิหร่านตัดสินใจเลื่อนการเจรจากับสหรัฐฯ ที่มีกำหนดจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ออกไปในทันที ขณะที่กลุ่มติดอาวุธเฮซบอลลาห์ (Hezbollah) และรัฐบาลเลบานอนต่างเรียกร้องให้อิสราเอลถอนทหารออกจากดินแดนเลบานอนอย่างเต็มรูปแบบ โดยฝั่งเฮซบอลลาห์เห็นว่าควรเชื่อมโยงประเด็นของเลบานอนเข้ากับการเจรจาของอิหร่าน ส่วนรัฐบาลเลบานอนต้องการเปิดเจรจาโดยตรงกับอิสราเอลมากกว่า
ไมเคิล ยัง (Michael Young) ผู้เชี่ยวชาญด้านเลบานอนจากสถาบัน Carnegie Middle East Center ระบุว่า เลบานอนเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของข้อตกลง เนื่องจากฝั่งอิหร่านต้องการแสดงให้เห็นว่าบูรณภาพแห่งดินแดนของเลบานอนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้
แผนการของอิสราเอลในการ 'ตอร์ปิโด' ทำลายดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน
อิสราเอลและกลุ่มเฮซบอลลาห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้เปิดฉากสู้รบกันมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ทว่าอิสราเอลได้ยกระดับความรุนแรงของความขัดแย้งขึ้นถึงสองครั้ง โดยเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2024 และในเดือนมีนาคมปีนี้ ด้วยการระดมทิ้งระเบิดใส่เลบานอนและส่งกองทัพรุกรานดินแดน การยกระดับในเดือนมีนาคมเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มเฮซบอลลาห์ยิงถล่มอิสราเอลเป็นครั้งแรกในรอบปี เพื่อตอบโต้ต่อเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) และเพื่อตอบสนองต่อการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอลมากกว่า 10,000 ครั้งตั้งแต่ปลายปี 2024 นับตั้งแต่นั้นมา อิสราเอลได้สังหารประชาชนในเลบานอนไปแล้วอย่างน้อย 4,057 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 12,121 ราย โดยพุ่งเป้าโจมตีไปที่เจ้าหน้าที่แพทย์และผู้สื่อข่าว รวมถึงทำลายล้างหมู่บ้านหลายสิบแห่งจนราบคาบ ซึ่งแม้ว่าสหรัฐฯ จะพยายามประกาศข้อตกลงหยุดยิงในเลบานอนหลายต่อหลายครั้ง แต่สถานการณ์จริงในภาคสนามกลับดำเนินไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม
ทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์หลายครั้งเกี่ยวกับเลบานอน รวมถึงระบุว่าอิสราเอลจำเป็นต้องลดขนาดปฏิบัติการทางทหารลง ทว่าเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลกลับเน้นย้ำซ้ำๆ ว่า ขีดความสามารถในการดำเนินปฏิบัติการในเลบานอนของพวกตนจะต้องได้รับการปกป้องต่อไป
"อิสราเอลต่อสู้กับเฮซบอลลาห์นานเกินไปแล้ว และมีผู้คนถูกสังหารมากเกินไป" ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารในระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G7 ณ ประเทศฝรั่งเศส (France) "และคุณไม่จำเป็นต้องระเบิดตึกอาคารที่พักอาศัยทุกครั้งที่กำลังมองหาใครสักคน เพราะมีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ในอาคารเหล่านั้น และพวกเขาไม่ใช่สมาชิกเฮซบอลลาห์ทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่ผมสามารถบอกคุณได้" นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่าตนไม่พอใจกับแนวทางที่อิสราเอลจัดการกับเลบานอนและเฮซบอลลาห์ โดยระบุว่าพวกเขาควรจะทำงานให้เสร็จสิ้นได้เร็วกว่านี้ แต่มันกลับยืดเยื้อไม่สิ้นสุด
นักวิเคราะห์ระบุว่า การมีอยู่ของประเด็นเลบานอนในบันทึกความเข้าใจสะท้อนว่า อิหร่านมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทวิภาคีในเชิงบวกกับรัฐบาลเลบานอน อาจมีความเต็มใจที่จะกดดันอิสราเอลให้ยุติปฏิบัติการทางทหาร โดย เดวิด วูด (David Wood) นักวิเคราะห์อาวุโสเกี่ยวกับเลบานอนจากสถาบัน International Crisis Group มองว่า สหรัฐฯ ต้องการแยกความขัดแย้งของเลบานอนและอิหร่านออกจากกัน ซึ่งสหรัฐฯ สามารถช่วยเหลือเลบานอนได้ด้วยการยืนกรานให้อิสราเอลปฏิบัติตามข้อเสนอหยุดยิงทวิภาคีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน แนวทางนี้จะเปิดโอกาสให้รัฐบาลเลบานอนสามารถแสดงให้เห็นว่าสามารถควบคุมดินแดนของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพและปกป้องประเทศด้วยแนวทางสันติภาพ ซึ่งตรงกันข้ามกับยุทธศาสตร์การต่อต้านด้วยอาวุธของเฮซบอลลาห์
อย่างไรก็ตาม อิสราเอลอาจมีความคิดเป็นอย่างอื่น โดย ไมเคิล ยัง (Michael Young) กล่าวว่า อิสราเอลกำลังพยายามที่จะ "ตอร์ปิโด" หรือทำลายล้างบันทึกความเข้าใจและการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการให้การเจรจาเหล่านี้ประสบความสำเร็จ ดังนั้น วิธีการของพวกเขาคือการเดินหน้าทำสงครามในเลบานอนต่อไป ขณะที่ คาริม ซาฟีดดีน (Karim Safieddine) นักวิชาการรับเชิญจากสถาบัน Tahrir Institute for Middle East Policy เห็นว่า ในเวลานี้ไม่มีสิ่งจูงใจทางการเมือง เทคโนโลยี อุตสาหกรรม หรือเศรษฐกิจใดๆ ที่จะทำให้อิสราเอลยอมหยุดทำสงครามในเลบานอน
บทบาทของกลุ่มเฮซบอลลาห์ต่อจากนี้
ในปัจจุบันฝั่งอิหร่านจำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร หากอิสราเอลปฏิเสธที่จะหยุดโจมตีเลบานอน และสหรัฐฯ ไม่มีขีดความสามารถหรือไม่เต็มใจที่จะกดดันรัฐบาลอิสราเอล โดย คาริม ซาฟีดดีน (Karim Safieddine) ระบุว่ามีความแตกแยกเกิดขึ้นภายในโครงสร้างภาครัฐของอิหร่านเกี่ยวกับประเด็นที่ว่า พวกเขาควรจะก้าวไปไกลเพียงใดเพื่อให้มั่นใจว่าการก้าวร้าวของอิสราเอลในเลบานอนจะยุติลง ซึ่งหลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเลบานอนรอบใหม่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งที่มีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงอีกฉบับ ส่งผลให้อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง
ภายใต้บันทึกความเข้าใจฉับนี้ ประชาชนจำนวนมากในเลบานอนต่างคาดหวังว่าจุดจบของสงครามอิสราเอลกำลังใกล้เข้ามา ทว่ายังคงมีประเด็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยในสุนทรพจน์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นาอิม กัสเซม (Naim Qassem) เลขาธิการกลุ่มเฮซบอลลาห์ ได้กล่าวชื่นชมอิหร่านในฐานะผู้อุปถัมภ์ขบวนการ โดยระบุว่า "พวกเราขอขอบคุณสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านสำหรับการเชื่อมโยงสมรภูมิของเลบานอน ทั้งในฐานะขบวนการต่อต้านและในฐานะประชาชน เข้ากับจิตวิญญาณแห่งความพร้อมที่จะเสียสละ ซึ่งบีบบังคับให้จับอิสราเอลต้องยุติการรุกราน"
ตามกำหนดการ อิสราเอลและเลบานอนมีแนวโน้มที่จะดำเนินกระบวนการเจรจาโดยตรงต่อในสัปดาห์หน้า ซึ่งประเด็นการปลดอาวุธของกลุ่มเฮซบอลลาห์ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ โดยรัฐบาลเลบานอนได้ขับเคลื่อนความพยายามในการปลดอาวุธกลุ่มดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นปี 2025 ทว่าการยกระดับความรุนแรงรอบที่สองของอิสราเอลได้ทำให้ความพยายามเหล่านี้ต้องหยุดชะงักลง
เดวิด วูด (David Wood) กล่าวสรุปว่า ผู้นำทางการเมืองของเลบานอนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอีกครั้งภายใต้ MoU ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ในแง่หนึ่ง เลบานอนต้องการเข้ามามีบทบาทควบคุมอนาคตของตนเอง รวมถึงเส้นทางสู่การสิ้นสุดสงครามระหว่างอิสราเอลและเฮซบอลลาห์อย่างยั่งยืน แต่อีกแง่หนึ่ง ก็เป็นเรื่องยากที่จะตำหนิประธานาธิบดี โจเซฟ อูน (Joseph Aoun) ในการแสดงความยินดีต่อการยืนกรานของอิหร่านที่ให้รวมข้อตกลงหยุดยิงของเลบานอนไว้ใน MoU แม้ว่ามันจะยังไม่สามารถยุติการสู้รบได้จริงจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเลบานอนมีอำนาจและกลไกที่จำกัดอย่างมากในการจัดการกับความขัดแย้งขั้นพื้นฐานระหว่างอิสราเอลและเฮซบอลลาห์ ดังนั้น รัฐบาลเบรุต (Beirut) จึงมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาความสนับสนุนจากภายนอกในช่วงเวลาต่อจากนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/p1c394