.
จาก “Dear Donald” ถึง “Trump Trillion”: เบื้องหลังยุทธศาสตร์ของมาร์ก รุตเตอ ต่อสหรัฐฯ
10-7-2026
การประชุมสุดยอดนาโต (NATO) ที่จัดขึ้นในตุรกีสัปดาห์นี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับชาติพันธมิตรสมาชิกหนึ่ง และยังกล่าวถึงการผนวกดินแดนของสมาชิกอีกรายเข้ากับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เลขาธิการนาโตกลับกล่าวชื่นชมทรัมป์อย่างมาก โดยเรียกเขาว่า “โดนัลด์ที่รัก"
มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต้ กล่าวขอบคุณทรัมป์ พร้อมยกย่องว่าการผลักดันให้ประเทศสมาชิกนาโต้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมถือเป็น "ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่" และเป็น "ชัยชนะครั้งสำคัญ" ของพันธมิตรทางทหารแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม วิธีการของรุตเตอที่ใช้คำชื่นชมและการประนีประนอมเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับทรัมป์ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าวิธีดังกล่าวสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้กับนาโต้จริงหรือไม่
ตลอดการประชุมสองวันที่กรุงอังการา ทรัมป์ขู่ว่าจะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน ซึ่งเป็นสมาชิกนาโต้ เนื่องจากประเด็นการใช้จ่ายด้านกลาโหม พร้อมทั้งกล่าวว่าเขาผิดหวังอย่างมากกับท่าทีของนาโต้ต่อสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และยังจุดชนวนความขัดแย้งกับเดนมาร์กอีกครั้งในประเด็นเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก
แต่สำหรับรุตเตอแล้ว เขากลับกล่าวชื่นชมทรัมป์อย่างต่อเนื่อง โดยเรียกทรัมป์ว่าเป็น "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่" และเป็น "ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของนาโต้" ระหว่างการพบหารือทวิภาคีในวันพุธ รุตเตอกล่าวกับ "โดนัลด์ที่รัก" ว่า ทรัมป์สามารถผลักดันให้แคนาดาและประเทศในยุโรปเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมรวมกันได้ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ตลอดสองสมัยที่ดำรงตำแหน่ง และเขาเรียกตัวเลขนี้ว่า "Trump Trillion" (ล้านล้านดอลลาร์ของทรัมป์)
รุตเตอเคยใช้คำนี้มาแล้วระหว่างการเยือนห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนก่อน โดยได้นำแผนภูมิแสดงการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของประเทศสมาชิกนาโตมามอบให้ทรัมป์
ในวันพุธ รุตเตอยังกล่าวเสริมเมื่อทรัมป์วิจารณ์อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าไม่สามารถผลักดันให้ชาติสมาชิกนาโต้เพิ่มงบกลาโหมได้ว่า "แต่คุณทำในสิ่งที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์พยายามทำมาตั้งแต่แรก... และประธานาธิบดีทุกคนหลังจากนั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จ มีเพียงคุณเท่านั้นที่ทำได้ นี่คือชัยชนะของคุณ"
ทรัมป์ตอบกลับทันทีว่า "นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมชอบเขา" การสนทนาเช่นนี้สะท้อนแนวทางที่รุตเตอใช้มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการนาโตในปลายปี 2024 โดยอาศัยประสบการณ์ทางการทูตจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์เกือบ 14 ปี ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นผู้สร้างฉันทามติ
มาริออน เมสส์เมอร์ ผู้อำนวยการโครงการด้านความมั่นคงระหว่างประเทศแห่งสถาบัน Chatham House ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า สิ่งที่เธอได้ข้อสรุปจากการประชุมที่อังการาคือ ไม่มีบุคคลคนใดสามารถรับมือกับทรัมป์ได้ในระยะยาว และยุโรปควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงของตนเองมากกว่า เธอกล่าวว่า แม้รุตเตอจะสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทรัมป์ได้ด้วยการใช้คำชื่นชมและท่าทีอ่อนน้อม แต่ผู้นำนาโต้หลายคนกลับรู้สึกไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสม
เมสส์เมอร์ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาคือรุตเตอไม่สามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทรัมป์ให้กลายเป็นประโยชน์ต่อองค์การนาโต้โดยรวมได้ เพราะทรัมป์ยังคงแสดงความไม่พอใจต่อพันธมิตรทางทหารแห่งนี้อย่างชัดเจน เธอเตือนว่า ยังมีความกังวลว่าแนวทางของรุตเตออาจส่งสัญญาณผิดไปยังรัสเซีย โดยทำให้ดูเหมือนว่าประเทศยุโรปรู้สึกอ่อนแอหากไม่มีสหรัฐฯ และพร้อมจะยึดโยงสหรัฐฯ ไว้กับยุโรปไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
ในขณะที่รุตเตอใช้ท่าทีประนีประนอม นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน กลับแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อข้อเรียกร้องล่าสุดของทรัมป์เกี่ยวกับกรีนแลนด์
เมื่อผู้สื่อข่าว CNBC สตีฟ เซดจ์วิก ถามว่า เดนมาร์กพร้อมจะใช้กำลังทหารปกป้องกรีนแลนด์หรือไม่ หากเกิดการโจมตีขึ้น เฟรเดอริกเซนตอบว่า "เราพร้อมปกป้องทุกตารางนิ้วของนาโต รวมถึงดินแดนของเราเองด้วย"
หนึ่งวันก่อนหน้านั้น ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ของฟินแลนด์ พยายามลดความตึงเครียดเกี่ยวกับคำกล่าวของทรัมป์เรื่องกรีนแลนด์
ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC สตับบ์กล่าวว่า "ใจเย็น ๆ แบบชาวอาร์กติกหน่อย หากประเด็นคือความมั่นคงในแถบอาร์กติก เรามีประเทศสมาชิกนาโต้ที่เป็นชาติอาร์กติกอยู่ถึง 7 ประเทศ" เขากล่าวต่อว่า "ฟินแลนด์ได้ฝึกทหารกว่า 1 ล้านนายให้ปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมแบบอาร์กติก เพราะโดยพื้นฐานแล้วเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพอาร์กติกอยู่แล้ว ดังนั้นเราควรคำนึงถึงเรื่องนี้ และเดินหน้ากระบวนการที่เดนมาร์ก สหรัฐฯ และกรีนแลนด์กำลังดำเนินการร่วมกันต่อไป"
ประธานาธิบดีลัตเวีย: รุตเตอทำหน้าที่ได้ "ยอดเยี่ยม" ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างมาร์ก รุตเตอกับโดนัลด์ ทรัมป์ หรือที่หลายคนเรียกว่า "bromance" (มิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างผู้ชาย) เคยเป็นประเด็นพูดถึงมาแล้วในการประชุมสุดยอดนาโตที่เนเธอร์แลนด์เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมที่นาโตสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการประกาศเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035
ในเวลานั้น ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามถึงแนวทางของรุตเตอ โดยเฉพาะการที่เขาเรียกทรัมป์ว่า "Daddy" (พ่อ) ซึ่งรุตเตออธิบายในภายหลังว่า "มันเป็นเรื่องของรสนิยม"
หนึ่งปีต่อมา ที่กรุงอังการา ผู้สื่อข่าวถามเลขาธิการนาโต้ในงานแถลงข่าวเกี่ยวกับ "ศักดิ์ศรีของตัวเอง" พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เขาไม่ได้ออกมาปกป้องประเทศสมาชิกนาโตที่ถูกทรัมป์ข่มขู่ระหว่างการประชุม
รุตเตอชี้แจงว่า "ผมเชื่อว่าควรกล่าวชื่นชมเมื่อมีเหตุผลที่จะชื่นชม และผมคิดว่าเราควรยกย่องโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้นาโตแข็งแกร่งขึ้นมาก" เขากล่าวเสริมว่า การที่ยุโรปเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม ทำให้ยุโรปกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่วิพากษ์วิจารณ์แนวทางของรุตเตอในการรับมือกับทรัมป์
ประธานาธิบดีเอ็ดการ์ส รินเควิชส์ แห่งลัตเวีย ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว CNBC สตีฟ เซดจ์วิกว่า "มาร์ก รุตเตอเป็นเลขาธิการนาโต้ ไม่ใช่เลขาธิการสหภาพยุโรป และไม่ใช่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป หน้าที่ของเขามีเพียงอย่างเดียว คือทำให้นาโต้ดำเนินงานต่อไปได้" เขากล่าวต่อว่า "หน้าที่ของเขาคือรักษาความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกให้คงอยู่ หน้าที่ของเขาคือทำทุกวิถีทางเพื่อให้พันธมิตรแห่งนี้ยังคงทำงานได้ และผมคิดว่าเขาทำหน้าที่นั้นได้อย่างยอดเยี่ยม"
ที่มา CNBC