.
ความสัมพันธ์จีน–รัสเซีย–สหรัฐฯ ซับซ้อนเกินจะมองแบบ “ใครได้–ใครเสีย” สิ้นยุคเกมศูนย์รวมแล้วหรือไม่?
21-5-2026
สำนักข่าว RT India รายงานว่า สถานการณ์โลกในขณะนี้กำลังจับจ้องไปยังการประชุมระดับสูงที่จัดขึ้นในประเทศจีน โดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (President Donald Trump) ได้เสร็จสิ้นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่การเยือนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 และในวันที่ 19 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (President Vladimir Putin) ของรัสเซีย จะเดินทางถึงกรุงปักกิ่งเพื่อเริ่มการเยือนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (President Vladimir Putin) มองว่ากรุงปักกิ่งเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในการเยือนต่างประเทศ โดยครั้งล่าสุดที่เขาเยือนจีนคือเมื่อเดือนกันยายน 2025 การเยือนที่ต่อเนื่องกันของผู้นำสองมหาอำนาจสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจีนในฐานะผู้เล่นระดับโลกที่มีบทบาทจำเป็นต่อมิติสำคัญทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลก
มากกว่าการทูตแบบปกติ
การประชุมสุดยอดทั้งสองครั้งไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางการทูตที่เข้มข้นตลอดทั้งปี โดยจีนได้ต้อนรับผู้นำระดับสูงจากหลายประเทศ อาทิ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง (President Lee Jae Myung) ของเกาหลีใต้, นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ (Prime Minister Keir Starmer) ของอังกฤษ, นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Prime Minister Mark Carney) ของแคนาดา และนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ (Prime Minister Pedro Sanchez) ของสเปน รวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมอีกจำนวนมาก
ความหลากหลายของผู้นำที่เดินทางมายังจีน สะท้อนให้เห็นถึงหลักการทูตของมหาอำนาจที่เปิดกว้างและเท่าเทียม โดยยึดมั่นในหลักการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่เผชิญหน้า และไม่มุ่งเป้าไปที่บุคคลที่สาม ทั้งยังแสดงถึงจุดยืนที่ชัดเจนของจีนในการบริหารจัดการความแตกต่างผ่านการเจรจา และส่งเสริมผลประโยชน์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ (Win-win) ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ 4 ประการของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (President Xi Jinping) ได้แก่ ข้อริเริ่มการพัฒนาโลก (Global Development Initiative), ข้อริเริ่มความมั่นคงโลก (Global Security Initiative), ข้อริเริ่มอารยธรรมโลก (Global Civilization Initiative) และข้อริเริ่มธรรมาภิบาลโลก (Global Governance Initiative)
การค้าและเศรษฐกิจ: จีน-สหรัฐฯ-รัสเซีย
ทั้ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (President Donald Trump) และ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (President Vladimir Putin) ต่างมีความสำคัญต่อจีน สหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอำนาจหลักที่มีอิทธิพลต่อระบบโลก โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่รัสเซียเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดและเป็นผู้จัดหาน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่สุด
ในด้านตัวเลขการค้า แม้การค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะลดลงในปี 2025 แต่ก็ยังมีมูลค่าสูงถึง 414.69 พันล้านดอลลาร์ และยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ส่วนการค้าระหว่างจีนและรัสเซียอยู่ที่ 228.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 แต่ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2026 การค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 20% และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
เลิกเล่นเกม "Zero-sum game"
หลายฝ่ายพยายามตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์จีน-รัสเซียเป็นอุปสรรคต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หรือไม่ หรือจีนต้องเลือกระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ รวมถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสามเหลี่ยมของ อดีตนักการทูตเฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ คำตอบคือทัศนคติแบบเก่าที่มองโลกเป็นขาวดำหรือเป็น "Zero-sum game" นั้นไม่สอดคล้องกับความจริงในปัจจุบัน
ระบบการเมืองและเศรษฐกิจของจีนและรัสเซียมีความแตกต่างกันอย่างมาก จีนเป็นประเทศสังคมนิยม ในขณะที่รัสเซียปรับเปลี่ยนสู่ระบบทุนนิยมตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 นอกจากนี้ จีนและรัสเซียยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในด้านหลักนิยมทางนิวเคลียร์และการควบคุมอาวุธเชิงยุทธศาสตร์
พลังแห่งความเชื่อใจ
ความแตกต่างสำคัญระหว่างความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย และจีน-สหรัฐฯ คือเรื่องของ "ความเชื่อใจ" ผลสำรวจล่าสุดในเดือนพฤษภาคมโดย ศูนย์วิจัยความคิดเห็นระดับโลก มหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน (Global Opinion Research Center at Renmin University of China) พบว่าเยาวชนจีนและรัสเซียส่วนใหญ่มองความสัมพันธ์ทวิภาคีในเชิงบวกอย่างมาก
ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ กลับมีความท้าทายเรื่องความเชื่อใจมากกว่า โดย ศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่ามีชาวอเมริกันเพียง 27% ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อจีน ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายสหรัฐฯ ที่ไม่แน่นอนและขาดความสม่ำเสมอ รวมไปถึงความแตกแยกทางการเมืองภายในสังคมอเมริกันเอง
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้เล่นที่ขาดไม่ได้ในหลายมิติ ดังนั้น ทั้งจีนและรัสเซียจึงต้องพยายามสานสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ต่อไป ตราบเท่าที่ไม่เป็นการก้าวล่วงข้อเรียกร้องที่เกินควรจากฝ่ายสหรัฐฯ ดังคำกล่าวของ ขงจื๊อ (Confucius) ที่ว่า "ไม่สำคัญว่าคุณจะเดินช้าเพียงใด ตราบเท่าที่คุณไม่หยุดเดิน"
(*เกมศูนย์รวม” หรือ zero-sum game คือสถานการณ์ที่ “ถ้าฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายต้องเสียเท่ากันเสมอ” รวมผลได้–ผลเสียของทุกฝ่ายแล้วเท่ากับศูนย์พอดี)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/640163-chia-us-russia-relations/
IMCT NEWS