'ราคาทองคำ' พุ่งทะยานขานรับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
'ราคาทองคำ' พุ่งทะยานขานรับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเท่าตัว กดดันยิลด์ร่วง-ดอลลาร์อ่อนค่า
20-8-2026
Investing . com รายงานว่า ราคาทองคำปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนถึงการปรับตัวลดลงอย่างดิ่งเหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US government bond yields) หลังจากที่ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Department of the Treasury) ได้เปิดเผยแผนการปรับเพิ่มขนาดการดำเนินงานซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและตั๋วเงินคลังขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว
วันพุธที่ 19/8/2569 ณ เวลา 09:25 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (13:25 GMT) ราคาทองคำสปอต (Spot gold) ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 สู่ระดับ 4,458.43 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold futures) ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 สู่ระดับ 4,517.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
แม้ว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะระบุในแถลงการณ์ว่าไม่ได้มุ่งหวังที่จะใช้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรเพื่อ "บรรเทาภาวะความตึงเครียดอย่างรุนแรงในตลาด" ก็ตาม แต่การดำเนินมาตรการในลักษณะดังกล่าวมักถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร
ก่อนหน้านี้ ราคาทองคำแท่งปรับตัวดิ่งลงเมื่อวันอังคาร หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษชั่วคราว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ยังคงเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นมักส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากพันธบัตรจะมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า ในขณะที่การถือครองทองคำแท่งไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) ในการถือครองทองคำปรับตัวสูงขึ้น และกระตุ้นให้นักลงทุนย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ที่มีรายได้แน่นอนแทน
ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากการเผชิญหน้าในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันต่อโลหะมีค่า โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อโดยตรง ซึ่งอาจทำให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีความลังเลมากขึ้นในการปรับลดต้นทุนการกู้ยืม หรือเพิ่มโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูงยาวนานยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันยังคงผูกติดอยู่อย่างใกล้ชิดกับสถานะของ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของปริมาณการขนส่งทั่วโลก ก่อนที่จะเกิดสงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้การหยุดชะงักใดๆ ที่ยืดเยื้อกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อ
ทางด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ได้กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ยังไม่มีการพูดคุยหรือการหารือใดๆ ที่กำลังดำเนินอยู่กับประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งส่งผลให้การบริหารจัดการเส้นทางช่องแคบดังกล่าวยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะเดียวกัน ข้อตกลงหยุดยิงกรอบความเข้าใจที่ลงนามร่วมกันระหว่างกรุงวอชิงตัน (Washington) และกรุงเตหะราน (Tehran) เมื่อเดือนมิถุนายน ได้หมดอายุลงแล้วโดยไม่มีแผนการขยายเวลาเพิ่มเติม
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว บรรดานักลงทุนกำลังจับตาการเปิดเผยรายงานการประชุมประจำเดือนกรกฎาคมของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงค่ำวันพุธตามเวลาท้องถิ่น เพื่อค้นหาเบาะแสว่าผู้กำหนดนโยบายประเมินภาวะเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมอย่างไร ก่อนที่จุดสนใจจะย้ายไปที่การกล่าวสุนทรพจน์ของ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในการประชุมสัมมนาประจำปีที่ เมืองแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) ในสัปดาห์หน้า
ในเวลาเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (U.S. Dollar Index) ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลักของโลก ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.6 สู่ระดับ 99.02 โดยค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงสามารถช่วยสนับสนุนราคาทองคำ เนื่องจากทำให้ทองคำมีราคาถูกลงสำหรับผู้ซื้อที่ถือสกุลเงินอื่นต่างประเทศ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.investing.com/news/commodities-news/gold-steadies-after-big-drop-as-oil-bond-yields-pressure-bullion-fed-minutes-due-4866317