.
NATO จับมือ 4 ชาติอินโด-แปซิฟิก เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ดันอุตสาหกรรมกลาโหม–เทคฯรับมือพันธมิตรรัสเซีย-จีนเขย่าระเบียบโลก
9-7-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO และกลุ่มประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) ได้ร่วมกันให้คำมั่นสัญญาในการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเทคโนโลยีขั้นสูง ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังเร่งยกระดับการเสริมสร้างสมรรถนะทางทหาร เพื่อรับมือกับการกระชับความสัมพันธ์เชิงลึกที่ทวีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศจีน (China)
โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการใหญ่ของ NATO ได้เข้าหารือร่วมกับบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกลุ่มประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก 4 ประเทศ หรือกลุ่ม IP4 (Indo-Pacific Four) ซึ่งประกอบด้วยประเทศออสเตรเลีย (Australia) ประเทศญี่ปุ่น (Japan) ประเทศนิวซีแลนด์ (New Zealand) และประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำ NATO ณ กรุงอังการา (Ankara) ประเทศตุรกี (Turkey)
กระบวนการเจรจาหารือครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูง ได้แก่ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายลี แจมยอง (Lee Jae Myung), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ นายโช ฮยอน (Cho Hyun), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น นายโทชิมิตสึ โมเตกิ (Toshimitsu Motegi), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น นายชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi), รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนิวซีแลนด์ นายคริส เพงก์ (Chris Penk) และรัฐมนตรีฝ่ายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของออสเตรเลีย นายแพต คอนรอย (Pat Conroy)
ทั้งนี้ นายลี แจมยอง (Lee Jae Myung) ถือเป็นผู้นำประเทศเพียงรายเดียวในกลุ่มประเทศพันธมิตร IP4 ที่เดินทางมาร่วมงานประชุมสุดยอดในระยะเวลาสองวันครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดปิดฉากลงอย่างเป็นทางการในวันพุธนี้
ตามรายงานข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) และบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศ IP4 ได้ร่วมแบ่งปันและแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงประเด็นปัญหาการรุกรานประเทศยูเครน (Ukraine) ของรัสเซีย (Russia), สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) เช่น ประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน (China), แนวนโยบายที่มีต่อประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศอิหร่าน (Iran) โดยทุกฝ่ายได้ตกลงร่วมกันที่จะเสริมสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในมิติด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cyberspace) และด้านเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึงถ้อยแถลงของ นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) ที่ระบุว่า NATO มีความตั้งใจอย่างยิ่งในการยกระดับความสัมพันธ์ร่วมกับกลุ่มประเทศ IP4 เพื่อที่จะสามารถ "จัดการกับความท้าทายที่หลากหลายซึ่งกำลังเผชิญหน้าประชาคมโลกในปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ"
ทางด้าน นายโทชิมิตสึ โมเตกิ (Toshimitsu Motegi) ได้กล่าวแสดงความเห็นว่า "ความมั่นคงของภูมิภาคยุโรป-แอตแลนติก (Euro-Atlantic) และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ดังที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดผ่านความร่วมมือทางการทหารระหว่างประเทศรัสเซีย (Russia) และประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ในระบบสงครามยูเครน (Ukraine)... และถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่กลุ่มประเทศ IP4 และ NATO จะได้มารวมตัวและร่วมกันยืนยันสถานะความเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกันในลักษณะนี้"
"ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่าง NATO และกลุ่มประเทศ IP4 จะช่วยส่งเสริมและสร้างคุณประโยชน์ต่อสันติภาพและเสถียรภาพของประชาคมโลกในภาพรวมทั้งหมด" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวเสริม พร้อมทั้งแสดงความประสงค์ของตนในการที่จะ "เดินหน้าสร้างสรรค์ความร่วมมือในภาคปฏิบัติร่วมกับ NATO เพิ่มเติม และเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป"
สำหรับกลุ่มพันธมิตรคู่ค้า IP4 ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดทางให้ NATO สามารถเข้ามาจัดการกับพลวัตความมั่นคงที่มีความเกี่ยวโยงและเชื่อมโยงถึงกันระหว่างภูมิภาคยุโรป-แอตแลนติก (Euro-Atlantic) และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) ซึ่งประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกทั้งสี่ประเทศนี้ ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดประจำปีของกลุ่มพันธมิตรทหารตะวันตกในฐานะแขกผู้มีเกียรตินับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา
ในช่วงต้นวันอังคารที่ผ่านมา นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) ได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดงานประชุมเวทีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (NATO Summit Defence Industry Forum) โดยระบุว่า ปัจจุบันรัสเซีย (Russia) กำลังทุ่มเทจัดสรรงบประมาณแผ่นดินสูงถึงครึ่งหนึ่งเพื่อขับเคลื่อน "เครื่องจักรสงคราม" (war machine) ของตนในยูเครน (Ukraine) ตลอดจนมีแนวโน้มในการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด "เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ" กับประเทศจีน (China) ประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) และประเทศอิหร่าน (Iran)
เลขาธิการใหญ่ของ NATO กล่าวชี้แจงว่า จีน (China) ยังคงเดินหน้าปรับปรุงกองทัพและแสนยานุภาพทางการทหารให้ทันสมัย รวมถึงแผ่ขยายขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของตนอย่างต่อเนื่องโดย "ปราศจากความโปร่งใส" ขณะที่เกาหลีเหนือ (North Korea) ก็ยังคงเดินหน้าโครงการขยายอาวุธนิวเคลียร์และเป็นผู้จัดส่งยุทโธปกรณ์สนับสนุนแก่รัสเซีย ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว "เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนควรต้องตระหนักและกังวลร่วมกัน" นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) แถลงแจ้งเตือน พร้อมเรียกร้องให้เกิดการยกระดับความร่วมมือกันภายในระบบของกลุ่มพันธมิตร รวมถึงความร่วมมือร่วมกับกลุ่มประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วย
แม้ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะยังคงยืนกรานว่าประเทศของตนรักษาจุดยืนที่เป็นกลาง (neutral) ในสงครามยูเครน (Ukraine) ทว่าจีนกลับตกเป็นเป้าสายตาและถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนรัสเซียผ่านการจัดส่งเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ใช้งานได้สองทาง (dual-use technology and equipment) เช่น ระบบไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (microelectronics) เครื่องมือจักรกลขั้นสูง (advanced machine tools) ชิ้นส่วนประกอบโดรน (drone components) และวัตถุดิบในการผลิตอาวุธต่างๆ
นอกจากนี้ จีน (China) และรัสเซีย (Russia) ยังมีการดำเนินกิจกรรมซ้อมรบร่วมทางการทหารตามวงรอบปกติอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งรวมถึงปฏิบัติการบินลาดตระเวนร่วมของฝูงบินทิ้งระเบิดเมื่อเดือนที่ผ่านมา และกระบวนการซ้อมรบทางเรือนอกชายฝั่งทางตะวันออกของจีนที่ได้เริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์นี้
ยิ่งไปกว่านั้น ในรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้อ้างอิงเอกสารลับเฉพาะของฝั่งรัสเซียที่ชี้ให้เห็นว่า คณะผู้แทนทางการทหารของรัสเซียได้เดินทางเข้าร่วมการฝึกอบรมและซ้อมรบทางการทหาร ณ สถานฝึกปฏิบัติการของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLA (People’s Liberation Army) ในกรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมด้านการทำสงครามรังสี เคมี และชีวภาพ อย่างไรก็ตาม จีนได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฝึกทหารรัสเซียดั่งกล่าว
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลปักกิ่งยังคงเดินหน้ายกระดับการสะสมกำลังพลและแสนยานุภาพทางการทหาร โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จีนเปิดเผยว่าได้ดำเนินการทดสอบยิง "ขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์" (strategic missile) ที่ติดตั้งหัวรบจำลอง มุ่งเป้าไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific) จากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ปรากฏหลักฐานการทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำโดยกองทัพ PLA นับตั้งแต่ปี 1982 เป็นต้นมา
นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) แถลงว่า การทดสอบขีปนาวุธในครั้งนี้ถือเป็น "หลักฐานเชิงประจักษ์" ที่แสดงให้เห็นว่า NATO "ไม่อาจไร้เดียงสา" ต่อท่าทีของจีน (China) โดยเขาได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนก่อนการเปิดฉากการประชุมสุดยอด ณ เมืองหลวงของประเทศตุรกีเมื่อวันจันทร์ว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) ย่อมส่งผลกระทบและมีความเกี่ยวโยงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคทรานส์แอตแลนติก (transatlantic)" พร้อมทั้งตราหน้าว่า จีน เกาหลีเหนือ และอิหร่าน คือ "กลุ่มผู้สนับสนุนหลักและผู้ช่วยปลดล็อก (key enablers) ในสงครามรุกรานยูเครนของรัสเซียที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งใดมาจุดชนวน"
ท่ามกลางเป้าหมายของ NATO ในการผลักดันงบประมาณการใช้จ่ายด้านกลาโหมขึ้นสู่ระดับ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ภายในปี 2035 ประเด็นความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมร่วมจึงได้ก้าวขึ้นมาทำบทบาทเป็นแกนหลักของการประชุมสุดยอดประจำปีนี้ ควบคู่ไปกับความสนใจที่เพิ่มขึ้นว่า กลุ่มประเทศ IP4 จะสามารถก้าวเข้ามาสนับสนุนสมรรถนะการป้องกันทางทหารของกลุ่มพันธมิตรได้อย่างไร
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม หรือ SIPRI (Stockholm International Peace Research Institute) บ่งชี้ว่า ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ทำบทบาทเป็นผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่อันดับสองให้แก่บรรดาประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่เป็นสมาชิก NATO ในช่วงระหว่างปี 2021 ถึงปี 2025 โดยเป็นรองเพียงประเทศสหรัฐฯ (United States) เท่านั้น
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายลี แจมยอง (Lee Jae Myung) ยังได้เปิดการเจรจาหารือแยกเป็นพิเศษกับ นายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) ก่อนการเปิดฉากประชุมหลักร่วมกับกลุ่มประเทศ IP4 โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายได้เริ่มต้นกระบวนการเจรจาเพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงจัดซื้อจัดจ้างทวิภาคีขั้นพื้นฐาน (basic bilateral procurement agreement)
นายลี แจมยอง (Lee Jae Myung) กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยสร้าง "รากฐานที่มั่นคง" สำหรับกลุ่มบริษัทป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ในการแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหมของระบบ NATO เพิ่มเติมในอนาคต "ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เห็นบริษัทต่างๆ ของพวกเรา — ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยระดับเทคโนโลยีและความสามารถในการแข่งขันระดับโลก — แสดงศักยภาพและขีดความสามารถของตนได้อย่างเต็มที่บนเวทีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ตลอดจนร่วมกันสร้างสรรค์โอกาสใหม่ๆ สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน" นายลี แจมยอง (Lee Jae Myung) โพสต์ข้อความผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของตน
ทางด้าน นายวี ซองลัก (Wi Sung-lac) ผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติเกาหลีใต้ กล่าวแถลงยืนยันข้อมูล ณ กรุงอังการา ว่า ข้อตกลงดังกล่าวหมายถึง "การสร้างหลักประกันการเข้าถึงและปักหมุดในตลาดการจัดซื้อป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้เกาหลีใต้เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างร่วมของระบบ NATO ที่มีมูลค่าการค้าสูงถึงประมาณ 15 ล้านล้านวอน (หรือประมาณ 9.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี
สำหรับการประชุมร่วมกับผู้แทนจากกลุ่มประเทศ IP4 รายอื่นนั้น นายลี แจมยอง (Lee Jae Myung) เปิดเผยว่า ผู้เข้าร่วมประชุมทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันที่จะแผ่ขยายขอบเขตความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ผ่านการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของพันธมิตรทั้งในภูมิภาคยุโรป (Europe) และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยยกระดับ "ความมั่นคงร่วมและเสริมสร้างสันติภาพรวมถึงเสถียรภาพของโลกให้เป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น" ผู้นำเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ พร้อมส่งสัญญาณแจ้งเตือนปิดท้ายว่า ไม่มีประเทศใดที่จะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวตามลำพังได้
"ภาพรวมด้านความมั่นคงในปัจจุบัน กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างไปอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนสูงมาก จนไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะสามารถลุกขึ้นมาเผชิญหน้าและจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ได้สำเร็จตามลำพังอีกต่อไป"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/s3rhk?utm_source=copy-link&utm_campaign=3359861&utm_medium=share_widget